ล้วงลึกเปิดปาก หนุ่มออต สาวเฮี้ยวแห่ง บ้าน AF 4

Home / Amazing Men / ล้วงลึกเปิดปาก หนุ่มออต สาวเฮี้ยวแห่ง บ้าน AF 4



ล้วงลึกเปิดปาก หนุ่มฮอต สาวเฮี้ยวแห่ง บ้าน AF 4



หนุ่ม มิวสิค
มิวสิค เอเอฟ 4 af ชีวิตก่อนเข้าบ้าน AF แตกต่างกันยังไง
” สำหรับผมก็ต่างกันเยอะมาก คือผมไม่ได้มาทางสายดนตรีเลย คุณปู่ คุณย่า ท่านไม่ค่อยชอบดนตรี ท่านอยากให้มิวตั้งใจเรียนมากกว่า ชีวิตก่อนเข้าบ้าน
AF อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย ก็คือ แค่ไปเรียนมหา’ลัย เป็นนักศึกษาธรรมดาๆ ตัวมิวเองก็เคยคิดอยากเรียนดนตรีนะครับ แต่ทางบ้านไม่สนับสนุนให้เรียน อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย ก็คือ โค้งสุดท้ายบนเส้นทางดนตรีสำหรับมิวแล้วนะ เป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้ลองแล้ว คนอื่นๆ ในบ้านเค้าไปกันไกลแล้ว แต่มิวเองไม่มีพื้นฐานอะไรเลยทางด้านนี้ รอบแรกที่ได้ก็คือฟลุ๊คมั่กมาก ผ่านมารอบ 2 มิวก้ว่าเราฟลุ๊คอ่ะ พอเข้าบ้านแรกๆ ก็รอมร่อ เกือบไม่รอด พอมาถึงรอบสุดท้ายได้ก็ดีใจ แต่พอออกมาข้างนอกนี่มันก็เปลี่ยนไปมาก จากตอนแรกไม่มีใครเราเลยด้วยซ้ำ กลายเป็นว่ามีคนเชียร์เยอะแยะ แต่ที่เปลี่ยนมากที่สุดก็คือ ครอบครัว จากตอนแรกที่ครอบครัวค่อนข้างแอนตี้ ตอนนี้ก็ส่งเสริมมิว ทุกคนชอบ ชอบมากๆ ด้วยกับสิ่งที่เราทำ อย่างที่ทราบ คุณพ่อ – คุณแม่มิว ท่านไม่ได้อยู่ด้วยกัน ครอบครัวเราเข้ากันไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่ แต่พอมิวมาประกวด AF คือ ทุกคนก็มาพูดคุยกัน สนิทกัน กลายเป็นครอบครัวเดียวแล้ว จากเดิมที่แบ่งเป็น 2 ฝั่งกันเลย ที่เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ก็น่าจะเป็นครอบครัวมิวฮะ มิวเองก็คิดว่าอันนี้เป็นรางวัลเลย ไม่ใช่ทีวี ไม่ใช่เงิน นี่คือรางวัลจริงๆ ของมิว ”

ดีใจมากกว่าการที่เข้ามาเป็น 1 ในบ้าน AF อีกเหรอ ?
” อู๊ย ดีใจมากๆ ดีใจที่สุดแล้ว มันเหมือนเป็นเรื่องที่ไม่เคยแม้แต่อยู่ในความฝัน คุณพ่อมิวเองก็มีลูกชายใหม่ด้วย แต่นี่คุณพ่อ คุณแม่มานั่งอยู่ด้วยกัน โดยมี
ลูกชายคนใหม่นั่งอยู่กับคุณพ่อด้วย มันเป็นภาพที่เราไม่เคยคิดจริงๆ แล้วทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาก็เพราะเราเองที่เป็นคนสร้างภาพนั้นให้มันเกิดขึ้นมา ก็เลยดีใจมากที่สุดแล้วที่ทำให้ 2 ครอบครัวกลับมาเป็นแบบนี้ได้ “
มิวเองเคยรู้สึกว่า เรื่องครอบครัว เป็นปัญหาสำหรับมิวบ้างรึเปล่า ?
” ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นปัญหานะ แต่ถ้าถามว่ามีเรื่องให้ต้องเสียใจมั๊ย มันก็ต้องมีบ้าง อย่าง คุณปู่ เลี้ยงมิวมาท่านก็ให้มิวครบนะ ไม่เคยขาดอะไร ถึงมิวไม่
ได้อยู่กับคุณแม่ แต่คุณปู่ก็ให้มิวเต็มที่ ไม่เคยรู้สึกว่าขาดอะไร ตัวผมเองก็เป็นที่ค่อนข้างจะแคร์ครอบครัวมาก อย่างที่บอกว่า AF คือโค้งสุดท้ายของผม ถ้ามิวไม่เข้ามา AF แล้วไปเรียนดนตรี ไปร้องตามผับ ตามบาร์ คุณปู่ คุณย่าก็คงไม่พอใจมากๆ ถ้าเราทำสิ่งที่เรารักแล้ว คนที่เรารักเค้าไม่มีความสุข มันก็คงแย่มากๆ เราเองก็คงไม่มีความสุขแน่นอน ก็เลยคิดจะเบนเข็มเปลี่ยนไปเป็นนักบิน “

เคยมีคนพูดนะ ว่า มิว เปรียบเหมือน ” ม้าตีนปลาย ” ?
” ก็รู้สึกดีนะ เพราะมิวจะบอกทุกคนว่ามิวไม่เคยเรียนอะไรเลย ทั้งแอ๊คติ้ง ร้องเพลง เต้น ไม่เคยได้แตะเลย กล้าพูดได้เลย ว่า อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย คือ เวที
แรก ที่ได้ร้องในชีวิต คือ ขึ้นมาก็เจอเวที Thunder Dome เลย มิวก็เข้าใจนะว่าต้องมีคนหาว่ามิวโม้ จะพูดให้ตัวเองดูเก่งธรรมชาติ มีพรสวรรค์ใช่ไหม ต้องมีคนพูดอยู่แล้วล่ะ แต่ว่ามิวไม่ได้เรียนอะไรมา และก็มาเรียนที่ในบ้านจริงๆ ค่อยๆ พัฒนาตัวเองจากในบ้านนี่แหละ “

