ทหารพรานหญิง ดอกไม้เหล็กของชาติ..เพื่อสันติสุขปลายด้ามขวาน

Home / ผู้หญิงต้นแบบ / ทหารพรานหญิง ดอกไม้เหล็กของชาติ..เพื่อสันติสุขปลายด้ามขวาน

ทหารพรานหญิง ดอกไม้เหล็กของชาติ..เพื่อสันติสุขปลายด้ามขวาน

ทหารพรานหญิง
     ณ ดินแดนปลายด้ามขวาน มีข่าวการวางระเบิดกันไม่เว้นแต่ละวัน ทหาร ตำรวจ ชาวบ้าน เสียชีวิตรายวัน แล้วจะมีสักกี่คนกัน ที่อยากเข้าไปในพื้นที่นั้น

     99 % ของคำตอบ คงไม่มีใครอยากไปที่นั่นแม้กระทั้งเฉียด เพราะมันเสี่ยงต่อความเป็นความตาย แต่บรรดาเหล่าทหารกล้าอาสาสมัครจำนวนไม่น้อย ก็ยืนหยัดที่จะอยู่เป็นรั้วปกป้องเพื่อสันติสุขในสามจังหวัดชายแดนภายใต้ ไม่เว้นแม้แต่ทหารพรานหญิง ที่พวกเธอยินดีที่จะเสียสละเข้าไปยืน ณ จุดนั้น

“ทหารพราน” ถือเป็นกำลังหลักส่วนหนึ่งที่ปฏิบัติภารกิจการรักษาความสงบเรียบร้อย และพิทักษ์อธิปไตยของชาติในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยมีกำลัง “ทหารพรานหญิง” ปฏิบัติหน้าที่เคียงบ่าเคียงไหล่กับทหารพรานที่เป็นชาย และสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

ทุกคนคงคิดว่าทหารพรานหญิงคงจะสบายกว่าทหารชาย ซึ่งที่จริงแล้วทั้งทหารชายและหญิงต้องทุ่มเททำงานเหมือนกัน ต้องผ่านการฝึกฝนทุกรูปแบบเหมือนทหารชายเพื่อให้ร่างกายและจิตใจมีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ที่มีทั้งงานเบาๆ และหินสุดโหดนับครั้งไม่ถ้วน

ส.ท.หญิง ฮามีด๊ะ กะลูแป ตำแหน่ง ผบ.หมู่ ทพ.หญิง 53 มว.ทพ.หญิง 5 ถ่ายทอดประสบการณ์ให้ฟังว่า…. “เมื่อมีการเปิดรับสมัครอาสาสมัครทหารพรานรุ่นที่ 1 ที่กรมทหารพรานที่ 43ดิฉันก็ได้รับการคัดเลือกเป็นทหารพรานหญิง ผ่านการฝึกที่ค่ายวชิราวุธ จ.นครศรีธรรมราช 1 เดือน และกลับมาฝึกเพิ่มเติมที่กรมทหารพรานที่ 41 ประมาณ 15 วัน นึกถึงตอนที่อาสาสมัครทหารพรานหญิงได้ออกไปปฏิบัติงานนอกพื้นที่ ได้ไปปิดล้อมตรวจค้น และสลายม๊อบ เพราะช่วงนั้นจะมีกลุ่มสตรีประท้วงกันเยอะและบ่อยมาก วันไหนที่ไม่มีม๊อบ เราก็จะออกไปพบปะชาวบ้าน พูดคุย แจกจ่ายยาสามัญประจำบ้านให้กับชาวบ้านที่อยู่พื้นที่ใกล้เคียง ออกไป รปภ.ตามงานเทศกาลต่างๆ ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา หลังจากเสร็จงานแล้วก็จะกลับมาพักผ่อน โดยไม่ต้องคิดว่าพรุ่งนี้ จะต้องทำอะไรบ้าง

ทหารพรานหญิง

เมื่อถามคำถามพื้นฐานของผู้ที่ทำงานในชายแดนใต้ที่ได้รับการถามไถ่อยู่เสมอว่า“กลัวมั้ย” เธอตอบว่า “ถามว่ากลัวมั้ย มีความกลัวบ้าง เมื่อสมัครใจเข้ามาทำแล้วก็ต้องระวังตัวเอง ความไม่ประมาทเป็นสิ่งที่ดีที่สุด”

