เก๋ ประภาวดี วันนี้คุณรู้จักเธอดีแล้วหรือยัง

Home / ผู้หญิงต้นแบบ / เก๋ ประภาวดี วันนี้คุณรู้จักเธอดีแล้วหรือยัง

 

“เก๋ ประภาวดี” วันนี้คุณรู้จักเธอดีแล้วหรือยัง

สาวน้อยผู้คว้าเหรียญทอง โอลิมปิก แรกปีนี้


ฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิกคนล่าสุดของประเทศไทย ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล หรือ “น้องเก๋” มีแง่มุมชีวิตที่น่าสนใจ จุดเด่นของเก๋ที่เป็นที่ทราบกันมาตั้งแต่วัยเด็กคือ ความอึด และขยันขันแข็ง มีความมานะพยายามสูง



จาก “นักยกข้างถนน” เติบโตกลายเป็นความหวังเหรียญทองโอลิมปิก เมื่อปี 2008 ที่เอเธนส์ แต่อาการบาดเจ็บ ทำให้ไม่ได้ร่วมในทีมจอมพลังสาวชุดประวัติศาสตร์ที่อาละวาด กวาดมา 2 เหรียญทองและ 2 เหรียญทองแดง ถือเป็นโอลิมปิกที่ดีที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยเข้าร่วมมาเลยทีเดียว



ประภาวดี หรือ ชื่อเดิม จันทร์เพ็ญ กันทะเตียน ซึ่งพลาดโอกาสในชุดดังกล่าว แม้จะเสียดายโอกาสจนแทบทำใจไม่ได้ แต่ก็ได้ใช้คุณสมบัติอดทนและมานะพยายามของตนเอง กลับมาก้มหน้าก้มตาฝึกซ้อม ทดสอบตนเองในทัวร์นาเมนต์ต่างๆ

จนมีความพร้อมสำหรับศึกโอลิมปิกปักกิ่ง 2004 และคว้าเหรียญทองในรุ่น 53 ก.ก. ไปครองอย่างสง่างาม

หลังจากนี้ ชีวิตของประภาวดีคงจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นแน่นอน ด้วยเงินรางวัลจากหน่วยงานต่างๆ ด้วยความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจ และเป็นที่ยกย่องของสังคม

ในขณะที่เจ้าตัวให้สัมภาษณ์ไว้หลายวาระว่า ยังไม่ลืมว่าตนเองเป็นใครมาจากไหน และจะดำรงความเป็นนักกีฬายกน้ำหนักทีมชาติไทยต่อไป

เส้นทางนักยกน้ำหนักของ “เก๋” เริ่มต้นที่ใกล้ๆ กับบ้านเกิดที่ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ นั่นเอง

เป็นที่รู้กันในจังหวัดนครสวรรค์ว่า ผู้ฝึกสอน หรือโค้ชคนแรกของ “เก๋” ก็คือ ประทีป แสงน้อย อายุ 65 ปี เจ้าของอู่ประทีป ภายในชุมชนวัดจอมคีรีนาคพรต เชิงสะพานเดชาติวงศ์ ต.นครสวรรค์ออก อ.เมือง จ.นครสวรรค์

ประทีป ขณะนี้อายุ 65 ปี เล่าความย้อนอดีตถึงน้องเก๋ว่า
“เดิมน้องเก๋เป็นเด็กที่มีบ้านอยู่ฝั่งถนนตรงข้ามกัน และเข้ามาเล่นกับลูกสาวของผมที่อู่ซ่อมรถ ผมเองชอบเล่นเพาะกายและยกน้ำหนักอยู่แล้ว เห็นว่าเด็กๆ เล่นกันไปวันๆ หนึ่งเท่านั้น ไม่น่าจะมีประโยชน์อะไร ประกอบกับอยากให้เด็กๆ มีสุขภาพแข็งแรง จึงชักชวนให้มาทดลองยกน้ำหนักด้วยการใช้ลูกเหล็กเพาะกาย โดยให้ยกข้างละครึ่งกิโลกรัม”