คิดว่าอะไรที่ทำให้เรามาอยู่ในบ้าน AF ได้คะ ?
” แรกๆ ก็คิดว่าดวง แต่หลังๆ ก็คิดว่ามันน่าจะเป็นตัวเราเองบ้างแล้วล่ะ เพราะพอออกมาจากบ้านแล้ว ทุกวันนี้ไปไหนมาไหนก็มีแฟนๆ คอยให้คำแนะนำติชม
เราตลอด เราก็รู้ว่า เราก็คงพอมีดีอะไรบ้าง แฟนๆ เค้าก็อยากให้เราเชื่อมั่นในตัวเองบ้าง ไม่ใช่ว่าอะไรก็ดวงไปหมดทุกอย่าง “

ต้องปรับตัวขนาดไหนกับชีวิตในวันนี้

” สำหรับมิว มิวคิดว่าตอนที่อยู่ในบ้านก็ยังเป็นตัวเอง ก็ไม่ได้เปลี่ยนการดำเนินชีวิตมาก พยายามเป็นตัวเอง แต่พอออกมา ก็ต้องคิดนิดนึง จะผลีผลามไม่ได้
เปลี่ยนไปบ้าง ที่เปลี่ยนไปเยอะก็คือจะเจอคนรุมล้อม เอาของมาให้ เอาอะไรมาให้ ซึ่งบางทีมันก็มาก มากจนขนาดที่เราคิดว่า ” เฮ้ย ! จะดีเหรอ ” แต่มันก็ต้องรับเอาไว้ครับ “

ณ วันนี้มิวก็ 19 ปี แล้ว คิดว่าหาตัวเองเจอรึยัง ?

” คิดว่าหาตัวเองเจอนะ แต่ก็ยังไม่ชัวร์ คืออย่างที่บอกว่ามิวเป็นม้าตีนปลาย ไม่เคยมาสายนี้เลย แต่พอมาทางนี้แล้วมันรุ่ง ขึ้นมาเร็วมาก ก็คิดว่าตัวเองน่าจะ
เหมาะกับทางนี้บ้างล่ะ เพราะก็มีคนบอกว่าเรามีการพัฒนาที่เร็วมาก แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูต่อไปด้วยว่าเราจะไปต่อได้ไหม ดูกระแสอะไรด้วย ทุกอย่างครับ “

แรงกำลังใจสำคัญตอนอยู่บ้าน AF
” ผมว่าน่าจะเป็นกองเชียร์กับครอบครัวครับ มิวเองได้เห็นหน้าครอบครัวทุกวันเสาร์ ส่วนกองเชียร์เองจากที่เงียบๆ ไม่เคยมีเลย เสียงเชียร์มิวในแต่ละ
สัปดาห์ก็ดังขึ้นเรื่อยๆ ก็มีความรู้สึกอยากได้เสียงเชียร์ อยากทำให้คนที่มาดูเราเค้าแฮปปี้ มันไม่จำเป็นว่าเราจะต้องร้องดีที่สุด แต่เราต้องเต็มที่กับมัน “

ความรู้สึกที่ต้องยืนอยู่บนปากเหวว่าจะได้ไปต่อรึเปล่า เกือบทุกๆ สัปดาห์

” มิวไม่ได้คิดอะไรมากกับการที่ต้องมายืนตรงนั้น ต้องคิดน้อยๆ เพราะมิวออกมายืนอยู่ตรงนั้นบ่อย บ่อยมากด้วย และที่สำคัญคือ ถ้าเราไม่ออกเพื่อนเราก็
ต้องออกอยู่ดี พยายามคิดในแง่ดีว่า ถ้าเราออกไปเราก็จะได้เจอหน้าครอบครัวก่อน ได้ไปอยู่กับครอบครัวก่อน และไม่ว่าจะเป็นใครที่ต้องออกไป แต่ที่แน่นอนก็คือทุกคนจะต้องคิดถึงบ้านอะคาเดมี่ และเพื่อนๆ ทุกคนแน่นอนครับ “

ถ้าให้พูดถึงตัว “มิวสิค “เอง จะให้คนนึกถึงอะไร ?

” อยากให้นึกถึง 2 อย่าง อย่างแรกคือนึกถึง ” เสียงมิว ” ก็เพราะพี่ไก่ สุธี แสงเสรีชน 1 ในคอมเมนเตเตอร์หรือใครๆ ก็บอกว่า เสียงมิวเป็นเอกลักษณ์มากๆ
มันเฉพาะตัวครับ ส่วนอีกอย่างที่ให้นึกถึงก็คือ ” การถูคิ้ว ” เพราะตอนเด็กๆ มิวเป็นที่คิ้วจะกระดก ม้วนขึ้นเหมือนยักษ์เลย จนคุณครูกับเพื่อนๆ ล้อ มิวเองก็ไม่ชอบ พอโตมาก็เห็นเพื่อนเอามือเสยผมขึ้นๆ เรื่อยๆ จนทุกวันนี้จากที่ผมเคยปรกหน้า แต่ผมมันก็ตั้งเป็นทรงเอง ก็คิดว่ากับคิ้วก็น่าจะทำได้เหมือนกัน ก็เลยลองเอานิ้วลูบคิ้วดู กดคิ้วทุกวัน 6-7 ปีได้มั้งครับ มันก็ตกลงมาเอง ไม่เป็นยักษ์แล้ว แต่ว่าการถูคิ้ว มันก็ติดจนกลายเป็นนิสัยอย่างหนึ่งของมิวไปแล้ว มันเลิกไม่ได้ครับ “

แคท
แคท เอเอฟ 4 ภูมิใจอะไรที่สุดในบ้าน AF
” ภูมิใจที่ได้เจอเพื่อนๆ ที่น่ารัก ถึงแม้ว่าเราจะจากกันแล้ว แต่เราก็ยังรักกันมาก นอกจากนี้ก็ยังได้มาเรียนมาที่ตัวเองได้ใฝ่ฝันไว้ ทั้งร้องเพลง และแอ็คติ้ง “

