:: โตไป…ไม่โกง

โตไป…ไม่โกง

women >> คู่มือเลี้ยงลูก>> โตไป…ไม่โกง

โตไป…ไม่โกง

โตไป ไม่โกง

เด็กยุคใหม่กำลังจะเปลี่ยนไป !

ในโลกที่เจริญก้าวหน้า เทคโนโลยีพัฒนาขึ้น แต่พื้นฐานนิสัยของคนเรากลับไม่ได้มีการพัฒนาเหมือนเทคโนโลยีต่างๆ ที่กำลังดำเนินไป ตรงกันข้ามอาจกำลังจะถอยหลัง มีความคิดแตกแยกมากขึ้น นึกถึงตัวเองเป็นหลัก ไม่แคร์ว่าสังคมจะเป็นอย่างไร ขอให้ตัวเองสุขสบายก็พอ ถ้าเป็นแบบนี้แย่แน่ๆ ค่ะ

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องช่วยกันแก้ไข ดังนั้นจึงเกิดหลักสูตรการเรียนการสอน “คบเด็กสร้างชาติ โตไปไม่โกง” เพื่อปลูกฝังให้เด็กได้เติบโตมาเป็นคนดีของสังคมค่ะ

โครงการ โตไป ไม่โกง

ศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โดย ดร.จุรี วิจิตรวาทการ เลขาธิการองค์กรเพื่อความโปร่งใสแห่งประเทศไทย ร่วมกันทำโครงการรณรงค์เรื่องการแก้ไขปัญหาทุจริต คอรัปชั่น ซึ่งการแก้ปัญหาดังกล่าว นอกเหนือจากต้องมีระบบ หรือมีกฎหมายแล้ว ความตื่นตัวของประชนเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะถ้าคนเรารู้จักถูก รู้จักผิดแล้ว ไม่มีทางที่จะทำไม่ดี จึงได้มีการระดมสมองกันว่า ในแง่ของหลักวิชา การปลูกฝังที่จะทำให้คนรู้จักถูก รู้จักผิดได้ จะต้องทำอย่างไร และมีการประมวลผลออกมาคือ ควรทำตั้งแต่วัยเด็ก โดยเฉพาะในช่วงวัย 0-6 ขวบ จึงร่วมมือกับ รองผู้ว่าฯ และสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร จัดทำหลักสูตรคบเด็กสร้างชาติ โตไป ไม่โกง เพื่อนำไปสอนเด็กชั้นอนุบาล – ป.3 และจะทำการสอนใน 280 โรงเรียน ในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร เพื่อปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมตั้งแต่วัยเยาว์

จากประสบการณ์วัยเยาว์ของคณะทำงาน มีความเห็นว่า บทเรียนการสอนจริยธรรมในยุคเก่า เป็นบทเรียนที่ต้องนั่งท่องจำ อาจทำให้เด็กๆ เบื่อ และไม่ได้ซึมซับการมีคุณธรรมอย่างเต็มที่ จึงมีการระดมสมองกันว่า แล้วจะทำอย่างไรให้เรื่องของความดี เป็นเรื่องที่สนุก และซึมซับไปยังเด็กๆ ซึ่งการสอนจะต้องไม่เป็นการสอนที่เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา แต่ควรจะเป็นกระบวนการที่ผ่านเข้าไปอย่างเป็นธรรมชาติ

ซึ่งกระบวนการสอนมีหลายรูปแบบ โดยคุณครูสอนผ่านเครื่องมือที่จะทำให้เด็กๆ เกิดความเข้าใจได้ง่าย คือกิจกรรมการละเล่น ผ่านบทเพลง ผ่านทางสุภาสิตคำพังเพย ผ่านนิทานต่างๆ ซึ่งนิทานดีๆ ของเรามีเยอะ ที่เป็นทั้งคติสอนใจ และให้แง่คิดต่างๆ ก็นำมาเล่าให้เด็กฟัง

