ตบ-จูบ-ลูบ-คลำ : สื่อกับการสร้างภาพมายาของความรุนแรง

ความอดกลั้น และความชอบธรรมต่อการสร้างความรุนแรงที่มองไม่เห็น ถึงวันนี้ เราคงต้องยอมรับกันว่า ผู้คนในสังคมไทยส่วนใหญ่ยังคลั่งไคล้ เป็นแฟนละครตัวยงของละครยอดฮิตหลายๆ เรื่อง อาจเป็นเพราะเติบโตใช้ชีวิตมากับการติดตามบทละคร อ่านนวนิยาย หรือการชมละครโทรทัศน์ แม้แต่สื่อวิทยุก็ตาม ดังนั้นหากไม่มีธุระสำคัญอะไรจริงๆ ช่วงเวลาหลังข่าวภาคค่ำ หลายๆ คนจึงเลือกใช้ชีวิตอยู่หน้าจอแก้วมากกว่าที่อื่นๆ
มาช่วงหลังๆ นี้ ที่เริ่มเห็นความแตกต่างของละครในบางเรื่อง และหลายๆ เรื่องกลับกลายเป็นละครที่มีคนดูลุกขึ้นมาบอกกล่าวว่า ไม่ชอบ ซึ่งไม่ใช่ว่าเป็นเพราะนักแสดง หรือการผลิตที่ไม่ได้คุณภาพ แต่กลับกลายเป็นเรื่องของความรุนแรง การอาละวาดด่าทอ ตบตี หรือการกระทำย่ำยีทางเพศอย่างไม่สมเหตุสมผล ในบางครั้งแทนที่จะดูละครเพื่อจรรโลงจิตใจก่อนเข้านอน กลับกลายเป็นการบีบคั้นหัวใจ และสร้างความตึงเครียดแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ยิ่งในช่วงนี้ด้วยแล้วบทละครอมตะยอดฮิตเหล่านี้ หลายเรื่องนำกลับมาผลิตและดัดแปลงนำเสนอใหม่ แล้วล้วนประสบความสำเร็จ สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับทางนักแสดง ผู้จัด และเจ้าของกิจการวิทยุโทรทัศน์ และกลายมาเป็นประเด็นเม้าท์ต่อในที่ทำงาน หรือในรายการวิทยุโทรทัศน์แนวบันเทิง โดยหยิบเล่าเหตุการณ์เนื้อหามาบรรยายเป็นฉากเป็นตอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่พระเอกกับนางเอก(รวมถึงนางร้าย) ของเรื่องมีบทตบ-จูบ-ลูบ-คลำ หรือแสดงฉากรักโรแมนติก (love scene) ซึ่งบางครั้งเลยเถิดไปถึงการข่มขืน และย่ำยีตัวละคร ตลอดจนการหยิบยกประเด็นของความแตกต่างทางเพศออกมาแสดงในท่าทีของการสัพยอกต่างๆ นานา
สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะเดียวกันก็คือ ความรู้สึกยอมรับ และอดกลั้นที่สังคมมีต่อลักษณะพฤติกรรมดังกล่าวมากยิ่งขึ้น ซึ่งกลายเป็นการสร้างความชอบธรรมให้เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมแบบ แดกด่วน(fast food) มากยิ่งขึ้น สื่อที่ครั้งหนึ่งถูกเปรียบเปรยเป็น แสงสว่างนำทาง กลับกลายเป็น แสงสว่างอำพราง ร่องรอยของความเจ็บช้ำ หมิ่นย่ำ และสร้างความรุนแรงทางเพศอย่างไม่รู้เนื้อตัว!!!
การสร้างการยอมรับแบบแผนการประพฤติปฏิบัติที่แฝงไว้ด้วยความรุนแรงแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวแบบนี้แทรกซึม และค่อยๆ เติบโตมาพร้อมๆ กับสมาชิกของสังคมรุ่นแล้วรุ่นเล่า คำกล่าวอ้างว่า เรื่องของผัวเมีย คนอื่นๆ อย่าง ส ใส่ เกือก หรือ อย่าไปยุ่งกับเขาเลย เดี่ยวก็ถูกถอนหงอก ยังคงถูกนำมาให้เหตุผลในการบอกว่า ธุระไม่ใช่ตลอด จนมีการสนใจสำรวจสถิติพฤติกรรมความรุนแรงดังกล่าวแล้วพบว่า สถิติที่สร้างความสะพรึงกลัวว่า ในช่วงชีวิตหนึ่ง ในผู้หญิงทุกๆ 3 คน จะมีผู้หญิง 1 คนที่เคยเจอเหตุการณ์ความรุนแรงทางเพศในรูปแบบต่างๆ และในผู้หญิงทุกๆ 5 คน จะมีผู้หญิง 1 คนที่เคยถูกบังคับขืนใจ ตัวเลขเหล่านี้คงเป็นเครื่องยืนยันว่า เลิกได้แล้วกับการแก้ต่างจากผู้คนในแวดวงสื่อออกมาว่า คิดว่าคนดูมีสติปัญหา ที่จะพิจารณาผิดชอบชั่วดีได้ หรือที่อาจจะแย่ไปกว่านั้นก็คือ อย่าไปคิดมากน่า เป็นแค่การสร้างความบันเทิง
ความรุนแรงต่อสตรีมิใช่เรื่องของผู้หญิงเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของมวลมนุษยชาติโดยรวม ความรุนแรงดังกล่าวมิใช่เรื่องที่เห็นได้ด้วยตาเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความอคติ และความอดกลั้นที่สั่งสมในสังคม และพร้อมที่จะยอมรับและให้อภัยต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้น การต่อสู้เพื่อเอาชนะความรุนแรงดังกล่าว สื่อทำหน้าที่สำคัญที่จะตัดตอนกระบวนการ ไม่ผลิตซ้ำ ตอกย้ำภาพมายาดังกล่าว อีกทั้งยังต้องช่วยสร้างรูปแบบของสังคมที่ปราศจากอคติ และความรุนแรงทางเพศให้เกิดขึ้น
สิ่งที่ทำได้เลยในวันนี้คือ สื่อเองต้องหมั่นตรวจสอบ และยับยั้งตัวเองมิให้ผลิตซื้อ ตอกย้ำภาพของความรุนแรงทางเพศ แล้วจึงสร้างสรรค์วิธีการต่างๆ ที่ลดทอนความรุนแรงดังกล่าว แล้วขยายออกไปในส่วนของการรณรงค์ในเชิงสร้างสรรค์ต่อไป
สื่อสร้างสรรค์เพื่อขจัดความรุนแรงต่อสตรี ประเด็นของการข่มขืนแบบโรแมนติก(Romantic rape)ที่นำเสนอในนวนิยายน้ำเน่าหรือวรรณกรรมคลาสสิกไปจนถึงการขจัดวัฒนธรรม หรือแบบแผนการประพฤติปฏิบัติที่อนุญาตให้กระทำความรุนแรงต่อสตรีในบางกลุ่มสังคมถูกหยิบยกผ่านวิทยากร และผู้เข้าร่วมการประชุมสัมมนากว่า 54 ชีวิตทีแบ่งปันประสบการณ์
แม้ว่า ปัจจุบันมีการใช้ทั้งตัวหนังสือจัดระดับความรุนแรงของพฤติกรรมอย่างเป็นเรื่องเป็นราว หรือแม้แต่การใช้ภาพแบบแถบดำปิดคาด หรือการใช้ภาพเบลอๆ แบบยาหม่องป้าย แต่หากมองที่ประสิทธิภาพและการป้องกันปัญหาอย่างตรงจุด การตรวจสอบและเซ็นเซอร์เหล่านี้อาจจะยังน้อยไปหากเทียบกับรูปแบบของการสร้างเนื้อหาของสื่อที่แสดงออกถึงความรุนแรง จึงขอเรียกร้องให้ทางผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหันมาให้ความสนใจกับการควบคุมเนื้อหาการผลิต และการสร้างสรรค์รายการให้มากยิ่งขึ้น เพราะนั้นเป็นการสร้างความรุนแรงอีกแบบหนึ่งที่แฝงมาในสิ่งที่เรามองไม่เห็นจริงๆ
นอกจากนั้นเราเองในฐานะ ผู้บริโภคสื่อ อาจจะต้องคิดพิจารณามากยิ่งขึ้น ว่า วันนี้เราพอใจ และให้อนุญาตกับพฤติกรรม ตบ-จูบ-ลูบ-คลำ ที่สร้างผ่านสื่อแล้ว หรือว่าเราจะช่วยกันเปลี่ยนแปลงความคิดของสื่อว่า ผู้บริโภคสื่ออย่างเราก็ไม่โง่ หลงยึดติดกับมายาภาพของความรุนแรง ความอดกลั้น และความชอบธรรมในความรุนแรงทางเพศที่สื่อสร้างและยัดเยียดให้เราถึงที่นอน เราทำได้จริงแน่หากเราคิดว่า สังคมดีไม่มีขาย อยากได้ต้องร่วมสร้าง
แล้ววันนี้คุณๆ ดูละครน้ำเน่าแล้วย้อนดูตัวเองกันบ้างไหม สุข เศร้า เคล้าน้ำตา มันจรรโลงใจแล้วหรือไง ยังไงดิฉันว่าละครหลังข่าวทุกวันนี้มิควรเปิดให้ลูกหลาน ลูกเล็กเด็กแดงดูเลย ยังไงถ้าท่านผู้ใหญ่ทั้งหลายเผื่อผ่านมาแถวนี้ได้ดู Scoop ความคิดเห็นนี้ก็เอาเวลามาเอาใจใส่ให้มากกว่านี้หน่อย การที่แค่จัดเรตทีวี แล้วมีคำอธิบายบอกให้ผู้ใหญ่แนะนำ มันไม่เพียงพอค่ะ ยังไงควรเสริมให้ทีวี มีทางเลือกทีดีกว่าการเปิดไปมีแต่ละครน้ำเน่านะคะ ...... โลกสงบสุขค่ะ
ขอขอบคุณบทความดีๆ :
มติชน
MaDunk
มาดูกันๆๆๆ นิสัยตามปีเกิดแบบไทยๆ 12 ปี ตรงมั้ยจ๊ะ???
แหวนวงน้อยนี้ สามารถคุ้มครองผู้สวมใส่ได้เช่นกัน
สังเกตกันบ้างมั้ย ว่าดาราบางคนหน้าตาคล๊าย...คล้าย...กันจัง บางคู่เหมือนกันด้วยซ้ำ
สุดยอดแห่งพรสามประการที่ผู้หญิงปรารถนา มาดูเคล็ดลับเพื่อจุดประกายความงาม ความมั่นคง และความรัก ได้ผลชัวร์...
ดูกันชัดๆ กับใบหน้าที่รักษาไม่ได้
ใครชอบกินซูชิ ยกมือขึ้น... มาดูวิธีกินที่จะทำให้รสชาติของซุชิอร่อยสุดยอด
/1
| เรียงความคิดเห็น
อลังการอีกเช่นเคย กับชุดชั้นในแบรนด์ดัง
เครื่องประดับล่าสุด จากค่ายพารากอน
4 แบบ เพื่อบุคลิกสาวมั่น
พรางตา ยั่วยวนใจหนุ่มๆ