ประทีป หรือ “ปู่ประทีป” ตามคำเรียกของเก๋ เล่าว่า แรกเริ่มนั้น น้องเก๋เองไม่ได้ให้ความสนใจกับการยกลูกเหล็กเท่าไรนัก เพราะยังเด็กอยู่ อายุแค่เพียงประมาณ 10 ขวบเท่านั้นและกำลังเรียนอยู่ที่โรงเรียนทวีศึกษา

แต่เมื่อถูกชักชวนให้ยกเล่นมาเรื่อยๆ จนเพิ่มน้ำหนักลูกเหล็กไปถึงข้างละ 1.5 ก.ก. วันหนึ่งเก๋เข้ามาบอกกับตนเองว่า “..ปู่ลูกเหล็กที่ยกมันเบาไปแล้ว”

ประทีปจึงออกไปตามร้านขายของเก่า เพื่อหาซื้อเหล็กข้ออ้อย เอามาทำให้น้ำหนักเพิ่มมากขึ้น และน้องเก๋ก็ได้ยกเล่นมาเรื่อยๆ ที่บริเวณข้างถนนหน้าอู่ซ่อมรถ จนคนละแวกบ้านตั้งฉายาให้ว่า “นักยกข้างถนน”

จากนั้นประทีปไม่ค่อยมีเวลาที่จะมาดูแล เพราะว่ามีรถเข้ามาซ่อมมากขึ้น ประกอบกับ สมชาติ แสงน้อย ลูกชายซึ่งไปทำงานอยู่กับ นายสมควร โอบอ้อม อดีตส.ส.นครสวรรค์ ซึ่งให้ความสนใจและต้องการสนับสนุนกีฬาหลายประเภท แต่ยังไม่มีนักกีฬาที่โดดเด่นน่าจะสนับสนุนให้เติบโตต่อไป

สมชาติจึงเสนอให้อดีตส.ส.สมควรก่อตั้งสโมสรกีฬายกน้ำหนัก “โอบอ้อม” ขึ้นเพื่อรองรับเด็กๆ ที่มีอยู่ จะได้นำมาปลุกปั้นกันอย่างเป็นระบบและมีวิธีการ ขั้นตอนที่ชัดเจน หากมีการแข่งขันจะได้ทดลองส่งเข้าร่วมการแข่งขันในนามสโมสร

นายสมควรเห็นด้วย จึงตั้งสโมสรโอบอ้อมขึ้นที่ เลขที่ 605/81 ถนนเอกชัย อ.เมือง จ.นครสวรรค์ เมื่อพ.ศ.2537 พร้อมทั้งจดทะเบียนขึ้นเป็นสโมสรกับทางสมาคมยกน้ำหนักแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

สมชาติ ลูกชายประทีป จึงเข้ารับช่วง ดูแลสาวน้อยจอมพลังต่อจากบิดา

สมชาติกล่าวถึงแววของความเป็นนักกีฬาของน้องเก๋ ว่า เดิมต้องถือว่าเก๋ไม่มีแววของความเป็นนักยกลูกเหล็กเลย แต่ที่มีอย่างเห็นได้ชัดเจนจนเป็นที่ยอมรับของทุกคนคือความขยัน อดทน และใจสู้

จนมาถึงปี 2537 น้องเก๋เริ่มฉายแววดาวรุ่ง เมื่อมีการแข่งขันกีฬาของกรมพลศึกษา ทางสโมสรโอบอ้อมส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันด้วย น้องเก๋เป็นหนึ่งในทีมนักยกลูกเหล็กที่ร่วมแสดงความสามารถ

ประทีป แสงน้อย/โค้ชสมชาติ
ผลการแข่งขันปรากฏว่า น้องเก๋คว้าเหรียญทองในท่าสแนต์ชมาได้ด้วยการยกน้ำหนักได้ 45 ก.ก. ในรุ่นน้ำหนัก 42 ก.ก. โดยที่น้องเก๋มีน้ำหนักตัวเบากว่าพิกัด อยู่ที่ประมาณ 37 ก.ก.เท่านั้นเอง

หลังจากเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนทวีศึกษา เก๋ย้ายมาเรียนต่อที่โรงเรียนสตรีนครสวรรค์ โดยสมชาติได้รับเป็นผู้ปกครองดูแลอย่างเต็มตัว ทั้งรับ-ส่งจากบ้านไปโรงเรียนทุกวัน