ในหลักสูตรนี้ เรามีการเขียนนิทานขึ้นมาใหม่ รวมทั้งเอานิทานที่เป็นคติสอนใจในอดีต นิทานอีสปดีๆ นิทานชาดกดีๆ นิทานพื้นบ้านดีๆ เอามารีวิว และนำมาผลิตใหม่ นอกจากนี้ยังมีเพลงดี มีคุณธรรม ที่จะต้องปลูกฝังเข้าไปในใจเด็กด้วย

สิ่งเหล่านี้เป็นเป็นเครื่องมือที่จะช่วยสอนให้เด็กได้เรียนรู้คุณธรรม จริยธรรมโดยที่ไม่ต้องมานั่งสอน และเด็กจะซึมซับเรื่องคุณธรรมได้เองเลยค่ะ

หัวใจของหลักสูตร
การปลูกฝังให้เด็กๆ รู้จักความดี โดยโตมาไม่โกงนั้น เริ่มจาก ”ความดีแบบไหน” เพราะความดีมีหลายรูปแบบ เมตตากรุณาก็เป็นความดี กตัญญูรู้คุณ ขยันขันแข็งก็เป็นความดี แต่มีความดีบางอย่างที่เป็นความดีเพื่อส่วนรวม คือบางทีตัวเองต้องเจ็บปวดบ้าง แต่เพื่อคนอื่นแล้วก็ยินดีที่จะทำ จึงมีการระดมสมองผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน มาร่วมคิดเพื่อจัดทำกระบวนการการร่างหลักสูตรขึ้นมา ก็ปรากฏว่ามีลักษณะเด่นๆ 5 อย่างคือ

1. ซื่อสัตย์สุจริต คือการยึดมั่นในความสัตย์จริง และสิ่งที่ถูต้องดีงาม รู้จักแยกแยะถูกผิด ปฏิบัติต่อตนเองและผู้อื่นโดยชอบ ไม่คดโกง เช่น สอนให้เขาไม่หยิบของของคนอื่น ซื่อสัตย์ต่อการทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เพราะปัญหาทุจริตคอรัปชั่นที่เราพบกันบ่อยคือ การไม่ซื่อสัตย์ต่อเวลางาน ไม่รับผิดชอบต่องาน ทำให้งานที่ออกมาไม่มีคุณภาพ

2.รับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง คือการมีจิตสำนึกในบทบาทและหน้าที่ของตัวเอง และปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด เคารพกฎเกณฑ์กติกา พร้อมให้ตรวจสอบการกระทำได้เสมอ หากมีการกระทำผิดก็พร้อมที่จะยอมรับและแก้ไข ที่สำคัญคือรับผิดชอบต่อผลของการกระทำของตนเอง เช่น นักบริหาร หรือนักการเมือง มีความสามารถรับผิดชอบงาน แต่เมื่อเกิดความผิดพลาด มักจะชอบโทษคนอื่น และไม่รับผิดชอบสิ่งที่ทำ แต่ถ้าเป็นคนที่มีจิตสำนึกดี เมื่อทำผิดพลาด หรือทำอะไรขัดแย้งกับสิ่งที่ผิดกฎหมาย ที่มันเกิดขึ้นโดยที่ไม่รู้ตัว ความรับผิดชอบคือ ต้องลาออก

เด็กๆ ก็เช่นกัน ถ้าได้รับการปลูกฝังที่ดี เช่น เมื่อทำความผิด เด็กก็จะยอมรับว่าหนูเป็นคนทำเอง เพราะหนูสะดุด คุณครูก็บอกไม่เป็นไร แล้วก็ช่วยกันเช็ด ซึ่งจะทำให้เขารับผิดชอบกับสิ่งที่เขาทำ

