ปาดน้ำตาแล้วยิ้มสู้! ชีวิตใหม่ของ เบลล่า ศิรินทิพย์ หญิงไทยคนแรก ที่รอด มะเร็งหัวใจ

Home / ผู้หญิงต้นแบบ / ปาดน้ำตาแล้วยิ้มสู้! ชีวิตใหม่ของ เบลล่า ศิรินทิพย์ หญิงไทยคนแรก ที่รอด มะเร็งหัวใจ

จากเวิร์คกิ้งวูแมนไฟแรง อนาคตไกลในวัย 26 ปีที่ ใช้ชีวิตสุดเอ็กซ์ตรีมแบบเวิร์ค ฮาร์ด และเพลย์ ฮาร์ดเดอร์ เบลล่า น.ส.ศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์ ในขณะที่กำลังเรียนปริญญาโท ที่ประเทศอังกฤษ ใช้ชีวิตวัยสาวตะลอนเที่ยวไปทั่วยุโรป ทำงานร้านอาหาร 2 ร้าน เธอนอนวันละ 4 -5 ชม. และเหลืออีกเพียงแค่สอบตัวสุดท้ายก็จะคว้าปริญญากลับมาบ้านเกิดเมืองนอน ให้ครอบครัวได้ชื่นใจ กลับมีอาการป่วยเรื้อรัง ที่รักษาไม่หายขาดสักที จนเธออยากรักษาให้หายก่อนสอบวิชาสุดท้าย เธอจึงเดินทางกลับไทย ด้วยคาดหวังว่าจะมารักษาตัวเพียงชั่วคราว แต่กลับพบคำตอบว่าตนเองป่วยด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง คุณหมอคาดว่ามีเวลาเหลืออยู่อีกเพียง 6 เดือน และไม่ได้กลับอังกฤษไปอีกเลย

เบลล่า ศิรินทิพย์

นับจาก 3 ปีที่แล้ว ในวันนี้ เธอมีอายุ 29 ปี ได้รับคีโมมาแล้ว 26 ครั้ง ฉายแสง 18 ครั้ง ผ่าตัดใหญ่ 2 ครั้ง ผ่าตัดเล็กนับไม่ถ้วนและปัจจุบันโรคสงบแล้ว และค้นพบความสุขในชีวิตที่เรียบง่ายและใกล้ตัวมากยิ่งขึ้น นั่นคือ การใช้เวลาในปัจจุบันอยู่กับครอบครัว กับคนที่รักเธออย่างรู้คุณค่า

เธอเดินทางผ่านชีวิตช่วง 3 ปีนั้นมาได้อย่างไร เธอจัดการชีวิตตัวเองในด้านต่างๆ อย่างไรบ้าง ตามมาเรียนรู้ไปกับเธอกันค่ะ

ขอขอบคุณ Clip MV เพลง น้ำตา : พัดชา เอนกอายุวัฒน์ 
ก่อนพบจุดหักเหของชีวิต….

ขณะอยู่อังกฤษ เธอมักไออย่างหนัก มีไข้ต่ำๆ น้ำหนักลด ผมร่วง ประจำเดือนไม่มา และเป็นลม ด้วยความเป็นห่วงการเรียนที่ใกล้จบเต็มทีแล้ว เธอจึงกลับมารักษาตัวที่ไทย เมื่อ X – Ray จึงพบก้อนเนื้อก้อนใหญ่ขนาด 9 เซนติเมตร ที่ขั้วปอด เมื่อคุณพ่อของเธอทราบเรื่องจึงพาลูกสาวไปตรวจต่อ ณ โรงพยาบาลเอกชนทันที เพื่อหาโรคให้พบโดยเร็วที่สุด ผลสรุป เธอป่วยด้วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะที่ 2 แต่ด้วยสภาพร่างกายที่ท้องเสียตลอดเวลา หายใจเองไม่ได้ ก้อนมะเร็งใหญ่มาก และไอหนักมาก ทำให้หมอคาดว่าไม่น่าจะอยู่เกิน 6 เดือน ทันทีที่หมอบอกเช่นนั้น เธอกลับห่วงถึงเรื่องการเรียนที่เหลืออีกเพียงแค่นิดเดียวก็จะคว้าปริญญาโทกลับมาได้สำเร็จ แต่นี่คือสิ่งที่คุณพ่อของเธอบอกว่า “ไม่ต้องไป ทิ้งไปซะ! ปริญญาโท เอาชีวิตไว้ก่อน กรูเป็นคนจ่ายตังค์ยังไม่แคร์เลย””

หลังจากรู้ผล ว่าเป็นมะเร็ง ระยะสาม มีเวลาอยู่ได้อีก 6 เดือน เรียกได้ว่าสิ่งที่เราเครียดและกังวลที่สุด ไม่ใช่การเป็นมะเร็ง ไม่ใช่คนที่รู้ตัวว่าใกล้ตาย ไม่ใช่การกลัวตาย แต่กลัวไม่ได้ทำสิ่งที่อยากทำ กลัวคนข้างหลังมีภาระ
เราเขียนทุกอย่างออกมาใส่กระดาษ ทั้งรหัสบัญขี ATM Email เลขที่ห้องพัก คล้ายๆ ลายแทง พิกัดต่างๆ พินัยกรรม ถ้าเป็นอะไรไปคนข้างหลังจะได้เคลียร์เรื่องง่ายขึ้น

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดมากกว่าสมบัตินอกกาย คือ สติ !
เราจะมาร้องไห้มาอ่อนแอตอนนี้ไม่ได้
เราต้องเข้มแข็งเพื่อคนในครอบครัว
เราเชื่อว่ามันต้องรักษาได้
เราไม่อยากทำให้ป๊าม๊าเสียใจ
และเราต้องผ่านมันไปได้ !… นี่คือสิ่งที่เธอบอกกับตัวเอง

เบลล่า

ชีวิตระหว่างรักษาตัว …
เธอ แอดมิทเพื่อเข้ารับการรักษาตัวต่อทันทีในโรงพยาบาลรัฐ ระหว่างนั้น เธอทั้งไอหนัก นอนราบไม่ได้ กินไม่ได้ ท้องเสีย ความดันต่ำ หัวใจเต้น 130 ครั้งต่อนาที แต่ยังคงรักษาตัวต่อไม่ย่อท้อ แม้จะแพ้คีโมตั้งแต่ครั้งแรกอย่างหนัก เธอแก้ปัญหาด้วยการบ่น ระบายให้หมอ พยาบาลและญาติฟัง เพื่อ รับรู้อาการ และ แก้ปัญหาร่วมกัน ซึ่งทำให้เธอรับมือกับ คีโมอีก 25 ครั้งได้อย่างดีขึ้น เธอเล่าใน บล็อก http://jingabella.com ว่า

อย่าไปทนค่ะ งดดราม่า นางเอกพระเอกสมัยใหม่ต้องแสดงออกค่ะ
ไม่งั้นไม่มีใครรู้ค่ะ ว่าเมิงเป็นอะไร

ไอหนักมาก >> กินยาแก้ไอ จิบน้ำอุ่นบ่อยๆ
นอนราบไม่ได้ >> ใช้หมอนหนุน ต่อท่ออ๊อกซิเจนช่วย
กินอะไรไม่ลง พะอืดพะอม >> กินยาแก้อาเจียน
มีตั้งแต่ 3 บาท ,60 บาท ,1200 บาท เลือกตามอัธยาศัย
ท้องเสีย>>ส่งอุนจิเพาะเชื้อ >> กินยาฆ่าเชื้อ
ปากเปื่อย >> บ้วนน้ำเกลือ
ปวดเส้น >> ทาเจล
ปวดกระดูก >> กินยาแก้ปวด
เพลีย >> เจาะเลือด >> ให้เลือด >> ฟื้นชีพ

ทุกอาการ ไม่ว่าจะเล็กจะน้อย เราก็ไม่ควรมองข้าม
อย่าอดทน อย่าคิดว่า “ไม่เป็นไรหรอก”
ไม่แน่ใจ ไปรพ.ขอ X-ray เจาะเลือด
เพราะอาการเล็กๆน้อยๆนั่นแหละ
คือสัญญาณเตือนที่อาจอันตรายถึงชีวิตได้

ทีมมนุษย์คีโม

เมื่อก้อนเนื้อกระจาย และเติบโตขึ้น โรคแทรกซ้อนถาโถม ป่วยด้วยโรคที่พบได้ยาก หนำซ้ำยังดื้อยา