เค้าบอกว่าน้องแคทเป็นคนสร้างสีสันให้กับเพื่อนๆ ในบ้านเลย
” ทุกสัปดาห์พอเราได้รับโจทย์มา เพื่อนๆ ก็จะค่อนข้างเครียด แคทก็เครียดนะ แต่ก็ไม่อยากให้เพื่อนๆ และคนดูเครียดไปด้วย ก็เลยแกล้งเพื่อนบ้าง เพื่อให้
เพื่อนขำ ตั้งฉายาให้เพื่อนบ้างอะไรประมาณนั้น ให้สนุกๆ “

ฉายาที่เด็ดที่สุดที่แคทตั้งให้เพื่อน
” ล่าสุดเลย ตั้งฉายาให้ลูกโป่งว่า ” กะเหรี่ยง ” เพราะหน้าเค้ายาวๆ แล้วลองนึกภาพเค้าใส่ห่วงที่คอ ยิ่งเวลาพูดนะยิ่งเหมือนเลย แต่ก็จะเป็นกะเหรี่ยงใน
เผ่าที่สวยสุดนะ “

ฉายาของตัวเราเองที่คนอื่นตั้งล่ะ
” เค้าจะเรียกเราว่าถั่วงอก เพราะเราจะทรงตรงๆ ตัวเล็กๆ หัวโตๆ ส่วนพี่นัทจะตั้งให้ว่าเราเป็น Lilo เป็นคนดูแล Stitch คนอื่นก็ว่าเราเหมือนนะ ตัวเล็กๆ
หัวโตๆ “

ความรู้สึกใน สัปดาห์ ที่เราต้องออกจากบ้าน AF ไป ?
” ตอนออกไปในสัปดาห์ที่ 4 ก็รู้สึกเสียดายนะ เพราะตอนนั้นเรายังไม่ได้เรียนรู้อะไรมากเลย อยากทำอะไรตั้งเยอะ พอได้กลับมาอยู่ในบ้านอีกครั้งก็ดีใจนะ
แต่พอได้ออกไปอีกก็คือ ขำค่ะ เพราะการที่ได้กลับเข้าไปอีกมันคือความกดดัน การที่เราออกมา เราก็ได้รู้ข่าวสารมาเยอะ แต่เราพูดอะไรไม่ได้ เพื่อนๆ ก็ยิงคำถามเพื่อให้เราหลุดออกมา แต่เราก็ตอบไม่ได้ ก่อนกลับเข้าไปก็บอกกับที่บ้านว่าให้บอกกับแฟนคลับเราด้วยว่าไม่ต้องโหวตให้เราแล้ว เพราะถ้าเป็นคนอื่นที่ต้องติด 1 ใน 5 แล้วเป็นเค้าต้องออกมา แคทก็คงเสียใจมาก เราเองก็ไม่อยากไปแย่งที่ของเพื่อนๆ อีก “

หลังจากจบซีซั่นนี้รู้สึกว่าเราจะต้องทำอะไรเพิ่มขึ้นบ้าง
” ก็ไม่ได้ต้องเปลี่ยนอะไร เพราะตอนเข้าไปอยู่ในบ้านก็แค่จะต้องระวังคำพูดเฉยๆ เวลาอยู่กับเพื่อน อาจจะมีหลุดบ้าง ต้องคอยระวัง พอออกมาข้างนอกก็มี
คนตามเรา รู้จักเรามากขึ้น เราแค่ต้องรู้จักวางตัว แรกๆ ก็เขินๆ กับแฟนคลับ แต่ตอนนี้คุ้นกับแฟนคลับแล้วค่ะ “

พูดถึง ” แคท ” อยากให้คนนึกถึงอะไร ?
“ก็คงถั่วงอกค่ะ อะไรที่ตัวเล็กๆ หัวโตๆ ใช่เลย “

ตี๋

ตี๋ เอเอฟ 4 เข้ามาถึงจุดตรงนี้ในวันนี้ กับการวางตัว ตารางชีวิตนี่เป็นยังไงบ้าง

“เปลี่ยนไปมากเลยครับ ต้องมีความรับผิดชอบ ต้องตรงเวลา จะตื่นสายไม่ได้ การวางตัวก็ต้องเปลี่ยนไปจะมาอะไรมากก็ไม่ได้”

พะแพงเค้าฝากเรื่องการวางตัวให้ตี๋มีความรับผิดชอบมากขึ้น แล้วมีอะไรอยากจะฝากบอกกับพะแพงบ้าง
“อย่าเอาผมม้าปิดหน้ามากนัก เค้าเองก็ไม่ค่อยมีความมั่นใจมาก จะปิดก็ปิดได้แต่อย่าไปปิดตาเพราะเดี๋ยวสายตาเสียหมด “

กับพะแพงนี่เล่นยังไงกันบ้าง
“ก็เล่นแรงนะ ผลักหน้าบ้าง หยิกหน้าบ้าง ตอนนี้ก็ตั้งฉายาให้เค้าว่า ” ยัยป้า ” เพราะพะแพงเพิ่งไปย้อมสีผมสองข้างมาออกขาวๆ หน่อย เลยเรียกว่า “ยัยป้า
” “

แล้วฉายาของตี๋ในบ้านนี่คือ ?
“คิงคองครับ อาจจะเป็นเพราะว่าลักษณะเหมือนตี๋นี่แหละครับ และก็อย่างเสื้อยืดของผมก็จะสกรีนคำนี้ วงดนตรีเพลงร็อคที่ผมเคยตั้งขึ้นมากับเพื่อนๆ ก็ชื่อนี้
“คิงคอง” เหมือนกัน “

ปกติลิงจะซุกซน แต่ทำไมลิงตัวนี้พูดจนลิงหลับเองได้อ่ะ
“อาจจะเป็นเพราะเราผ่าเหล่าไปหน่อย สายพันธุ์ใหม่ครับ “

รู้สึกตัวไหมว่าเราดูดิบที่สุดภายในบ้าน AF
” อ๋อเหรอครับ จริงๆ ผมว่าไม่นะ ผมก็เป็นวัยรุ่นคนนึง ก็ไม่ได้ปฏิบัติตัวออกนอกกรอบอะไรมาก แต่เพราะคนอื่นเค้าอาจจะดูเรียบร้อยหน่อย ส่วนผมมันซ่าไป
เท่านั้นเอง เพราะผมมันก็แค่ผู้ชายธรรมดาๆ คนนึง “