3. ความเป็นธรรมทางสังคม คือการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกันอย่างมีเหตุผล โดยไม่เลือกปฏิบัติต่อเพศ เชื้อชาติ ชนชั้น สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม และการที่ไม่เอาเปรียบใคร เพราะคนที่ทุจริตคือคนที่เอาเปรียบคนอื่น คนไม่เคารพกฎเกณฑ์กติกา นึกถึงตัวเองเป็นหลัก ดังนั้น การจะสอนเด็กๆ ให้เข้าใจได้ด้วยเรื่องง่ายๆ เช่น เรื่องการเคารพกติกา ไฟแดง ไฟเขียว มีไว้เพื่ออะไร เพื่อที่จะผลัดกันใช้ คนที่ใช้รถก็ต้องเคารพคนที่เดินถนน คนที่เดินถนนก็ต้องให้ผู้ใช้รถไปด้วย เป็นการจัดการให้สังคมเป็นระบบระเบียบมากขึ้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

หรือสอนเรื่องพื้นฐานง่ายๆ อย่างในโรงเรียน ทำไมห้องสมุดต้องเงียบ? ก็เพราะว่าเพื่อนเราอ่านหนังสืออยู่ ทำไมห้ามกินขนม? เพราะว่ามดหรือแมลงสาบจะไปทำลายหนังสือ เด็กๆ ก็จะไม่กินขนม เพราะกลัวว่าหนังสือของเขาจะเสียหาย หรือการเรียงแถวรับขนม เพื่อให้รู้จักความเป็นธรรม การมาก่อนมาหลัง ได้สิทธิ์ตามนั้น ก็จะเป็นการปลูกฝังความเป็นธรรมให้เด็กได้

4. การมีจิตสาธารณะ คือการมีจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม ตระหนักรู้และนึกถึงสังคมส่วนรวม มีความรับผิดชอบในการกระทำของตัวเอง เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียหายต่อส่วนรวม และพร้อมที่จะเสียสละส่วนตนเพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม การทำเพื่อส่วนรวม คือการอาสา ที่มีภาระส่วนตัวด้วย แต่ก็ต้องทำ เพราะว่าเราแคร์ส่วนรวม เช่น มีคนทำน้ำหก แม้เราจะไม่ได้ทำ แต่เด็กดีจะรับอาสามาช่วยเช็ดน้ำให้ อาจจะเซ็งบ้าง แต่ก็ทำ แต่เด็กที่ไม่มีจิตสาธารณะ เห็นคนอื่นเดือดร้อนก็เฉย คิดว่าไม่ใช่เรื่องของตนเอง ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วสังคมจะมีใครช่วย ซึ่งการช่วยผู้อื่นมันคือภาระอย่างหนึ่งเป็นความเมตตากรุณาในสังคม เด็กอย่างนี้เมื่อโตไป เวลามีเรื่อง หรือเห็นใครเดือนร้อนเขาก็จะเข้าไปช่วยทันที

5. เป็นอยู่อย่างพอเพียง คือการดำเนินชีวิตโดยยึดหลักความพอประมาณ ซื่อตรง ไม่ละโมบโลภมาก รู้จักยับยั้งชั่งใจ และไม่เอาเปรียบหรือเบียดเบียนตัวเองและผู้อื่น ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้เราระลึกได้ว่า เงินไม่ใช่คำตอบทุกอย่าง มันคือการที่เรามีความสุข อยู่กับตัวเอง อยู่กับครอบครัวพอใจกับสิ่งที่มี สิ่งที่เป็น ซึ่งคุณครูอาจจะยกตัวอย่างด้วยการเล่านิทาน เช่น เล่าเรื่องปลาทองที่ชอบกิน เพื่อให้วุ้นตัวเองสวย ก็แย่งคนอื่นกินหมด เพื่อนก็ชมว่าสวย ก็กิน กิน กินเข้าไป ในที่สุดกินจนท้องแตกตาย พอเล่าเรื่องจบ ก็ต้องมีการสอนเด็กให้ได้คิดด้วยว่าผลเป็นอย่างไร เด็กๆ ก็ได้แง่คิด ในเรื่องความโลภมาก ลาภหาย เหมือนการปลูกฝังเด็กๆ ก็จะค่อยๆ รับรู้ ซึ่งของเหล่านี้มันเข้าไปในตัวเด็กได้จริง แล้วก็จะติดตัวเด็กไปจนโตเลย

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ให้ครูเป็นผู้ถ่ายทอด ซึ่ง 5 เรื่องหลักนี้ จะเป็นแก่นของหลักสูตรที่คุณครูจะนำไปสอนเด็กๆ สอดแทรกเข้าไปในหลักสูตรการเรียนของเด็กๆ ค่ะ

การเรียนการสอน
หลักสูตรนี้จะสอน 1 ชม./สัปดาห์ 40 ชม./ปี และอยากให้อย่างน้อยมี 1 ชม. แห่งความดี ทั้งครูและนักเรียนก็มีความสุขที่ได้คิด ได้พูด ได้ทำในสิ่งที่ดี และรังเกียจสิ่งที่ไม่ดีด้วย เหมือนเป็นการให้ยาตรงๆ แก่เด็ก ซึ่งในกระบวนการสอนจะนำ 5 เรื่องนี้มาเป็นแกนหลัก และถ่ายทอดออกมาในรูปแบบการเล่านิทาน การร้องเพลง การทำงานศิลปะ

นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่มีส่วนสำคัญมาก ถ้าใช้กระบวนการอย่างนี้กลับไปสอนลูกที่บ้าน เด็กๆ ก็จะได้รับการปลูกฝังที่ดี เติบโตมาเป็นคนคุณภาพ เป็นคนดี คนเก่งของสังคมค่ะ

ถึงเวลาต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง ให้เด็กได้รู้จักความดี รู้จักการช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งถ้าปลูกฝังด้วยกระบวนการเหล่านี้แล้ว เด็กๆ จะซาบซึ้ง และซึมซับความดีงามได้อย่างง่ายๆ เลยค่ะ

ขอขอบคุณ บทความดีๆจาก  รักลูก
โดย: เมธาวี
เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ ดร.กนกกาญจน์ อนุแก่นทราย อาจารย์จากศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

 

madamrak

earlgreylady
เขียนโดย : earlgreylady
เขียนเมื่อ : 12:16 น. 27 Dec 2011

เรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ

5 ข้อถามใจคุณ ก่อน ซื้อโทรศัพท์ให้ลูก 5 ข้อถามใจคุณ ก่อน ซื้อโทรศัพท์ให้ลูก

ผู้เชี่ยวชาญเลยมีคำถามมาเป็นตัวช่วยทบทวนให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจ

เหตุผลแท้จริง ที่ลูกเบบี๋ ร้องตอนกลางคืน เหตุผลแท้จริง ที่ลูกเบบี๋ ร้องตอนกลางคืน

การมีลูกเล็กเป็นการคุมกำเนิดที่ดีที่สุด เพราะพ่อแม่มือใหม่ทั้งหลายจะแทบไม่ได้หลับได้นอน

10 กลเม็ดแสนง่าย เลี้ยงลูก อย่างฉลาด 10 กลเม็ดแสนง่าย เลี้ยงลูก อย่างฉลาด

หากคุณพ่อคุณแม่ ทำได้หมดทุกข้อ เชื่อว่าความรักความอบอุ่นในครอบครัวเพิ่มขึ้นแน่นอน!!!

ส้มตำปลากรอบ อาหารสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ ส้มตำปลากรอบ อาหารสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

เมนูอาหารสำหรับ คุณแม่ตั้งครรภ์ ช่วยในเรื่อง “คลายอาการแพ้ท้องได้ดี” ซึ่งมีเครื่องปรุงหลักๆ ดังนี้

อาหาร 10 ชนิด ที่ เด็กเล็ก ไม่ควรกิน อาหาร 10 ชนิด ที่ เด็กเล็ก ไม่ควรกิน

บางรายแพ้อาหารเหล่านี้ ถึงขั้นเสียชีวิต ดังนั้นการให้ลูกรับประทาน จึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษ

ป้องกันลูก จากการ ถูก ล่วงเกินทางเพศ ป้องกันลูก จากการ ถูก ล่วงเกินทางเพศ

พ่อแม่ควรสอนสิ่งเหล่านี้ แก่ลูกตั้ง แต่ยังเล็กๆ

แสดงความคิดเห็น