หลังจากให้คีโม 12 ครั้ง ก้อนเนื้อร้ายที่เบียดทับหลอดลมขนาด 9 ซม. เหลือ 6 ซม. จากนั้น แพทย์ให้ฉายแสงต่ออีก 18 ครั้ง ระหว่างนั้นเกิดติดเชื้อวัณโรค น้ำท่วมปอด จนต้องหยุดฉายแสงช่วงหนึ่งเพื่อรักษาวัณโรคก่อน แต่ระหว่างนั้น ก็กลับพบว่ามีอาการหัวใจโต โดยมีน้ำไปรองเยื่อหุ้มหัวใจ 3 ซม. และข้างในหัวใจห้องล่างขวามีก้อนเนื้อไปอุดอยู่ 5 ซม. จำเป็นต้องผ่าตัดด่วน นั่น..ทำให้พบ มะเร็งที่หัวใจ และทั่วโลกพบเพียง 1% เท่านั้น และอัตราการรอด จากผู้ป่วย 10 คน รอด 3 คน ! และยังไม่พบผู้ป่วยไทยที่รอดชีวิต

รักษาตัว

หลังจากที่ผ่าตัดก้อนเนื้อที่หัวใจออก และกลับไปส่องกล้องเพื่อเช็คอัพอีกครั้ง ปรากฏว่า มีก้อนเนื้อขึ้นมาอีกรอบขนาด 4 ซม. และในปอดก็ยังพบก้อนเนื้อขนาด 10 ซม. กลายเป็นว่าร่างกายมีก้อนเนื้ออยู่ทั่วร่างกาย และนั่นก็ยิ่งทำให้อาการป่วยของเธอทรุดลงไปอีก ในขณะเดียวกัน มะเร็งต่อมน้ำเหลืองก็ยังลามไปทั่วร่าง และขยายใหญ่ขึ้น กลายเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย แถมยังดื้อยา

 

พ่อ -ลูก

ถ้าป๊า “ปล่อยมือ” เราตั้งแต่วันนั้น ก็คงไม่มีเราในวันนี้

 

พ่อ กำลังใจ ก้อนใหญ่ ผู้ถ่ายทอด เติมพลังชีวิตของเธอ อีกครั้ง…

คุณเบลล่า เล่าใน บล็อก http://jingabella.com ว่า
ในวันที่ทุกอย่างดูไม่มีทางออก
เราไม่ตอบสนองต่อยา แผนการรักษานี้เฟล
โรคก้าวหน้าขึ้น ร่างกายเราแย่ลงเรื่อยๆ
ทั้งหมอและญาติยังไม่รู้ว่าจะเอายังไงต่อ
เมื่อแผนล้ม คนเคว้ง จึงมีคำถามผุดขึ้นมาว่า

“นี่เรากำลังยื้ออยู่หรือเปล่า เราเป็นภาระให้คนอื่นหรือเปล่า”

และก็เป็นวันที่ตัดสินใจถามป๊าตรงๆตอนกินข้าวว่า

เรา : ป๊า เหนื่อยมั้ย ?
ป๊า : ……………..

(ป๊าทิ้งจานข้าวและเดินไปที่ประตู เป็นครั้งแรกที่ป๊าเงียบและหันหลังให้เรา เรารู้สึกว่าป๊ากำลังสะอื้นเล็กๆอยู่หน้าประตู)

ในใจตอนนั้นเรารู้เลยว่าป๊าเหนื่อยมาก ป๊าท้อมาก

“ถ้าป๊าต้องเหนื่อยต้องเครียดขนาดนี้ ป๊าก็ปล่อยเราไปเถอะ”

นี่คือสิ่งที่เรากำลังจะบอก
แต่ป๊ารู้ว่าเราจะพูดอะไร ป๊าจึงเดินออกจากห้องไปก่อน

ตลอดเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา
ป๊าต้องวิ่งมาส่งข้าวที่ รพ. ตั้งแต่ 7 โมงเช้า
ระหว่างวันก็กังวลว่าลูกจะไม่ตื่นมากินข้าวกินยา
โทรมาปลุกและเช็คตลอดว่ากินอะไรหรือยัง
พอตกบ่ายก็วิ่งมา รพ.อีกรอบเพื่อมาดักรอคุยกับหมอ
ตอนเย็นก็เข้ามาอุ่นข้าวให้ มานั่งกินข้าวเป็นเพื่อน
นั่งหลับจนกระทั่งคนนอนเฝ้ากะดึกมา

ถ้าป๊า “ปล่อยมือ” เราตั้งแต่วันนั้น ก็คงไม่มีเราในวันนี้

มันอาจเป็นกรรมของป๊า
หรือมันอาจเป็นบุญของเรา
ที่ทำให้เราเกิดมาเป็นพ่อลูกกัน
แต่ไม่ว่าชีวิตเรามันจะแย่แค่ไหน
เราก็ไม่เคยหมดหวังเพราะเรารู้ว่า
ป๊าจะอยู่ข้างเราตลอด

