อลิซาเบธ หว่อง ส.ส.หญิงมาเลย์ไขก๊อกหลังภาพนู้ดว่อนมือถือ

Home / ผู้หญิงต้นแบบ / อลิซาเบธ หว่อง ส.ส.หญิงมาเลย์ไขก๊อกหลังภาพนู้ดว่อนมือถือ



อลิซาเบธ หว่อง  ส.ส.หญิงมาเลย์ไขก๊อกหลังภาพนู้ดว่อนมือถือ


อลิซาเบธ หว่อง ส.ส.หญิง มาเลย์ นักการเมือง ภาพเปลือย นู้ด

 


     นักการเมืองหญิงคนดังของพรรคฝ่ายค้านมาเลเซียเสนอลาออกจากตำแหน่งด้วยน้ำตานองหน้า ภายหลังภาพเปลือยของเธอถูกมือดีนำไปเผยแพร่

    น.ส.อลิซาเบธ หว่อง สาวโสดวัย 37 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในบรรดานักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนของมาเลเซีย และเป็นสมาชิกที่มีคนรู้จักดีแห่งพรรคเคดิลันของนายอันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำฝ่ายค้าน ออกแถลงข่าวกล่าวโทษรัฐบาลที่เล่นการเมืองสกปรก ด้วยการนำภาพเปลือยของเธอที่เป็นภาพถ่ายขณะนอนอยู่ในห้องพักไปเผยแพร่ตามสื่อ ซึ่งหนังสือพิมพ์หลายฉบับรายงานตรงกันว่า อดีตคู่รักของเธออาจเป็นผู้ถ่ายภาพนี้

อลิซาเบธ หว่อง ส.ส.หญิง มาเลย์ นักการเมือง ภาพเปลือย นู้ด ผู้หญิง    นอกจากนั้น น.ส.หว่อง ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของรัฐสลังงอร์ ยังกล่าวต่อไปว่า เธอไม่รู้สึกอับอายเกี่ยวกับเรื่องทางเพศในฐานะที่เป็นผู้หญิงและคนโสด อีกทั้งไม่ได้ทำผิดกฎหมาย และยืนอยู่บนหลักการประชาธิปไตยที่ทุกคนมีสิทธิในเรื่องส่วนตัว พร้อมกับเชื่อว่า การโจมตีทำนองนี้จะยิ่งรุนแรงขึ้น ซึ่งพรรครัฐบาลจะยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังต่อไป


   สำหรับภาพเปลือยกายของนักการเมืองหญิงชื่อดังของฝ่ายค้าน ถูกมือดีนำเผยแพร่ทางโทรศัพท์มือถือ แต่ไม่มีสื่อฉบับใดลงตีพิมพ์ภาพนี้ 

    ทั้งนี้ น.ส.หว่อง เป็นนักการเมืองที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรครัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมทั้งกลุ่มสตรีในแนวร่วมแห่งชาติบาริซาน ซึ่งเป็นรัฐบาลมาเลเซียกับแนวร่วมพันธมิตรฝ่ายค้าน ปากาตัน รัคยัต แต่ถึงกระนั้น มีเสียงเรียกร้องให้เธอลาออกจากส.ส.ในรัฐสลังงอร์ 

     เจ้าหน้าที่พรรคเคดิลันกล่าวว่า นายอันวาร์ ยังไม่ยอมรับการลาออกของน.ส.หว่อง อย่างทันที เพียงแต่บอกว่า สมาชิกรัฐสภาของรัฐได้ขอร้องให้ระงับการลาออกเอาไว้ก่อน เพื่อพิจารณาอย่างรอบคอบ แต่ถ้าหากยอมรับการลาออกก็จะทำให้มีการเลือกตั้งซ่อม ซึ่งจะไม่กระทบอำนาจฝ่ายค้านในรัฐสลังงอร์


     ขณะเดียวกัน ทางพรรคเกรงว่า หาก น.ส.หว่อง ไม่ยอมลาออก อาจมีการปล่อยภาพอื่นเพิ่มอีก อย่างไรก็ดี น.ส.หว่องได้เข้าแจ้งความกับตำรวจเพื่อเอาผิดกับคนที่นำภาพนี้มาเผยแพร่แล้ว.

 


                                                                 ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก

ขออนุญาตใช้เนื้อหา