การผ่านชีวิตและเวทีในบ้านอะคาเดมี่ ทำให้ตี๋รู้สึกว่าเราสูงกว่าคนอื่นไหม
” ไม่นะ ถ้าเทียบกับ 20 คน ในบ้าน ผมว่าความสามารถของผมไม่ได้เก่งกว่า 20 คนเลย ทั้งเรื่องการร้องเพลง เรื่องโน้ต เรื่องประสบการณ์ ผมไม่มีเลย ผมไม่
เคยเรียน ไม่รู้ “

งั้นคิดว่าอะไรทำให้เราเข้ามาอยู่ในบ้านอะคาเดมี่ได้ล่ะ ?
” ผมคิดว่าเป็นโชคชะตา จังหวะชีวิต ผมว่ามันเป็นดวง ในรอบออดิชั่น 100 คน มีแต่สวยๆ หล่อๆ กว่าผมทั้งนั้น ความสามารถก็โอ้โฮ้ แต่ว่าพวกเค้าอาจ
จะเกร็งเลยทำได้ไม่ดีพอ”

ถ้าย้อนเวลาไปได้ตั้งแต่วันแรกของการสมัครเข้ามาในบ้านอะคาเดมี่ จะแก้ไขอะไรมั่งมั๊ย ?
” ก็เรื่องความขี้เกียจครับ จะปรับตั้งแต่ต้น แต่ความจริงผมเองก็ไม่อยากจะเปลี่ยนอะไรมาก ผมว่าสิ่งที่ทำมามันก็โอเคที่สุดแล้ว “

แล้วช่วงชีวิตในบ้านอะคาเดมี่ตลอดที่ผ่านมาคิดว่าได้อะไรและเสียอะไรไปบ้างไหม ?
” ก็ได้เปิดโลกกว้าง เปิดสมองรับสิ่งใหม่ๆ เยอะ อย่างเรื่อง เต้น แรกๆ ต่อต้านด้วยซ้ำ ที่สูญเสียก็คงจะเป็นความเป็นส่วนตัว เพราะเมื่อก่อนอยากไปไหนก็ไป
ไม่มีใครมาสนใจ เดี๋ยวนี้ก็มีคนมาขอถ่ายรูปมาอะไร ซึ่งผมก็ปรับตัวจนคุ้นแล้วนะครับ ออกจะดีใจด้วยซ้ำที่มีคนมาขอถ่ายรูปกับเรา มาขอลายเซ็นต์เรา แฟนคลับก็จะเอาเป็นเสื้อกับช็อคโกแลตมาให้ “

กับข่าวถูกจับคู่กับพะแพง รู้สึกยังไง ?
” ตัวผมเองก็ไม่ได้พยายามจะสร้างกระแส หรือไปบิ้วท์อะไร ผมก็เป็นของผมอย่างนี้ กับพะแพงเราเป็นเพื่อนสนิทกันครับ ”

มันมีบาง Shot ตอนที่เราอยู่ในบ้านนะที่มันดูว่าไม่ใช่เพื่อน ?
” ไม่มีนะ จริงเหรอครับ ส่วนใหญ่มันจะเป็นการเล่นกันมากกว่า จะให้ไปเล่นกับพี่อิ๋งอิ๋งมันก็ไม่ใช่ คนละวัยกัน “

พูดถึง ตี๋ อยากให้คนนึกถึงอะไร ?
” ก็ให้นึกถึง ความ ง่ายๆ สบายๆ ไม่อะไรมาก ชอบอะไรก็จะทำกับสิ่งนั้นให้ดีที่สุด สัญลักษณ์ของความเป็นตี๋เลยก็คือ ความเป็นตัวของตัวเองครับ “

ปอง
เหตุผลที่เข้าบ้าน AF
” ปองอยากทำงานด้านวงการบันเทิง จริงๆ ยังไม่รู้ว่าเราอยากเป็นอะไรกันแน่ นักร้อง นักแสดง หรืออยู่เบื้องหลัง ปองก็ยังหาๆ อยู่ ที่เข้ามาเพราะว่าเราเองก็
พอจะร้องเพลงได้ แต่ก็ไม่ได้เรียนมาโดยตรงนะ แต่พอมาลองร้องดู บวกกับปองเองก็เรียนเอกการแสดงมา ตอนนี้ก็รู้แล้วค่ะ ว่าการร้องเพลงก็เป็นอีกอย่างนึงที่เราสามารถเอามาใช้ในการแสดงได้ “

ตอนนี้ชัดเจนยังคะ ว่าเราอยากเป็นอะไร ?
” ชัดแล้วค่ะว่าเราอยากทำงานด้านการแสดงมากกว่าค่ะ แต่ว่าก็คงขึ้นอยู่กับโอกาสด้วยค่ะ “

ความรู้สึกกับผลตอบรับเมื่อเข้ามาในบ้าน AF
” ก็รู้สึกดีนะ ที่มีคนตอบรับเรา ชอบค่ะ กับฉายา “เจ้าแม่แอ๊คติ้ง” เพราะการที่เราแอ๊คติ้งในบ้านเก่ง มันก็ไม่ได้หมายความว่าเราออกมานอกบ้านแล้วเราจะ
เก่ง ก็ยังอยากรู้ว่าเราจะไปได้อีกถึงไหนรึเปล่าเพราะมันยังเป็นแค่การเริ่มต้น ปองยังไม่ได้ทำงานจริงๆ เลยด้วยซ้ำ “

คิดมั๊ยว่าการที่เราได้มาเป็น 1 ในสมาชิกของบ้าน AF อย่างทุกวันนี้ ทำให้เราอยู่สูงกว่าคนอื่นๆ
” ปองว่า เรายังเป็นคนปกตินะคะ หลายๆ คน อาจจะมองว่าภายในเวลาไม่นาน คุณก็มีแฟนคลับจำนวนมาก ไม่เหมือนกับศิลปินคนอื่นที่ต้องค่อยๆ สร้าง
แต่มันก็ไม่ได้สูงขนาดนั้น เพราะตอนที่อยู่ในบ้านมันก็แค่ช่วงบูมช่วงหนึ่งของชีวิตเท่านั้นเองค่ะ พอออกมาก็เหมือนกับว่าเราต้องเริ่มต้นใหม่ ต้องมาทำงานใหม่ “