ประกอบกับทางโรงเรียนสตรีนครสวรรค์ให้การสนับสนุนนักกีฬาเป็นอย่างดี ในยุคของผู้อำนวยการเพ็ญศรี พืชพันธ์

การแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ที่ จ.แพร่ น้องเก๋ ซึ่งเรียนอยู่ชั้นม.4 เข้าร่วมการแข่งขันด้วย และได้เหรียญทอง พร้อมทั้งทำลายสถิติยกน้ำหนักด้วย จนเข้าตาของเสธ.ม่อย พลตรีอินทรัตน์ ยอดบางเตย ซึ่งอยู่ในแวดวงกีฬายกน้ำหนักและติดตามดูดาวรุ่งเพื่อคัดหาตัวมาสนับสนุนเป็นนักกีฬาทีมชาติ

โค้ชสมชาติเล่าว่า หลังจากที่เสร็จสิ้นการแข่งขันกีฬาเยาวชนแหง่ชาติที่ จ.แพร่ แล้ว เสธ.ม่อยได้เรียกสมชาติเข้าไปหาพร้อมทั้งเจรจาขอตัวน้องเก๋ไปอยู่ด้วยที่เชียงใหม่ เพื่อจะส่งเสริมสนับสนุนให้เป็นนักกีฬาทีมชาติต่อไป โดยให้สมชาติมาจัดการเรื่องสถานศึกษาที่นครสวรรค์ และย้ายไปศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่โรงเรียนวมินทราชูทิศ (อุดร) เชียงใหม่

น้องเก๋ได้รับการฝึกอย่างเข้มข้นที่เชียงใหม่ แต่เมื่อมีข้อขัดข้อง ก็ยังปรึกษาหารือกับสมชาติตลอดเวลา

“น้องเก๋เป็นคนมีความตั้งใจจริง หนักเอาเบาสู้ ไม่เคยท้อถอย จึงตั้งหน้าตั้งตาฝึกซ้อมอย่างเต็มที่จนแทบไม่มีเวลาได้กลับมาเยี่ยมพ่อแม่และน้องๆ ที่บ้านเลย ได้แต่พูดคุยกันบ้างทางโทรศัพท์เท่านั้นเอง เป็นเวลาหลายปี”

“ในแต่ละปีจะได้กลับมาเยี่ยมบ้านเพียง 1-2 ครั้ง เก๋ได้ปฏิบัติตัวดีมาก ไม่มีปัญหาทั้งในเรื่องการเรียน การฝึกซ้อม พร้อมทั้งเข้าร่วมการแข่งขันอย่างสม่ำเสมอตามที่มีจัดในระดับสโมสร จนเริ่มมีฝีมือ มีชื่อเสียงมากขึ้น แต่ความสำเร็จก็ยังไม่มาให้น้องเก๋ได้ชื่นชมตามที่คาดหวังตั้งใจ มีหลายครั้งที่น้องเก๋ได้รับบาดเจ็บจากการฝึกซ้อม จากการแข่งขัน ทำให้พลาดโอกาสทองที่จะเข้าร่วมการแข่งขันในนามทีมชาติไทยในกีฬาโอลิมปิกเมื่อ 4 ปีก่อน”

โค้ชสมชาติกล่าวต่อไปว่า แต่จากการที่ได้รับบาดเจ็บ น้องเก๋พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เนื่องจากน้องเก๋มีทักษะที่ดีอยู่แล้วในเรื่องช่วงแขนในการยกน้ำหนัก แต่มีข้อเสียที่ต้องแก้ไขคือการวางเท้า

ทางผู้ฝึกสอนจึงปรับปรุงแก้ไขการวางเท้าของน้องเก๋จนถูกต้อง ทำให้สามารถพัฒนาการยกได้ดีขึ้นกว่าเดิมหลังจากที่หายจากการได้รับบาดเจ็บ สมชาติระบุว่า การพลาดโอกาสเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา นับว่าเป็นการทรมานและทำร้ายจิตใจอย่างมากจนน้องเก๋ต้องหนีหน้าหายออกจากค่าย หนีไปจากวงการยกลูกเหล็กหลายเดือน

