
ชมสวนที่แวร์ซายส์

สวนสวยมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ที่เกี่ยวพันกับมนุษย์หลากหลาย และแต่ละแห่งก็ให้สัมผัสทางอารมณ์ความรู้สึกแตกต่างกันมากมาย
จากสวนลอยแห่งบาบิโลนในอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ผ่านมาถึงสวนอียิปต์ รูปแบบการจัดสวนได้พัฒนาถึงขีดสูงสุดในยุครุ่งเรืองของชาวโรมัน ที่ให้ความสำคัญกับสวนของเมืองและสวนในวิลล่าตากอากาศของกลุ่มชนชั้นสูง จนเกิดเอกลักษณ์ของ สวนโรมัน
ที่เน้นการใช้รูปทรงเรขาคณิตแสดงถึงอำนาจของมนุษย์ในการควบคุมสภาพแวดล้อม มีการประดับตกแต่งด้วยไม้ดอกนานาชนิด งานประติมากรรม ของสะสม แสดงถึงอำนาจของผู้เป็นเจ้าของผสมผสานกับพลังน้ำรูปแบบต่างๆ เพื่อให้เกิดความหรูหราและบรรยากาศพิเศษยิ่งใหญ่เหนือกว่าที่เป็นจริง

แม้ยุโรปยุคกลางจะเสื่อมโทรมลงตามความเสื่อมถอยของอาณาจักรโรมัน แต่เหล่านักบวชก็ยังรักษาขนบในการจัดสวนแบบโรมันได้เรื่อยมา จนกระทั่งถึงยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการอีกครั้งในคริสต์ศตวรรษที่ 16 และนับแต่นั้นการจัดสวนในยุโรปก็กลายเป็นสัญลักษณ์ในการแสดงอำนาจและความยิ่งใหญ่แห่งเจ้าของสวน
นักจัดสวนอิตาลีกลายเป็นที่ต้องการของกลุ่มชนชั้นสูงในฝรั่งเศสและเยอรมันถึงขั้นแย่งชิงตัวกัน เพราะสวนคือหน้าตาที่ชัดเจนที่สุดของอำนาจและความมั่งคั่ง ทำให้อิตาลีเป็นผู้นำในการจัด สวนแบบเรอเนซองส์ ในศตวรรษที่ 16 และต้นแบบนี้ได้พัฒนาเป็น สวนแบบฝรั่งเศส ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ตามมาด้วย สวนแบบอังกฤษ ในศตวรรษที่ 18

รูปแบบสวนที่แสดงถึงอำนาจสูงสุดของเจ้าของนั้นไม่มีสวนใดยิ่งใหญ่ไปกว่า สวนแบบฝรั่งเศส แห่ง พระราชวังแวร์ซายส์ ในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 อีกแล้ว สวนนี้ถูกออกแบบมาให้สามารถมองเห็นภาพรวมทั้งหมดได้จากจุดเดียว(คือห้องบรรทมพระเจ้าหลุยส์) และจากจุดนี้จะมีแกนกลางซึ่งเป็นหัวใจของสวนทอดยาวออกไปจนสุดตา ต้นไม้ดอกไม้ถูกจัดวางตัดแต่งเป็นรูปทรงเรขาคณิตภายในกรอบที่วางไว้อย่างเข้มงวด โดยพระองค์ถึงขนาดสั่งให้ทลายเนินดินและต้นไม้ที่ตัดขวางวิวของแกนกลางลงหมด เพื่อไม่ให้มีสิ่งใดบังอาจมาขวางสายตาได้ นอกจาก พระอาทิตย์ ซึ่งก็คือพระองค์เอง
ตอกย้ำให้สำนึกถึงความเป็นระเบียบและอำนาจของเจ้าของสวนที่จะเป็นผู้กำกับทุกอย่างให้อยู่ภายใต้การควบคุมทุกกระเบียดนิ้วและอยู่ในสายตาตลอดเวลา ซึ่งพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงภาคภูมิใจในสวนแห่งนี้มากถึงขนาดทรงเขียนคู่มือนำชมสวนด้วยพระองค์เอง

สวนแวร์ซายส์คือภาพสะท้อนความคิดของคนในยุคที่เชื่อว่า ไม่มีสิ่งใดสวยงามได้ถ้าปราศ จากสัมผัสของมนุษย์ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความปรารถนาของมนุษย์ที่จะอยู่เหนือธรรมชาติและเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ด้วยความเชื่อมั่นว่า คน เป็นหัวใจของทุกอย่างที่ศิวิไลซ์ ซึ่งแม้แต่ธรรมชาติก็ต้องผ่านการจัดระเบียบด้วยน้ำมือมนุษย์ก่อนถึงจะสวยได้
สวนของแวร์ซายส์จึงสวยสุดใจและโอ่อ่าอลังการตามแบบฝรั่งเศสในยุคนั้น ที่ยังมีทรัพยากรอันอุดม มากมาย เหลือเฟือจนไม่จำเป็นต้องใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ มีน้ำเกินพอสำหรับรดต้นไม้ ทำเป็นสายธารหล่อเลี้ยงน้ำพุในสวน มีความรู้ทั้งด้านพฤกษศาสตร์ศิลปศาสตร์ และมั่งคั่งพอที่จะดูแลให้ประดิษฐกรรมน้ำมือมนุษย์นี้คงความสง่างาม บ่งบอกฐานะ ศักดิ์ศรี อำนาจและบารมีของเจ้าของได้ด้วยตัวของมันเอง

แต่ในที่สุดความหรูหราฟุ่มเฟือยแห่งราชสำนักฝรั่งเศสก็พังทลายลงด้วยแนวคิดของปัญญาชนฝรั่งเศสที่เรียกร้องให้หันกลับไปหาธรรมชาติที่แท้จริงอีกครั้ง เหลือเพียงอดีตแห่งความรุ่งเรืองให้คนรุ่นเราได้มองย้อนกลับไป...
********
1.ความโอ่อ่าสวยงามของพระราชวังแวร์ซายส์
2.แกนกลางของสวนแห่งพระราชวังแวร์ซายส์ซึ่งเป็นสวนรูปแบบฝรั่งเศส
3.มุมมองจากพระราชวังลงมาที่สวนเห็นภูมิทัศน์กว้างไกลสุดสายตา
4.มองจากสวนเข้าไปสู่พระราชวัง เห็นรูปทรงต้นไม้ที่ถูกตัดแต่งเป็นแนวเรขาคณิตชัดเจน
5.เอกลักษณ์ของสวนฝรั่งเศส ต้องตัดแต่งต้นไม้เป็นรูปทรงเรขาคณิตอย่างนี้
6.รูปปั้นพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 บริเวณลานพระราชวังแวร์ซายส์
ขอขอบคุณ :
Dejavu 11 โดย...สุมิตรา จันทร์เงา