ชีวิตต่อจากนี้คิดจะทำอะไรบ้าง
” ก็คือทำงานที่ได้รับมอบหมายมาให้ดีที่สุด คงจะทำต่อไปเรื่อยๆ อย่างมีความสุข แต่ถ้ากระแสตอบรับหดหายลง ก็คงจะหันไปทำงานเบื้องหลังแทน แต่ก็
จะยังคงอยู่ในวงการนี้อยู่ค่ะ เพราะงานเบื้องหลัง เราจะได้ใช้การฝึกฝนและค่อยๆ พัฒนาได้ค่ะ “

เราเรียนการแสดงละครเวทีมา แต่ไม่เคยเรียนเรื่องการร้องเพลงมาก่อน ต้องมีการปรับอะไรบ้างมั๊ย ?
” ก็คงเป็นการเรียนรู้กันไป การเรียนก็เหมือนกับการที่เรามีของเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หาอะไรให้เราเต็มมากขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ ”

ถ้าย้อนเวลากลับไปปองจะแก้ไขอะไรอีกไหม ?
“ปองก็คงเหมือนเดิมค่ะ ในบ้านปองก็เต็มที่ที่สุดแล้ว การที่เราออกมาคนแรกก็ด้วยปัจจัยภายนอกหลายๆ อย่าง ปองไม่สามารถควบคุมตรงนั้นได้ เพราะไม่
ใช่ตัวเรา ถ้าให้ย้อนเวลากลับไปก็เหมือนเดิม “

การที่ออกจากบ้าน AF มาคนแรกๆ แล้วได้กลับเข้าไปในบ้านอีก ปองได้กำลังใจจากตรงไหน ?
” เหมือนเป็นคำสาปในความรู้สึกหลายๆ คนเนอะ ว่าออกมาคนแรกต้องโดนดับ โดนดอง แต่ปองมีความใฝ่ฝันอยากเข้าวงการมาตั้งแต่มัธยมแล้ว ปองเลือก
เรียนมาทางด้านนี้ ได้สมัคร ได้เข้ามาประกวด ได้มาถึงขนาดนี้แล้ว ถ้าปองท้อ แล้วที่ปองทำมาทั้งหมด ปองจะทำเพื่ออะไร ? ถึงแม้ว่าจะออกมาคนแรกแต่ก็จะพยายามต่อไปค่ะ ”

พูดถึง “ปอง ” ให้นึกถึงอะไร ?
” ก็อยากให้นึกถึง นักมายากล เพราะเวลาที่เค้ายืนอยู่บนเวที เค้าโชว์โดยที่ไม่ต้องพูดอะไร เหมือนกับตัวปองเองที่เป็นคนเงียบๆ เรียบร้อย ไม่ค่อยพูด แต่
เวลาที่เค้าแสดงโชว์ เค้ามีลูกเล่น แพรวพราว โดยที่ไม่ต้องแสดงออกมาว่าชั้นอย่างนั้น อย่างนู่น อย่างนี่ เหมือนกับปองที่ ตัวชั้นก็มีของนะแต่ต้องรอเวลาที่จะได้โชว์ “

นัท

นัท v1 af เอเอฟ 4 ตอนนี้นัทออกมาจากบ้านแล้ว รู้สึกกลัวกับข่าวกับกระแสอะไรบ้างไหม ?
” ไม่นะ ไม่กลัวครับ ตอนนี้ก็ชินชาแล้ว โดนคนถามเยอะเหมือนกัน คิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา ในเมื่อเราก้าวมาอยู่ตรงจุดนี้ มันก็ต้องมีทั้งข่าวดี – ข่าวไม่ดีเป็น
ธรรมดา ต้องมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบเรา ก็มองในแง่ดีมากกว่าว่าอย่างน้อยก็มีคนสนใจที่จะพูดถึงเรา “”

เห็นคุณแม่นัทไปเชียร์ทุกสัปดาห์เลย สนิทกับคุณแม่ขนาดไหนค่ะ ?
” สนิทครับ คุณแม่เป็นทั้งเพื่อน ทั้งพี่สาว เป็นแม่ เป็นคนที่ให้คำปรึกษาในทุกๆ อย่าง ไม่ว่านัทจะมีเรื่องอะไรไม่สบายใจ นัทจะคุยกับแม่ได้ทุกเรื่องเลยครับ “

คิดว่าการผ่านชีวิตและเวทีในบ้านอะคาเดมี่ ทำให้รู้สึกว่าเราสูงกว่าคนอื่นไหม
” ไม่ครับ ไม่นะ ถึงแม้ว่าจะมีหลายๆ คนบอกว่า การได้เป็น The winner จะเป็นการก้าวไปสู่บันไดขั้นสูงสุดก็ตาม แต่สำหรับนัทและเพื่อนๆทั้ง 20 คนเพียง
แค่ก้าวไปสู่บันไดขั้นแรกเท่านั้น แต่ว่าเราแตกต่างกันที่เราเก็บเกี่ยวประสบการณ์อาจจะได้ไม่เท่ากัน มันเป็นเพียงบันไดขั้นแรกเท่านั้น แล้วมันอาจจะมีอีกหลาย..ขั้นด้วยครับ ให้เราได้พัฒนา ได้พิสูจน์ ตัวเราเอง ว่าเรามีความสามารถเท่าไหนครับ “

วินาทีที่ประกาศว่าใครจะเป็น The Winner คิดไหมว่าจะเป็นเรา ?
” คิดว่า ต้อล น่าจะได้ (หัวเราะ) ไม่คิดว่าเราจะได้เป็น The Winner เลย พูดตรงๆ แบบไม่เสแสร้งนะ ก็การที่นัทมาตรงนี้ นัทไม่ได้คิดจะแข่งกับใคร และ
week สุดท้ายก็เห็นอยู่แล้วว่าหลายๆ คนทำได้ดีมากเลยตรงนี้ แต่พอเป็น นัทกับต้อล ยืนด้วยกัน ก็คิดว่าเจ้าน้องชายนัท ก็คงจะได้แหละ เพราะเค้าร้องได้ดีมากในวันนั้น เท่าที่สังเกตก็มีแต่คนกรี๊ดเค้าตั้งแต่ Week แรกแล้ว “

โจทย์ในบ้าน AF เราก็ผ่านมาเยอะนะ แล้วโจทย์ในชีวิตจริงล่ะ ?
” คิดว่าการไปอยู่ในบ้านช่วยเตรียมตัวเราหลายๆ อย่างเลย การที่เราได้เข้าไปอยู่ตรงนั้น นัทไม่ได้ได้แค่พัฒนาการด้านการร้องเพลงอย่างเดียว แต่นัทได้
พัฒนาการด้านการคิด ด้านมุมมอง ด้านทัศนคติ ซึ่งมันเกิดจากการที่เราได้คลุกคลีกับเทรนเนอร์ผู้มีประสบการณ์ในวงการมาก่อน เค้าไม่ได้ให้เราเฉพาะเรื่องความรู้ ความสามารถแต่เค้าให้เราทั้งเรื่องการวางตัว เรื่องข้อคิดหลายๆ อย่างครับ การที่เราได้เข้าไปอยู่ตรงนั้น มันทำให้เราทุกคนโตขึ้นมากในความเป็นคน ทำให้เราเตรียมพร้อมรับกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เข้ามา ”

พูดถึง นัท V1 จะให้นึกถึงอะไร
” นัทมีฉายาว่า Stitch ก็คงเป็นตัว Stitch แหละครับ “

มีคนบอกว่า นัท มีอีกฉายาว่า นัท มาร์ติน น้องชายของริคกี้ มาร์ติน ?
” ผมก็คงไม่กล้าไปเทียบเท่าเค้าหรอกครับสะโพกเค้าก็โอ้โห… ท่าสะบัดเค้าก็อื้อหือ คงไม่หรอกครับ นัทว่านัทเป็น Stitch มากกว่า หลายคนบอกว่านัทมี
เสน่ห์ตอนนัทยิ้มอ่ะครับ เวลา Stitch ยิ้ม มันจะเห็นฟันเยอะ คนก็จะจำได้ที่รอยยิ้มของมัน “

ดูนัทจะเป็นคนที่ห่วงน้องๆ แต่กับต้อล..เราห่วงอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า ถึงได้มีข่าวขึ้นมา
” ก็ไม่ได้เป็นห่วงเค้าเป็นพิเศษนะครับ แต่ว่าสนิทกับเค้ามากที่สุดในบ้านไงครับ ตั้งแต่ Week แรกๆ แล้ว นัทก็รักต้อลเหมือนเป็นน้องชายคนนึง เค้าเองก็
เป็นคนที่มาคอยปลอบใจนัท มาดูแลนัท เวลาที่นัทมีปัญหา เค้าจะเป็นคนแรกที่เข้ามา เป็นห่วงซึ่งกันและกัน เหตุผลง่ายๆ ที่เราสนิทกันเร็วและซี้กันขนาดนี้ก็เพราะ เราเป็นคนเชียงใหม่เหมือนกัน การมีบ้านเกิดเดียวกันมันทำให้เรารู้สึกผูกพันกัน ความชอบ รสนิยมแนวเพลงก็ใกล้ๆ กัน มุมมองของเราก็คล้ายๆ กัน จะเป็นคนมองโลกในแง่ดี และค่อนข้างแคร์ความรู้สึกคนอื่นเหมือนกัน ”

อิ๋งอิ๋ง
อิ๋งอิ๋ง เอเอฟ4 กับความรู้สึกเป็นพี่ใหญ่ในบ้าน และฉายา “เหล่าม่า”
” ก็ไม่ได้รู้สึกตั้งใจจะดูแลจริงๆ แต่อารมณ์เรามีน้องๆ แล้วเราก็เอ็นดู ก็เลยได้ดูแลกันไป แล้วเราก็โตสุดในบ้าน ก็นะ เราก็อาวุโสสุดจริงๆ ฉายาก็มาจากตรง
นั้นจริงๆ ก็ชอบค่ะ “

กดดันไหมกับการที่เราเป็นครูสอนร้องเพลง แล้วเราต้องมาโดนคอมเมนท์ ?
” ก็ไม่กดดันน่ะคะ อิ๋งเองก็ไม่คิดว่ามันเป็นประเด็นด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเข้าบ้านหรือออกจากบ้านมาแล้วจะต้องโดนประเด็นนี้ อิ๋งไม่ได้เรียนมาเพื่อเป็นครูสอน
ร้องเพลงอย่างเดียว แต่คือเรียนมา เพื่อเป็นครูไปด้วย เป็นนักเรียนไปด้วย เราเองก็ไม่ได้กดดันว่า เราเป็นครูแล้วใครจะมาคอมเม้นท์ชั้นไม่ได้ ทุกคนก็ต้องมีข้อดี ข้อด้อย อิ๋งเองก็มีทั้งข้อดีและข้อด้อยกว่าคนอื่น สลับกันไปเท่านั้นเอง ทุกคำติ ก็คือบทเรียนที่เราจะต้องแก้ไข บางทีอิ๋งเองก็ยังต้องให้น้องๆ ในบ้านสอนอิ๋งด้วยซ้ำ คอมเมนท์ของใครก็มีประโยชน์หมดค่ะ “

ช่วงเวลาที่ผ่านมาในบ้าน AF มีอะไรที่ได้มาและสูญเสียบ้าง
” ก็ไม่ได้มีอะไรที่สูญเสียนะ รู้สึกว่าได้ความสุข ประสบการณ์ มิตรภาพ ได้น้องๆ ได้รู้จักพี่ๆ ทีมงาน ได้เปลี่ยนแนวทางชีวิตของตัวเอง จากเดิมที่ชีวิตเรียบๆ
เป็นครู เรียนโท แต่ตอนนี้ชีวิตหวือหวา มีงานทุกวัน มีคนรู้จัก จับตามอง มีการเยี่ยมสื่อ อัดเพลง ทำเอ็มวี เปลี่ยนไปหมดแล้วจากเดิมที่เราเคยอยู่ในสายวิชาการ ตอนนี้มันก็เปลี่ยนไปเยอะ “

