เคล็ดลับ ดูแล สิว เพื่อ ผิวสวย

Home / Beauty Tip & Trick, ผู้หญิงต้องรู้ / เคล็ดลับ ดูแล สิว เพื่อ ผิวสวย

เคล็ดลับ ดูแล สิว เพื่อ ผิวสวย

 

 

      สิว

   เมื่อทราบแล้วว่า สิว ที่คุณเป็นอยู่จัดในประเภทไหน ก็ถึงเวลาที่จะรักษาสิวด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้

 

  •  สิวอักเสบ
  • เป็นสิวที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียทำให้เกิดอักเสบรุนแรง สิวประเภทนี้จะมีอาการบวมแดงและเป็นหนอง การรักษาจึงต้องกินวิตามินเอร่วมกับทายากลุ่ม Clindamycin เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เมื่อเป็นสิวประเภทนี้ควรงดอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และผลิตภัณฑ์จากนม ซึ่งช่วยกระตุ้นการอักเสบมากยิ่งขึ้น  

  •  สิวอุดตัน
  • เป็นสิวที่พบมากประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของคนที่เป็นสิว ได้แก่ สิวหัวขาว สิวหัวดำ เกิดจากการอุดตันของต่อมไขมัน ฮอร์โมนช่วงใกล้ประจำเดือน ความเครียด แพ้เครื่องสำอาง วิธีการรักษาควรทายากลุ่ม Tretinoin (Retin-A) เพื่อลดการระคายเคือง ควรล้างหน้าก่อนทายา 10-15 นาที ส่วนยากินจะเป็นกลุ่ม Retinoids เช่น Roaccutane,Isotretionoin ช่วยลดปัญหาผิวมัน และละลายสิวอุดตันได้ดี ข้อควรจำอีกอย่างของคนที่เป็นสิวประเภทนี้ คือ ไม่ควรแกะสิว หรือล้างหน้าบ่อยเกิน 2 ครั้งต่อวันเพราะจะยิ่งกระตุ้นให้สิวเกิดติดเชื้อ ลุกลามเป็นสิวอักเสบต่อไป

  •  สิวผดหรือสิวเทียม
  • เป็นสิวเม็ดเล็กๆ ไม่มีหัวสิว พบมากในบริเวณทีโซน เกิดจากความร้อน แสงแดด และเครื่องสำอาง ข้อควรปฏิบัติสำหรับคนที่เป็นสิวประเภทนี้คือ ไม่ควรรบกวนสิวด้วยการล้างหน้า ถู แกะ เกา เพราะสิวผดจะยุบในเวลา 5-6 ชม. แต่สำหรับคนที่มีสิวผดมากอาจใช้ยากลุ่ม Benzoyl Peroxide ความเข้มข้น 2.5% ทาทิ้งไว้ 5-20 นาทีแล้วล้างออกหรือทายากลุ่ม Tretinoin (Retin-A) จะช่วยลดการเกิดสิวผดได้

 

 

  •  สิวเสี้ยน
  • การรักษาสิวเสี้ยนอาจใช้แผ่นลอกสิวที่มีสารยึดติดผิวชั้นหนังกำพร้า (Adhesive Substance) และส่วนผสมของกรดซาลิไซลิก (Salicylic Acid) ทำให้สิ่งอุดตันและหนังกำพร้าบริเวณนั้นลอกหลุดได้ง่ายขึ้น หลังจากลอกสิวเสี้ยนคุณอาจสังเกตเห็นรูขุมขนกว้าง แต่อาการนี้จะเกิดเพียงชั่วคราวและรูขุมขนบนผิวหน้าจะกลับสู่สภาพเดิมในที่สุด 
  • เนื่องจากผิวหน้าของเรามีต่อมไขมันอยู่มาก เมื่อมีแผลเป็นจากสิว ผิวหน้าจะเยียวยาตัวเองจนรอยสิวจางลง หากแต่ต้องใช้เวลานาน การทาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของวิตามินเอ วิตามินซี ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้รอยสิวลบเลือนเร็วขึ้น 

    ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก