"อี้ แทนคุณ จิตต์อิสระ" หนุ่มผู้พลิกชีวิตเพื่อสังคม
หลายๆ คนคงพอจะจำกันได้กับบทบาทลูกคุณหนูไฮโซ ตัวโกง หน้าตี๋ ดูโฉดๆ เลวๆ ในละครเรื่อง "ทอฝันกับมาวิน" เมื่อ 13 ปีก่อน ที่ทำให้เค้ามีชื่อเสียง หนุ่มที่ว่านั้น คือหนุ่ม "อี้ เอกชัย บูรณผานิต" ที่ตอนหลังมาเปลี่ยนชื่อ เป็น "แทนคุณ จิตต์อิสระ" นั่นเองค่ะ แต่เรื่องนี้ สาวๆ จะไม่ค่อยปลื้ม "พี่อี้" ที่รับบทเป็น "แบงค์" กันซักเท่าไหร่ เพราะเล่นเป็นตัวโกง แถมในเรื่องนี้ยังต้องขับเคี่ยวกับ "ฟลุ๊ค เกริกพล มัสยวานิช" ที่รับบท "มาวิน" พระเอกหน้าแบ๊ว ที่ปัจจุบัน แบ๊วไม่ออกแล้ว เพราะถูกจับได้ว่าไม่แบ๊วจริง ถึงขนาดหลายคนบอกว่า "พี่อี้" กับ "หนุ่มฟลุ๊ค" นี่ ได้รับบทสลับกันรึเปล่าในเรื่องนี้ เพราะทั้งคู่ ตัวจริงกับในละครต่างกันโดยสิ้นเชิงค่ะ อิอิ

"พี่อี้ แทนคุณ" นับว่าเป็นดาราที่หน้าตาอินเทรนด์ติดอันดับต้นๆ (ในยุคนั้น) นั่นคือ "ขาว-ตี๋" โดนใจสาวๆ หลายคน พี่อี้เข้าวงการมามีผลงานหลายต่อหลายเรื่อง ทั้งละครโทรทัศน์ นอกจาก "ทอฝันกับมาวิน" แล้ว ยังมีเรื่อง "น้องใหม่ ร้ายบริสุทธิ์" อีกด้วย ส่วนภาพยนตร์ก็มี เรื่อง "สตรีเหล็ก" ภาคแรก แต่ภาค 2 นั้น พี่อี้ ปฏิเสธที่จะรับเล่น เพราะว่าตอนนี้เป็น อาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ไม่อยากให้ภาพลักษณ์ดูไม่ดีแถมยังปฏิเสธที่จะรับเล่นบทร้ายๆ อีกหลายๆ เรื่อง เพราะพี่อี้บอกว่า มันกลายเป็นภาพลักษณ์ติดตัว ซึ่งละครทั้งหมด 10 กว่าเรื่องที่พี่อี้เคยเล่นมา 7-8 ปี เป็นบทร้ายหมดเลย คงเพราะด้วยหน้าตาที่ ดูขี้โกงๆ หล่อแบบร้ายๆ ทำให้พี่อี้ได้รับแต่บทประมาณนี้ และสมัยนั้น นักแสดงที่เล่นบทนี้ ไม่ค่อยมี พี่อี้ก็จะบูมมาก ติดอันดับชายโฉด เลยก็ว่าได้ เลยกลัวว่า อาจเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อเยาวชนจนถึงขั้นส่งเสริมภาพลักษณ์ความรุนแรงให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะฉาก "ด่าพ่อแม่" ซึ่งพีอี้เกลียดที่สุด พี่อี้จึงขอ "เลือกที่จะไม่เล่น ดีกว่าเล่นไม่เลือก" เหตุผลสำคัญที่ระยะหลัง พี่อี้งดรับงานนั้น ก็เพราะว่าต้องการทุ่มเทเวลาที่เหลืออยู่ดูแลครอบครัว อย่างใกล้ชิด เพราะนับตั้งแต่ เสียคุณพ่อไป พี่อี้เสียใจมาก และรู้สึกว่าตัวเองมัวแต่เอาเวลาไปเล่นละคร จนไม่มีเวลาให้กับคุณพ่อเลย

ถึงแม้ว่าตอนนี้ "พี่อี้" จะห่างไกลจากคำว่า "นักแสดง" ไปมาก แต่พี่อี้ก็มีบทบาทเกี่ยวกับด้านสังคมมาชดเชยแทน ไม่ว่าจะเป็น การเป็นกรรมการมูลนิธิสถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา สมาชิกกิตติมศักดิ์เครือข่ายเรารักครอบครัว นักจิตวิทยา อนุกรรมาธิการกิจการด้านเด็กและเยาวชน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ควบด้วยตำแหน่งประธานโครงการเผยแผ่พุทธธรรมเพื่อเยาวชน ซึ่งล่าสุด พี่อี้ก็เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงริเริ่มการ์ตูนธรรมะเรื่องประวัติพระพุทธเจ้าอีกด้วย ดูมีสาระทั้งนั้น ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดี น่าชมเชยมากค่ะ ปลื้มๆๆๆ

ขณะเดียวกัน บางคนรู้จักพี่อี้ในบทบาทของครูผู้สอนภาษาจีน ที่แม้จะเป็นถึงผู้อำนวยการโรงเรียนสอนภาษาจีนกลางฮั่น จื้อ กง ก็ยังอาสาไปสอนฟรีให้กับเยาวชนในโครงการทูบีนัมเบอร์วัน พร้อมกันนั้น ยังเป็นคอลัมนิสต์เจ้าของคอลัมน์ "เจาะใจจีน" ในหน้าการศึกษาของหนังสือพิมพ์มติชน รวมทั้งยังเป็นนักจิตวิทยาจัดรายการอวสานความทุกข์ ทางคลื่น FM 92.25 และรายการกระแสสังคม ทางคลื่น FM 92.5


และที่ทำให้คนรู้จักพี่อี้มากขึ้น ก็คงจะไม่พ้นการเป็นพิธีกรภาคสนามของเกมส์โชว์สุดฮิตอย่าง "อัจฉริยะข้ามคืน" และ "แฟนพันธุ์แท้" ซึ่งโอกาสนี้มาถึง เมื่อครั้งที่พี่อี้ ไปแข่งขันรายการแฟนพันธุ์แท้ เรื่องผู้เชี่ยวชาญภาษาจีนจนชนะ ผ่านไปเกือบปี ทีมงานเวิร์คพอยท์ได้โทรกลับมาหาว่าตอนนี้อยากทำรายการเกมโชว์ที่เกี่ยวกับความรู้ แล้วอยากจะได้คนที่ให้ความสำคัญกับความรู้มาเป็นพิธีกรภาคสนาม พี่อี้จึงตกลงรับหน้าที่นี้ไป

ไม่น่าเชื่อเลยใช่มั้ยคะ ว่าจากหนุ่มนักแสดงมาดร้ายๆ ที่เราเห็นในจอ จะกลายมาเป็นผู้ชายที่ทำอะไรเพื่อสังคมได้ขนาดนี้ women.mthai ขอยกย่องให้เป็นตัวอย่างที่ดี ให้เป็น men of the week ประจำสัปดาห์นี้ไปเลยค่า...
แถมให้ดูกันค่ะ กับภาพถ่ายแฟชั่น สมัยที่ "พี่อี้" ยัง เอ๊าะๆ

หนุ่มๆ หวิว... สาวๆ ซี๊ด...