พูดถึง อิ๋งอิ๋ง อยากให้นึกถึง ?
” อยากให้นึกถึงเสียงเพลงที่อิ๋งอิ๋งร้อง กับความสดใส แค่นั้นเอง ไม่อยากให้นึกว่าอิ๋งอิ๋ง จะต้องโชว์พลังอย่างเครียด ต้องมาพ่นไฟอะไรอย่างนี้ไม่เอา แค่นึกถึง
ความสุข ความสดใส แล้วก็เสียงเพลงแค่นั้นพอ “

แต่ใครๆ ก็มองว่า อิ๋งอิ๋ง เหมาะกับเพลงแนวฟาด ฟาด ประชดชีวิต
” มันไม่ใช่อิ๋งเลยนะ จริงๆ เพลงที่อิ๋งร้อง อิ๋งชอบ คือเพลงแนวที่ร้องแล้วมีความสุข ต้องสดใส ไม่ร็อค ไม่เร็ว ไม่ซ่า ไม่ใช่ทุกข์ระทม รักหนัก ส่วนตัวไม่ใช่คนเศร้า
ไม่ใช่อะไรอย่างนั้น ส่วนใหญ่เพลงที่ได้ก็จะฉีกคาแรคเตอร์หมดนะ อายุมากแล้วต้องมาร้อง แอ๊บแบ๋ว หรือแบบต้องมาร้อง ” ทำไมถึงทำกับชั้นได้” จริงๆแล้ว ไม่อยากร้อง ค่อนข้างเป็นเพลงที่ Aggressive มาก ฟาดสุดๆ ซึ่งครูรัก ก็บอกว่าแนวอารมณ์แบบสุดๆ มันจะง่าย เราใส่อารมณ์ลงไปได้เลยไม่ต้องยั้ง มันก็คงจะง่ายสุดแล้ว แต่ถ้ามองอิ๋งทำได้ดีก็ขอบคุณมากค่ะ “
จากนี้จะมีอะไรใหม่ๆ ให้ติดตามบ้าง ?
” แน่นอน เซ็ตแฟชั่นก็ต้องติดตามว่าจะเป็นเล่มไหนบ้างค่ะ ส่วนอัลบั้มของพวกเรา 12 คนที่จะออกวันที่ 4 ตุลาคมนี้ ต้องติดตามกันต่อไปนะคะ “






ลูกโป่ง



สนิทกับแคทมาก มีเรียก แคทว่าอะไรบ้าง
” แมวเหวี่ยง ตะเกียบ ถั่วงอก นี่แคทหมดเลย คือเธอจะมีนิสัยเหวี่ยงๆ โดยเฉพาะกับผู้ชาย ส่วนตะเกียบกับถั่วงอกนี่ก็คือ มาจากรูปร่างเธอ ที่หัวโตๆ ตัวลีบๆ


ลูกโป่งมีอะไรอยากจะพูดกับแคทบ้าง
” ก็ขอบคุณที่จริงใจให้กันเสมอมา “

แคทล่ะ อยากบอกอะไรกับลูกโป่ง ?
” ก็ขอบคุณเช่นกัน กับความจริงใจที่มีต่อกัน กล้าที่จะพูดทุกอย่างกับแคท อย่างบางเรื่องไม่ต้องเล่าให้ฟังก็ได้ แต่ก็กล้าที่จะเล่าออกมา เพราะเขามั่นใจใน
ตัวเราว่าเราจะไม่พูดออกมา “


ลูกโป่งเรียกแคทว่า แมวเหวี่ยงนะ แคทว่าไง
” ก็แคทจะเป็นคนที่ชอบสนุกสนาน โดยเฉพาะกับผู้ชาย อุ๊ย (แคทหัวเราะซะเอง) คือจะแกล้ง จะหยอด แบบ อุ๊ย หล่อนะเราน่ะ แล้วจะไปจิกกัดผู้ชายทุกคน
ลูกโป่งเลยเรียกเราว่า แมวเหวี่ยง ค่ะ “

แล้วลูกโป่งกับพี่นัทล่ะ ?
“พี่นัทเป็นผู้ชายที่น่ารักมาก จะคอยดูแล คอยมาปลอบ มาอะไรเสมอๆ โป่งก็เลยชอบอ้อนพี่นัท “

ลูกโป่งเป็นคนที่ได้อยู่ครบมาตลอดรอดฝั่งจนถึงสัปดาห์สุดท้าย ถ้าย้อนเวลากลับไปได้อยากแก้ไขอะไรไหม
” ก็คงจะแก้เรื่องที่เค้าบอกว่าเรา ไม่พูดไม่ยิ้ม โป่งเองก็ไม่เคยรู้นะ จนเมื่อออกจากบ้านมาแล้วถึงรู้ ก็งงๆ แต่ก็อาจจะเป็นเพราะคนที่เราสนิทๆ ด้วยออกจาก
บ้านไปก่อนหมดเลย ไม่ใช่ว่าไม่สนิทกับคนอื่นนะ แต่เพราะก่อนหน้านั้นเราจะไปไหนมาไหนกับแก๊งค์นี้ 1 เดือนก่อนหน้านั้น แล้วก็ออกไปก่อนกันหมดเลย”

ชีวิตตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว แล้วโป่งรับได้ไหม ?
” เรื่องเปลี่ยนมันเปลี่ยนอยู่แล้ว แต่เรารับได้นะ เพราะเราเป็นคนเลือกเดินทางนี้เอง “

โจทย์ต่อไปของชีวิต นอกจากอะคาเดมี่ แฟนเทเชียแล้วจะมีอะไรอีกไหม
” ก็คงทำเรื่องนี้ให้ดีที่สุด ควบคุมเรื่องของการเรียน ต้องเรียนให้จบ เพราะเวลาเราน้อย อาจจะจบช้ากว่าเพื่อนนิดนึง ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับดวง โชคชะตา
หรือความความเห็นชอบของผู้ใหญ่ รวมไปถึงความเหมาะสมด้วย “