แต่ในที่สุดเก๋คิดได้ และกลับมามุ่งมั่นฝึกซ้อมอย่างหนักอีกครั้ง จนประสบความสำเร็จ

ความสำเร็จและเหรียญทองโอลิมปิก ที่ต้องเดินทางผ่านความผิดหวังและขมขื่นของประภาวดี จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักยกลูกเหล็กรุ่นหลังๆ รวมถึงนักกีฬาทุกประเภท

คนที่ร่วมภาคภูมิใจไม่น้อยกว่าใคร ก็คือ ปู่ประทีป และ สมชาติ ที่เห็นคุณสมบัติของ “เก๋” มาตั้งแต่ยังเป็น “นักยกข้างถนน” นั่นเอง

ชาติชาย เกียรติพิริยะ เรื่อง/ภาพ : ที่มา นสพ.ข่าวสด


…………………………………………………………………………..


เหรียญทองแรกของไทยใน Olmpic 2008ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่

 

ในที่สุด ประเทศไทยก็ได้ฮีโร่หญิง คว้าเหรียญทองแรกใน “ปักกิ่งเกมส์” ประเภทกีฬายกน้ำหนัก โดย “น้องเก๋ ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล” ยกท่าสแนทช์ได้ 95 กก. ท่าคลีนด์แอนด์เจอร์ก ยกได้ 126 กก. เมื่อรวมทั้งสองท่า 221 กิโลกรัม

 


 

เก๋ ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล

 

 

 

ประวัติน้องเก๋

น้องเก๋ ชื่อเดิมคือ จันทร์พิมพ์ กันทะเตียน มาเปลี่ยนเป็น ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล เกิดวันที่ 29 พฤษภาคม 2527 ที่จังหวัดนครสวรรค์ คุณพ่อชื่อ นายจันทร์แก้ว กันทะเตียน ส่วนคุณแม่ นางราศรี ทัดทอง น้องเก๋เป็นพี่สาวคนโตของน้องๆ อีก 3 คน จบชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนทวีศึกษา ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนเซ้นต์แอนด์แมรี่ และมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสตรีนครสวรรค์ ปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยนอร์ทเชียงใหม่ รับปริญญาเมื่อปี พศ. 2551 และกำลังศึกษาต่อปริญญาโท ที่เดิมอีกด้วย นับว่าเป็นสาวที่มากความสามารถจริงๆ ทั้งกีฬา ทั้งการเรียน แถมยังน่ารักอีกต่างหาก

     


 

น้องเก๋ เริ่มเล่นกีฬายกน้ำหนักตั้งแต่ 9 ขวบ  ฝึกซ้อมและแข่งขันที่นครสวรรค์ในนามสโมสรโอบอ้อม  โดยมีผู้ฝึกสอนคนแรกคือนายประทีป แสงน้อย อายุ 62 ปี อดีตนักกีฬายกน้ำหนัก มีฉายาว่าปู่แห่งกีฬายกน้ำหนักของนครสวรรค์ และนายสมชาติ แสงน้อย อายุ 47 ปี ลูกชายของนายประทีป โดยทั้งสองคนพ่อ-ลูกได้ฝึกน้องเก๋เป็นเวลานานถึง 10 ปี ตอนนี้ก็คงภูมิใจกันน่าดู ต่อมาน้องเก๋ย้ายมาอยู่สโมสรถาวรฟาร์ม และย้ายไปอยู่ที่เชียงใหม่เพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาตรีและปริญญาโท น้องเก๋เป็นแชมป์กีฬายกน้ำหนักเยาวชนโลกเมื่ออายุได้ 18 ปี

 

 

เก๋ ประภาวดี

 มาดูคลิป น้องเก๋ ยกน้ำหนักกันค่ะ

 

 

เก่งจริงๆ เลยนะคะ สาวคนนี้ women.mthai ขอแสดงความยินดีกับการคว้าเหรียญทองแรก ในกีฬาโอลิมปิกเกมส์ นี้ด้วยค่ะ และยินดีต้อนรับกลับบ้านด้วยค่ะ

 

 

ขออนุญาตใช้เนื้อหา