-------------------------------------------------------------------------
และนี่เป็นบทสัมภาษณ์จาก นิตยสารขวัญเรือน ที่เราอยากให้คุณๆ ได้อ่านกันค่ะ
พ่อ ผู้สร้างจุดเปลี่ยนให้ชีวิต : แทนคุณ จิตต์อิสระ
ครั้งหนึ่งเรารู้จักชื่อ อี้-เอกชัย บูรณผานิต นักแสดงวัยรุ่นคนดังที่มีผลงานมากมาย ทั้งภาพยนตร์และละคร แต่ ณ วันนี้เรากลับคุ้นกับคนคนเดียวกันนี้ในชื่อ แทนคุณ จิตต์อิสระ มากยิ่งกว่า
ความสำคัญไม่ได้อยู่แค่ชื่อที่เปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือความคิดและมุมมองที่ชัดเจนในชีวิตของเขาต่างหาก นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 พ่อ...ผู้เป็นฮีโร่ในชีวิตของเขาจากไป แบบที่เรียกว่าไม่ทันตั้งตัว ...เรื่องราวของผู้ชายคนนี้ มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุก ๆ คนที่ได้ชื่อว่าเป็น...ลูก เพราะชีวิตจริงของคนเรา ไม่สามารถแต่งตอนจบได้เหมือนบทละคร และชีวิตก็มักมีเรื่องคาดไม่ถึงเข้ามาให้เราได้ทดสอบเสมอ บางบททดสอบอาจง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ แต่บางบททดสอบอาจจะต้องใช้ความอดทนและความพยายามทั้งตัว หัวใจ และน้ำตาของนักสู้ จึงจะผ่านไปได้
งานหลัก ๆ ที่ทำอยู่ตอนนี้มีอะไรบ้างคะ
งานหลัก ๆ ตอนนี้มีทำรายการอัจฉริยะข้ามคืน ทางช่อง 3 มีรายการลูกไม้ไกลต้น ทางช่อง 9 รายการธรรมะ ทางช่อง 5 แล้วก็เป็นอาจารย์สอนหนังสือที่คณะมนุษยศาสตร์ มศว. ล่าสุดอีกอย่างที่กำลังทำอยู่คือหลักสูตรสอนภาษาจีนแบบง่าย โดยมีคุณปัญญา นิรันดร์กุล สนใจจะเป็นคนเริ่มเรียนก่อน (ยิ้ม) พอดีเวิร์คพอยท์มีโอกาสได้ไปติดต่อทางประเทศจีน เลยอยากจะขยับขยายความรู้ทางภาษาจีนเพิ่มขึ้น ตอนนี้อยู่ระหว่างการทำเป็นเอกสาร พอรวบรวมเสร็จก็จะทำเป็นหนังสือ
มีโอกาสที่จะกลับไปรับงานแสดงไหมคะ
ยังเล่นบ้างแต่ต้องเลือกบท คือเบื่อกับการเล่นบทร้ายแล้ว เมื่อก่อนเล่นบทร้ายมา 7-8 ปี รู้สึกอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองบ้าง แล้วต้องยอมรับว่าการรับบทร้ายคนจะติดภาพมาก ...ซึ่งตอนนั้นบทร้ายผู้ชายคนที่จะเล่นก็มีไม่กี่คน ช่วงนั้นผมจะบูมมาก เพราะตอนนั้นละครที่เล่น 10 กว่าเรื่อง เล่นเป็นบทร้ายหมดเลย บทดี ๆ ก็มีบ้าง แต่คนจะติดภาพบทร้ายมากกว่า จริง ๆ ไม่ได้รังเกียจบทร้าย แต่โดยส่วนตัวจะเป็นความเหน็ดเหนื่อย เพราะบทร้ายจะเครียดมาก มันเป็นงานซึ่งต้องพยายามอิน แต่ก็ต้องแยกงานออกจากชีวิตจริงให้ได้ ...เมื่อก่อนจะทำงานทุกวัน เล่นบทร้ายตลอด ตอนหลังมาคิดว่าจะลองมองหาชีวิตจริงของตัวเองบ้าง
ที่บอกว่าเป็นช่วงชีวิตงานแสดงกำลังบูม เป็นอย่างไร