ขอบคุณช่วงเวลาป่วยที่ทำให้รู้ว่าความรักของพ่อมันยิ่งใหญ่ขนาดไหน

แต่จะดีกว่าไหมถ้าเราจะบอกรักกันในวันที่เรายังแข็งแรงทั้งกายและใจ

อย่าลืมแสดงออกให้คนใกล้ตัวรับรู้ก่อนที่มันจะสายเกินไป

มะเร็ง

คนไข้และญาติสู้ไม่ถอย ทีมแพทย์ก็ไม่ย่อท้อ ทำงานร่วมกันเป็นทีม เพื่อสู้ต่อไปแม้ยังไม่พบผู้รอดชีวิตในไทยมาก่อน

คุณเบลล่า หาข้อมูลเพิ่มเติม นำเอกสารแล็บทั้งหมดติดต่อกับโรงเรียนแพทย์ในต่างประเทศ หาเคสลักษณะเดียวกับเธอ ถ้าเคยเจอและจะไปรักษาที่นั่นจะมีแนวทางในการรักษาอย่างไร จะใช้ยาสูตรไหน รวมทั้งการประเมินค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการรักษา จากการติดต่อไปหลายที่พบว่า แผนการรักษาในหลายประเทศไม่แตกต่างจากประเทศไทย ซึ่งรักษาโดยการปลูกถ่ายไขกระดูกด้วยสเต็มเซลล์ของตัวผู้ป่วยเอง ซึ่งการรับคีโมทำให้ไขกระดูกเธอบอบช้ำอย่างหนัก ทำให้เก็บได้ไม่เพียงพอ ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า แถมโอกาสหาสเต็มเซลล์จากผู้บริจาค ซึ่งอัตราการแมตช์ตรงกัน คือ 1 ต่อ 50,000 จะยากยิ่ง แม้แต่จากญาติด้วยกัน ก็ยังไม่พบเนื้อเยื่อที่ตรงกัน แต่เธอสู้ไม่ถอย แม้จะยังไม่เห็นทางออก

รักษาตัว

ทางทีมแพทย์ศิริราชเองก็คิดค้นสูตรยาพิเศษครั้งแรก สำหรับเคสของเธอโดยเฉพาะ เป็นหนทางใหม่หนทางเดียวในการรักษาเธอ เป็นการผสมผสานของตัวยาชนิดต่างๆ อย่างลงตัว และการให้ยาในแต่ละครั้งจะเป็นการคิดสูตรขึ้นมาครั้งต่อครั้ง โดยใช้เครื่องให้ยาเป็นสายยางต่อเข้าไปในร่างกายตลอด 24 ชม. เบลล่าต้องรับยาสูตรใหม่นี้ 5 วัน และเฝ้าดูอาการอยู่เรื่อยมา

กลับมาแข็งแรง

 

 

เป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่ร่างกายของเธอตอบสนองต่อสูตรยาใหม่นี้ได้เป็นอย่างดี ก้อนเนื้อในหัวใจของเธอหายไป ปัจจุบันโรคได้สงบลงแล้ว และต้องกินยาฆ่าเชื้อต่อไปอีกสักระยะ และเฝ้าดูอาการต่อไปอีก 5 ปีขึ้นไป จึงจะระบุได้ว่าหายขาดหรือไม่ คุณเบลล่า จึงเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็งหัวใจรายแรกของประเทศไทยที่โรคสงบได้

ครอบครัวของคุณเบลล์

คนป่วยก็มีหัวใจ …

เมื่อคุณเบลล่า รู้ตัวว่าเป็นมะเร็ง เธอมีคนรู้ใจอยู่แล้วเธอจึงตัดสินใจจัดการกับความสัมพันธ์ในส่วนนี้ และเมื่อล่วงเลยมาจนถึงวันนี้เธอก็ได้เรียนรู้และได้ค้นพบแง่มุมเกี่ยวกับ ความรัก ที่ช่างมีคุณค่าและมีความหมายต่อเธอมาก เธอได้แบ่งปันเรื่องราวใน บล็อกของเธอว่า