ลูกโป่งเป็นคนรักครอบครัว นอกจากคำว่า รักแม่ แล้วอยากบอกอะไรกับแม่บ้าง ?
” ไม่อยากให้แม่กังวลเรื่องอะไร อยากให้แม่มั่นใจในตัวลูกคนนี้ เราจะดูแลแม่เอง “

ถ้าให้พูดถึงลูกโป่ง จะให้นึกถึงอะไร
” พ่นไฟแระกัน เพราะคนชอบพูดถึงเราอย่างนี้ เวลาผู้หญิงร้องเพลง มันต้องพ่นไฟนะ ไม่งั้นไม่มีใครพูดถึงเรา เราไม่ใช่ผู้ชายนะ แต่ทุกครั้งที่ขึ้นเวทีเราก็ไม่
คิดนะ ว่าเราจะต้องพ่นไฟ แค่เราจะต้องทำให้ดีที่สุด ผ่อนคลายนะ อย่าไปเกร็ง อย่าคิดมาก “

แจ็ค

แจ็ค เอเอฟ 4 af ประทับใจอะไรกับแฟนคลับ?
” ประทับใจทุกๆ อย่างครับ ไม่คิดว่าจะมีคนเชียร์เราเหนียวแน่นขนาดนี้ นึกว่าพอผมออกจากบ้านมาแล้วจะไม่มีใครเชียร์ แต่แฟนคลับทุกคนก็ไม่เปลี่ยนไป
เชียร์คนอื่นเลย ยังคงชอบ ยังคงเชียร์แจ็คอยู่ รอให้แจ็คได้กลับเข้าบ้านไปอีก ”

สเปกผู้หญิงของแจ็ค
” เค้าต้องรักผมมากๆ ซึ่งผมเองก็ล็อกสเปกไม่ได้ เพราะผมเองก็ไม่ดีพอขนาดนั้น ผมไม่ใช่หล่อเลือกได้ ผมหล่อยังไม่ถึงขั้นนั้นครับ “

อนาคตอยากมีอะไรเป็นพิเศษมั๊ย
“ผมอยากมีอัลบั้มเดี่ยวครับ อยากได้ร้องเพลงบนอิมแพ็คอีก ตอนนี้แฟนคลับผมจะยึดเป็นพื้นที่ สีชมพู ซึ่งเป็นสีโปรดของผม ได้ประมาณ 2 โซนของอิมแพ็ค
ถ้าผมมีคอนเสิร์ตเดี่ยวจริงๆ ผมอยากเห็นพื้นที่ สีชมพูทั้งอิมแพ็คครับ ”

กับฉายาหมีแพนด้า ?
” แฟนคลับตั้งให้ครับ เค้าเรียกผมกันว่า หมีแพนด้า เมื่อวานก็เพิ่งเข้าไปโพสท์เพราะว่าเป็นห่วงแฟนคลับ ไม่อยากให้ตามผมมาก เพราะผมก็กลับดึก พัก
ผ่อนน้อย ไม่อยากให้ใครเป็นหมีแพนด้าเหมือนผม “

คุณพ่อ คุณแม่ห่วงเรื่องการเรียนของแจ็คไหม
” ท่านก็ไม่ได้อะไรครับ ไว้ใจผม เพราะผมเองก็อยากกลับไปเรียนเหมือนกัน เป็นอะไรที่ผมฝันไว้ คงต้องแบ่งเวลา ทั้งเรียนทั้งทำงานครับ ตอนนี้ผมก็เรียน
ดุริยางคศิลป์ เอกร้องเพลง ที่มหาวิทยาลัยมหิดลครับ “

ก่อนเข้าบ้านกับหลังเข้าบ้านแจ็คเปลี่ยนไปยังไงบ้าง
” เรื่องชื่อเสียงก้คงต้องมีเปลี่ยนอยู่แล้ว เมื่อก่อนที่ไม่มีใครรู้จัก ตอนนี้ไปไหนมาไหนก็มีแต่คนรู้จัก แต่ถ้าถามเรื่องพูดคุยกับแฟนคลับ แจ็คเองไม่เปลี่ยนอยู่
แล้วครับ ยังเหมือนเดิม “

ข้อคิดดีๆ ของแจ็ค
“ก็ทำให้ดีที่สุดครับ อย่าไปเบียดเบียนให้ร้ายคนอื่น คิดดีไว้ก่อน ทำอะไรที่คิดว่าทำแล้วสบายใจ ถ้าเราไปคิดร้าย อิจฉา คนอื่น มันก็คงร้อนถึงตัวเราอยู่ดี ครับ


คิดว่าต่อจากนี้คือโอกาสที่แจ็คจะได้ฝึกตัวเองอีกรึเปล่า ?
” งานก็คือประสบการณ์ ยิ่งเราทำงานเราก็ยิ่งได้ความรู้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ครับ เราเรียนรู้จากงานครับ “

เข้าบ้าน AF ได้อะไรบ้าง
” ได้กิน ได้นอน เอ๊ย ไม่ใช่ครับ (หัวเราะเขินๆ ) ได้เพื่อนครับ ได้ประสบการณ์ที่คนอื่นเขาหาซื้อไม่ได้ครับ เป็นโอกาสที่คนเป็นหมื่น ๆ เค้าอยากได้ แต่ไม่ได้ แต่
ผมเอามาได้ครับ และผมก็ภูมิใจที่ผมทำตรงนี้ได้ดีที่สุดแล้ว ถึงแม้ผมจะออกในสัปดาห์ที่ 6 แต่ว่าพอผมออกมาก็มีแฟนคลับที่รักผมมาก รักจริงๆ รักตัวผมจริงๆ ไม่ใช่ในทางชู้สาว ผมก็รู้สึกดีใจมาก ผมได้ทุกอย่างมาแล้วได้ความฝันมาแล้วครับ “


ยังไงก็คงต้องติดตามก้าวต่อๆ ไปของพวกเขาในวงการบันเทิงต่อไป แต่แหม…น้องๆ แต่ละคนอออกจะน่ารักขนาดนี้ ความสามารถก็มีให้เห็นๆ กันอยู่ คงไม่มีใครหนีหายหนีหน้าไปไหนหรอกมั้ง เราเอาใจช่วยทุกคนเลย สู้ๆ นะจ๊ะ!!!










ขออนุญาตใช้เนื้อหา