ร.ต.หญิง กุลณภา สุวาณิช สังกัดหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 22 หนึ่งในบรรดาทหารพรานหญิง ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความรู้สึกของการที่เสียสละมายืนในจุดนี้ เธอบอกกับเราด้วยความมั่นใจว่า เธอไม่กลัว ไม่ว่าเหตุการณ์จะรุนแรงแค่ไหน เพราะว่าเราเป็นคนไทย ไม่ว่าจะเกิดมานับถือศาสนาใด ทุกคนที่ได้เกิดมาบนผืนแผ่นดินไทยนี้ ต้องรักชาติไทย รักพระเจ้าอยู่หัวฯ ของชาวไทยทุกคน และเราทุกคนก็อยากจะให้พื้นที่ตรงนี้มันสงบ

“เรื่องราวที่เป็นอยู่คงคลี่คลายยากเพราะไม่รู้ว่าใครเป็นโจร แต่เขารู้ว่าเราเป็นทหาร มีคำสั่งหลายขั้นตอนและการลงมือในปัจจุบัน หลายเหตุการณ์ทหารไม่ได้ทำแต่ถูกโยนความผิด อยากให้สังคมมองเห็นข้อเท็จจริงและสื่อนำเสนอความจริงนั้น เราทุกคนอยากให้บ้านเมืองสงบเหมือนกัน ขอเป็นอีกส่วนที่ช่วยทำให้สังคมกลับสู่ภาวะร่มเย็นเหมือนก่อน”

เธอบอกอีกว่า รอยยิ้มของเด็กๆ เเละ ชาวบ้าน ที่ส่งกลับมายังทหารพรานหญิงทุกนาย ที่เข้าปฏิบัติหน้าที่ ในหมู่บ้านที่หลายคนบอกว่า เป็นหมู่บ้านพื้นที่สีเเดง คือกำลังใจสำคัญในการทำงาน

“รอยยิ้มที่ส่งกลับมา อาจนับค่าเป็นตัวเลขเงินไม่ได้ เเต่กลับมีคุณค่าต่อจิตใจ ของพวกเธอยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด” เธอกล่าว

ทหารพรานหญิง

     ลูกผู้หญิงกับการทำหน้าที่นี้มิใช่เป็นเรื่องปกติทั่วไป หากไม่มีใจรักหรือเหตุผลจากตัวเองคงไม่มีใครมาอาสามาทำหน้าที่นี้ ครอบครัวสนับสนุนพวกเธอเหล่านี้หรือไม่ ลองดูคำตอบของทหารพรานหญิงอีกคนหนึ่ง… “ทางบ้านบอกให้กลับเกือบทุกวัน เขากลัวเราจะเป็นอันตราย บอกเขาว่าเป็นงานที่รักและชอบ ขอใช้เวลากับหน้าที่ตรงนี้สักพักแล้วจะกลับเอง แต่คงอยู่ไปจนกว่าจะหมดรัก ถ้าสถานการณ์ดีขึ้นก็ยังอยู่ในอาชีพนี้ต่อ”

     “เราฝึกหนักมาก ต้องมีใจรักจริงจึงจะอยู่ได้ ช่วงที่ฝึกก็ลาออกไปหลายคน ซึ่งมีสาวมุสลิมสมัครเยอะเหมือนกัน เคยมีช่วงหนึ่งที่ถูกโจมตีด้วยใบปลิวว่าถ้ามาเป็นทหารพรานหญิงจะทำร้ายทางบ้านหรือจะฆ่าอยู่เหมือนกัน แต่พวกเรายังไม่โดน อีกอย่างหนึ่งคือ ผู้บังคับบัญชาดูแลดีมาก ซื้อของมาฝากเป็นประจำ ใช้ชีวิตเหมือนอยู่บ้านเพียงแต่ความสะดวกสบายอาจลดน้อยลงซึ่งไม่ใช่อุปสรรค ตอนนี้เขากำลังรับสมัครเพิ่มอยู่ เราไม่ได้มาเพื่อสู้รบ แค่ต้องการให้สถานการณ์สงบก็เท่านั้น” และนี่คืออีกหนึ่งความรู้สึกจากใจที่ตรงกันของบรรดาดอกไม้เหล็กของชาติหลายๆคน

     ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตามแต่ของพวกเธอในการรับใช้ชาติครั้งนี้ ความแข็งแกร่งทั้งทางร่างกายและจิตใจของ “ดอกไม้เหล็ก” บอกให้สังคมได้รับรู้ว่ายังมีผู้หญิงอีกส่วนหนึ่งที่มีพลังและกำลังใจที่เข้มแข็งแน่วแน่ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสันติให้กลับคืนสู่ชายแดนใต้

 

เพราะ “จิตวิญญาณรักชาติ” มิได้ผูกขาดแค่เฉพาะเพศชายแต่อย่างใด

ที่มาบทความจาก e-magazine.info