ณ ตอนที่เราแอบกลับมาเมืองไทย
ณ ตอนที่รู้ว่าตัวเองป่วย
ณ ตอนที่รู้ว่าเป็นมะเร็ง
ฉันไม่ได้กลัวที่รู้เรื่องโรค
แต่ฉันกลัวว่าเขาจะรู้เรื่องนี้
ไม่กล้าแม้แต่จะบอกตรงๆ
หลบหน้า ไม่ไปเจอ ไม่ให้พบ
ไม่รู้จะพูดยังไง ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน
ไม่ใช่ว่าอยากปิดแต่ไม่อยากให้เขาต้องทุกข์
ไม่อยากให้เขาต้องมาเสียเวลารอเราอีกครั้ง
หรือมาใส่ใจคนที่ไม่มีอนาคต
ไม่รู้จะตายเมื่อไหร่
ไม่อยากให้ใครมาผูกพัน
ไม่อยากให้เขาต้องร้องไห้ในวันที่ไม่มีเรา
ไม่รู้ทำไมถึงคิดแบบนั้น
เป็นความคิดที่เห็นแก่ตัวที่สุดก็ว่าได้
ถ้ามองกลับกัน ฉันสมควรโดนด่าว่า
“ใจร้ายมาก”
ไม่รู้ว่าทำไมถึงมาโง่
และขี้ขลาดที่สุดในเรื่องนี้
สามปีผ่านไป ณ วันนี้ ตอนนี้
ฉันอยากขอโทษที่เคยทำแบบนั้น
อยากขอบคุณที่คอยเป็นห่วงอยู่ห่างๆ
และอยากบอกว่าดีใจด้วยนะ
สำหรับชีวิตคู่ที่กำลังเริ่ม
วันที่หมอบอกฉันว่า
ผลตรวจมะเร็งออกมาดี “โรคสงบแล้ว”
ฉันส่งข้อความไปทักเขาพอดี
และเป็นวันที่เขาเพิ่งได้ฤกษ์แต่งงาน
กับเจ้าสาวที่น่ารักของเขา
มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก
ต่างคนต่างดีใจมากกว่าเรื่องของตัวเอง
เขาเจอคนที่ใช่ และฉันได้ชีวิตใหม่
เวลา 3 ปีกับการคีโมยี่สิบกว่ารอบ
อยู่โรงพยาบาลมากกว่าบ้าน
เจอหน้าหมอบ่อยกว่าหน้าพ่อ
คุยกับพยาบาลบ่อยกว่าเพื่อน
แต่ก็ไม่เคยเหงา
และไม่เคยคิดว่าตัวเองขาดความรัก
ไม่อยากโหยหา ไม่อยากนั่งรอข้อความ
ไม่อยากเอาความสุขของตัวเอง
ไปขึ้นอยู่กับคนอื่น
ไม่ได้ปลงเรื่องความรัก แต่อยากมีใจอยู่นิ่งๆ
ที่ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องปวดอีก
ไม่อยากยุ่งกับใคร และไม่อยากให้ใครมายุ่ง
เรียกได้ว่าปิดประเทศเลยก็ว่าได้
แต่เอาจริงๆแล้วความรักเป็นสิ่งสวยงามนะ
ไม่ว่าคุณจะมีความสุขหรือเจ็บกับมัน
มันก็ทำให้เราเรียนรู้ว่าความรักมันเป็นยังไง
ยิ่งช่วงเวลาที่ไม่สบายนี้ เป็นช่วงวัดใจ
เป็นช่วงคัดกรองคนอย่างแท้จริงว่า
ใครที่ยังห่วงและรักเรา
แม้ในยามที่เราหัวล้าน
ใครที่ยังช่วยพยุงเรา ซื้อของกินมาให้เรา
และอยู่ข้างกันในยามที่ทุกข์ที่สุด
(ใครคนนั้นคือพ่อและเพื่อนสาวตู)
ถ้าคุณต้องเสียคนที่คุณรักไปในช่วงเวลานี้
ขอให้รู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องแย่ มันคือโอกาสดี
ที่จะตัดคนที่ “ไม่ใช่” ออกจากชีวิต
และเชื่อสิว่าคุณจะเจอคนใหม่ที่ใช่กว่าและดีกว่า
แล้วช่วงที่ชีวิตคุณตกต่ำที่สุด
ช่วงเวลาที่คุณป่วย
ความรักของคุณเป็นอย่างไรกันบ้างคะ ?

ทีมเบลล่า

อ้างอิงบทความและรูปภาพจาก “เรื่องจริงกะเบลล์”
สำหรับผู้ที่สนใจ ข้อมูล รายละเอียด Tips & Trick เกี่ยวกับการอยู่และสู้โรคมะเร็งเพิ่มเติมสามารถอ่านได้ที่ https://www.facebook.com/cancerfreefo…
และ http://jingabella.com ค่ะ มีกำลังใจและเรื่องราวดีๆ อีกเพียบ ^ ^ 

facebook

ขออนุญาตใช้เนื้อหา