ตอนนั้นยังมีงานแสดงถ่ายทำอยู่ 5 เรื่อง วิ่งทั้งวัน ตั้งแต่เช้ายันเย็น ถ่ายไปจนถึงกลางคืนแล้วถึงเช้าอีกวัน เรียกว่าถ่ายทั้งวันทั้งคืน จริง ๆ ผมทำงานประเภทวิ่ง ๆ แบบนี้มาหลายปีแล้ว แต่ชีวิตผมมาเปลี่ยนแปลงจริง ๆ ตอนคุณพ่อเสีย เป็นจังหวะที่ทำให้ตัวเองได้หยุดคิดแบบจริงจัง ที่ต้องคิดเพราะในครอบครัวตอนนั้นเหลือคุณแม่ พี่สาว น้องสาว ซึ่งพี่สาวก็กำลังจะแต่งงานมีครอบครัวออกไป เหลือผมเป็นลูกชายคนเดียว ซึ่งในความเป็นคนจีนเขาถือว่าเป็นลูกชายคนโต จะต้องทำหน้าที่ดูแลครอบครัวแทน ทำให้ผมต้องกลับมามองตัวเอง...รู้สึกว่าเป็นช่วงที่วิกฤตที่สุดในชีวิต แล้วจะฝ่าวิกฤตไปได้ยังไง สิ่งที่พ่อเคยสอนตลอดเวลาคือ พยายามคิดถึงคนอื่นก่อนตัวเราเองเสมอ ผมกลับมาคิดทบทวนว่าเรามีเวลาให้ครอบครัวแค่ไหน ผมจึงอยากให้เวลากับครอบครัวมากขึ้น และใช้เวลาที่มีอยู่ทำประโยชน์เพื่อสังคมมากขึ้นด้วย
วันที่คุณพ่อเสียมีสัญญาณบอกเหตุไหม
เป็นสิ่งที่ไม่ได้ตั้งตัวมาก่อน ไม่เคยคิด จู่ ๆ ท่านหลับไปเลย ไม่ทราบว่าเป็นอะไร ท่านคงมีโรคอยู่ข้างใน แต่ด้วยความที่พ่อเป็นคนสู้ชีวิต สู้งาน ไม่เคยแสดงออกว่าเหนื่อย เพราะพ่อรักครอบครัว ไม่ยอมไปรักษาพยาบาล จะพูดอยู่แค่ว่าคนเรา เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา เดี๋ยวก็ตายแล้ว จะไปรักษาให้เปลืองทำไม
ความหมายของพ่อก็คือให้เก็บเงินไว้ให้ลูกหลานใช้ต่อดีกว่า หลายคนอาจจะมองว่าสุดโต่ง แต่ผมมองว่าเป็นความเสียสละ และเสียสละเพื่อคนอื่น แม้แต่เสื้อผ้าก็จะใช้จนเก่า ซื้อใหม่ให้ก็ไม่ใช้ พ่อบอกว่าให้เก็บเงินไว้ ผมเคยถามตรง ๆ ว่าทำไมต้องเก็บเงินไว้ ในเมื่อเราพอมีอยู่บ้าง พ่อบอกว่าวันหน้าจะได้สบาย จะได้ไม่ต้องลำบากเหมือนพ่อ คือคำพูดแค่นี้ จะได้ไม่ลำบากเหมือนพ่อ มันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ
สิ่งที่เริ่มต้นทบทวนเป็นอย่างแรกคือ...
เราจะยืนอยู่ตรงไหนระหว่างความสุขบนความจริงกับความสุขบนเงิน ๆ ทอง ๆ ผมคิดว่าการที่เรากลับมาดูแลครอบครัวให้ได้ แล้วอยู่กับความสุขที่แท้จริงได้ต่างหากที่สำคัญ ตอนนั้นพอเคลียร์งานแสดงเสร็จ 5 เรื่อง ผมขอบวชขอคลี่คลายตัวเองออกไป...
ตอนบวชได้ศึกษาธรรมะ...ตอนนั้นมีสองสิ่งที่สะท้อนกลับมา สิ่งแรกคือ ถ้าจะทำอะไรให้พ่อ ควรจะทำตอนที่พ่อยังมีชีวิตอยู่ ทำให้เต็มที่ อย่าขี้เหนียว อย่าผัดวันประกันพรุ่ง อย่าเดี๋ยวก่อน เพราะการเดี๋ยวก่อน การผัดวันประกันพรุ่ง คือตัวต้นเหตุที่ทำให้ต้องเสียใจ หรืออาจเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สามารถแก้ไขได้ เดี๋ยวค่อยชวนพ่อไปกินข้าว เดี๋ยวค่อยชวนไปนั่นไปนี่ เดี๋ยวมีเวลาค่อยอยู่ด้วยกัน บางทีมันไม่มีโอกาสนั้น
อีกสิ่งหนึ่งคือการรับความจริงว่าคนเราต้องตายทุกคนทุกวัน ถ้าหากเราต้องพลัดพรากจากคนที่รัก ซึ่งทุกคนมีโอกาสจะต้องเจอ เราจะทำยังไงที่จะอยู่กับมันให้ได้ ผมไม่ได้ต้องการบอกว่าจะตายแล้วต้องมีความสุข แต่อย่างน้อยคือต้องไม่ทุกข์
แล้วชื่อที่เปลี่ยนมาเป็น แทนคุณ จิตต์อิสระ ล่ะคะ
ตอนบวชผมเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุล เพราะนามสกุลเดิมบูรณผานิต เป็นนามสกุลของพี่สาว...ตอนที่พ่อเสียพูดง่าย ๆ ว่าอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนใหม่ อยากเปลี่ยนแปลงชีวิต ชื่อทำให้ได้ชดเชยความรู้สึกผิดน้อยลง คือเราไม่ได้แทนคุณตอนพ่ออยู่ แต่อย่างน้อยตอนนี้ชื่อจะทำหน้าที่คอยเตือนตัวเองว่าเรามีหน้าที่ที่ต้องทำอะไร มันเป็นความชดเชยความเสียใจ ไม่ได้เปลี่ยนเพราะเท่ แต่อยากให้รู้สึกดีกับชีวิตมากขึ้น
ส่วนจิตต์อิสระ เป็นสิ่งที่ได้จากการบวช เพราะที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นมหาเศรษฐี จะเป็นคนจน จะเป็นใครก็แล้วแต่ ล้วนต้องการความอิสระ คือการได้ทำตามใจตัวเองทุกอย่าง ได้ซื้อของที่ต้องการ ได้ไปในสถานที่ที่ต้องการ ได้ทำทุกอย่างที่อยากทำ แต่มันไม่ใช่อิสระแบบแท้จริง มันจะทุกข์อยู่ดี เพราะยังผูกมัด ยังติดยึด แต่อิสระที่แท้จริงหมายถึงจิตใจที่อิสระ
คำสอนหลัก ๆ ของพ่อที่มักบอกสอนเสมอคืออะไร
สองสิ่งที่พ่อมักจะสอนเสมอ คือหนึ่ง...พึ่งตนเองให้ได้ สอง...เป็นที่พึ่งของคนอื่น พึ่งตัวเองคือพยายามเป็นคนที่ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ส่วนเป็นที่พึ่งของคนอื่น เพราะเราเป็นผู้ชาย ครอบครัวต้องพึ่งเรา เราจำเป็นที่จะต้องพัฒนาตัวเอง เป็นเรื่องที่ต้องพยายามทำให้ได้เพราะเป็นสิ่งที่พ่อสอนไว้
พ่อในความหมายของคุณคืออะไร
พ่อมีความหมายหลายอย่างสำหรับตัวผม พ่อเป็นผู้ให้ชีวิต พ่อเป็นผู้ให้กำเนิด พ่อเป็นผู้ให้ความคิด พ่อเป็นครูผู้สอน พ่อคือผู้ที่เป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดสำหรับผม เป็นทั้งพ่อ เป็นพระ เป็นครู และเป็นเพื่อนที่อยู่กับผมตลอดเวลา แม้กระทั่งตอนนี้ที่เราคิดถึงเขา แต่ความคิดหรือสิ่งที่เขาเคยสอน ทุกวันนี้สิ่งที่ผมเป็นก็มาจากพ่อ เหมือนเขาอยู่ในตัวเรา เพราะฉะนั้นพ่อสำหรับผมมีหลายความหมาย
แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือถ้าเราได้ทำอะไรให้กับเขาบ้างในสมัยก่อน ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ น่าจะดีกว่านี้ แต่มันเป็นไปไม่ได้ ไม่มีใครสามารถย้อนเวลากลับไปได้แม้แต่วินาทีเดียว ฉะนั้นสิ่งสำคัญคือวันนี้เปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น และผมพยายามที่จะบอกต่อสิ่งเหล่านี้ไปยังคนอื่น
ตอนนี้คนจะเห็นหน้าบ่อยขึ้นในฐานะพิธีกรสนามรายการอัจฉริยะข้ามคืน
การมีโอกาสได้ทำรายการนี้ก็มาจากพ่อเหมือนกัน เริ่มต้นจากพ่อสอนภาษาจีน สอนวัฒนธรรมจีน สอนทุกอย่างเกี่ยวกับจีน จนในที่สุดแล้วเราอินจนไปศึกษาต่อ วันหนึ่ง เมื่อปีที่แล้วทางรายการเวิร์คพอยท์ ชวนไปแข่งขันในรายการแฟนพันธุ์แท้ ซึ่งเป็นช่วงครบรอบ 30 ปีไทย-จีน...แต่ละรอบจะขอพ่อทุกรอบเลย ผมไม่รู้หรอกว่ารางวัลจะเยอะแยะขนาดไหน แต่อยากจะมีชัยชนะ ในความคิดของผมคล้ายกับว่าเป็นการทำงานร่วมกันของผมกับพ่อ คือเป็นการทำสิ่งดี ๆ ร่วมกัน
จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่พ่อสอนภาษาจีนให้ ซึ่งแรก ๆ แทบไม่เห็นคุณค่าด้วยซ้ำ...จนพ่อเสียจึงตั้งต้นเรียนใหม่ ทีนี้ขยันมาก ใช้ความพยายามและความอดทนอย่างเดียว แล้วก็อ่านหนังสือมาก ซึ่งหนังสือจีนจะมากับวัฒนธรรมอยู่แล้ว อ่านไปเขาก็จะพูดเรื่องวัฒนธรรมจีนว่าเป็นมายังไง ก็อินไปด้วย จนในที่สุดสามารถทำได้สำเร็จได้เป็นแฟนพันธุ์แท้ ผมนึกถึงพ่อเป็นคนแรกถ้าไม่ได้เขา ไม่มีผมวันนี้ไม่ได้ทั้งชีวิต ไม่ได้ทั้งความคิด ไม่ได้ทั้งจิตใจ และไม่ได้ทั้งความสำเร็จ เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ไม่ว่าผมจะพูดเรื่องพ่อซ้ำแล้วซ้ำอีกกี่พันครั้ง ผมก็ต้องพูดเรื่องนี้ของพ่อ
ณ วันนี้ถ้าจะบอกว่าแทนคุณ จิตต์อิสระ ได้อะไรกับชีวิตที่เปลี่ยนแปลง
ได้จากการที่เห็นความทุกข์จากการสูญเสียของพ่อจนเกิดมาเข้าใจหลักธรรมบางอย่าง โดยเฉพาะความจริงของชีวิตที่ว่าคนเราต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ต้องสูญเสีย และผมได้เปลี่ยนแปลงตัวเองก่อนตาย นี่คือบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่พ่อสอนผม ทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่เคยเป็นมายา ความสวยหรู ชื่อเสียง ต้องค่อย ๆ ถอดออก จนรู้สึกว่าการทำประโยชน์ การทำสิ่งดี ๆ มันทำให้เรามีค่า เวลานึกถึงตัวเองในแต่ละวันก็สามารถยิ้มให้กับตัวเองได้ เราไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ไม่ทำให้ใครเสียใจ แต่เท่านั้นยังไม่พอ เรายังต้องช่วยให้คนอื่นมีประโยชน์ มีความสุขด้วยครับ
...ทุกคนมีโอกาสที่จะพบกับบททดสอบของชีวิตเช่นนี้ แทนคุณ จิตต์อิสระ เป็นคนหนึ่งที่เรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตจากการสูญเสีย และเขาสามารถผ่านบททดสอบยิ่งใหญ่ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เพื่อพบกับความสุขที่แท้จริงได้
ขอขอบคุณที่มาบทสัมภาษณ์จากนิตยสารขวัญเรือน

i_am_te
นิตยสารคอสโม ฉบับพิเศษ ประจำเดือนพฤศจิกายน 2008 อย่าพลาดนะคะ
สาเหตุ และวิธีป้องกันที่ CEO ควรอ่านค่ะ
เบื้องหลัง "อาร์ตตัวแม่" "แร็พแหล่การเมือง" และเรื่องนั่นนี่ก่อนถึงเดี่ยว 8
พร้อมแนะเทคนิคแต่งกายเสริมหล่อจากปาก วราวุธ เวียร์ และสงกรานต์
นิตยสารเมืองนอก In Touch จัดอันดับหนุ่มเซ็กซี่
หลายคนอาจไม่คุ้นหูกับ เป้อารักษ์ กันเท่าไหร่ แต่ถ้า เป้สเลอ แล้วละก็ เชื่อว่าสาวๆ คงต้องกรี๊ดกันอย่างแน่นอน
/1
| เรียงความคิดเห็น
อลังการอีกเช่นเคย กับชุดชั้นในแบรนด์ดัง
เครื่องประดับล่าสุด จากค่ายพารากอน
4 แบบ เพื่อบุคลิกสาวมั่น
พรางตา ยั่วยวนใจหนุ่มๆ