งามอย่างไทย!! ลิปสติก 4 เฉดสี ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก นางในวรรณคดีไทย

Home / เครื่องสำอาง / งามอย่างไทย!! ลิปสติก 4 เฉดสี ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก นางในวรรณคดีไทย

VOWDA กับ การเปิดตัวลิปสติกข้าวเฉดสีใหม่ โดยใช้สีจากข้าวหมัก ผัก และผลไม้ รวมถึงเบสลิปสติกมาจากส่วนประกอบต่างๆของข้าวไม่ว่าจะเป็นไขแข็งจากข้าว ไขมันจากข้าว น้ำมันรำข้าว และแป้งข้าว ซึ่งความพิเศษอยู่ที่การนำเสนอโดยใช้ชื่อชุดลิปสติกว่า “นางในวรรณคดี” วัตถุประสงค์ในการตั้งชื่อสีลิปสติกข้าวเป็นชื่อสีของนางในวรรณคดีไทย เพื่อเป็นการอนุรักษ์และสืบสานงานเขียนที่มีคุณค่าทางวรรณศิลป์ของไทยโดยใช้ชื่อเครื่องสำอางเป็นสื่อ มีทั้งหมด 4 เฉดสีด้วยกัน ซึ่งที่ได้แรงบันดาลใจมาจากนางในวรรณคดีไทย

นางในวรรณคดีไทย

สีจินตะหราวาตี จากวรรณคดีไทยเรื่อง อิเหนา

แรงบันดาลใจในการทำสีจินตะหราวาตีขึ้นมา เนื่องจากชอบตัวละครนี้และชื่อมีความไพเราะ นางจินตะหราวาตีเป็นผู้หญิงผิวสองสี สีลิปสติกข้าวสีนี้จะออกเฉดแดงอมส้มนวลๆเนื่องจากเป็นการเล่นสีสัดส่วนระหว่างข้าวแดง แครอทส้ม และแป้งข้าว

จินตะหราวาตี หรือที่มักเรียกกันสั้นๆว่า จินตะหรา เป็นนางในวรรณคดีจากเรื่อง “อิเหนา” พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่สอง จินตะหราเป็นพระธิดาท้าวหมันหยาองค์ปัจจุบันกับนางจินดาส่าหรีประไหมสุหรี เกิดปีเดียวกับอิเหนา แต่อ่อนเดือนกว่า จึงมีฐานะเป็นน้อง และด้วยความงามของนางที่ถูกบรรยายไว้ว่า

“งามงอนอ่อนระทวยนวยแน่ง
ดำแดงนวลเนื้อสองสี
ผ่องพักตร์ผิวพรรณดังจันทรี
นางในธานีไม่เทียมทัน”

 

นางในวรรณคดีไทย

สีบุษบา จากวรรณคดีไทยเรื่อง อิเหนา

แรงบันดาลใจในการทำสีบุษบาขึ้นมา เพราะโดยความเห็นส่วนตัว นางบุษบาเป็นผู้หญิงที่มีผิวขาว และทางเรามีสีสกัดจากแครอทสีส้ม ดังนั้นจึงนำมาปรับสัดส่วนระหว่างแป้งข้าวได้เป็นสีส้มอ่อนๆ ทาแล้วขับผิวได้ดีเป็นอย่างยิ่ง
บุษบา เจ้าหญิงผู้เลอโฉมแห่งเมืองดาหา เป็นนางในวรรณคดีจากเรื่อง “อิเหนา” พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่สอง

ความงามของนางถูกบรรยายไว้หลายตอน ดังเช่น

“จึงประสูติพระธิดายาใจ
งามวิไลล้ำเลิศเพริศพราย
อันอัศจรรย์ที่บันดาล
ก็อันตรธารสูญหาย
ยังแต่กลิ่นหอมรวยชวยชาย
จึงถวายพระนามตามเหตุนั้น
ชื่อระเด่นบุษบาหนึ่งหรัด
ลออเอี่ยมเทียมทัดนางสวรรค์
นางในธรณีไม่มีทัน
ผิวพรรณผุดผ่องดังทองทา”

เริ่มแรกนางบุษบาถูกอิเหนาซึ่งเป็นคู่หมั้นปฏิเสธที่จะแต่งงานด้วย ท้าวดาหา(พระบิดาของบุษบา)โกรธมาก ประกาศจะยกบุษบาให้ใครก็ได้ที่มาสู่ขอเป็นรายแรก แต่แล้วเมื่อครั้งที่ท้าวกะหมังกุหนิงยกทัพมาล้มเมืองดาหา ท้าวดาหาจึงให้ทูตไปแจ้งข่าวสงครามกับเมืองพี่น้องอีกสามและจรกา ท้าวกุเรปันจึงมีสาส์นไปสั่งอิเหนาที่อยู่เมืองหมันหยา(กำลังหลงรักจินตะหรา)ให้รีบยกทัพไปช่วยดาหารบ มิเช่นนั้นจะตัดพ่อตัดลูกกันไปเลย อิเหนาเลยหมดโอกาสบ่ายเบี่ยง ตั้งใจว่ารบชนะ จะรีบกลับเมืองหมันหยา เพราะคิดถึงจินตะหรา แต่แล้วความตั้งใจของอิเหนาก็มีอันต้องเปลี่ยนไป เมื่อได้เห็นบุษบาเพียงครั้งแรก หลังจากได้เห็นบุษบา อิเหนาก็เกิดอาการคลั่งรัก ลืมจินตะหราเสียหมดสิ้น คิดแต่ว่าจะทำอย่างไรจึงจะได้บุษบามาครอบครอง จนท้ายที่สุดความตั้งใจของอิเหนาก็ประสบผลสำเร็จ

นางในวรรณคดีไทย

สีมัทนา จากวรรณคดีไทยเรื่อง มัทนะพาธา

แรงบันดาลใจในการทำสีมัทนา เนื่องจากหลังจากทำวิจัยเรื่องแป้งจากกะลามะพร้าว แล้วได้ถ่านจากกะลามะพร้าว ซึ่งในเป็นส่วนประกอบในแป้งมะพร้าวแล้วนั้น ทางเรานำมาแปรรูปให้สามารถกระจายตัวได้ดีไม่ตกตะกอนเร็วในน้ำมัน จึงคิดจะทำลิปสติกสีแดงดำขึ้น เป็นการเล่นสีสัดส่วนระหว่างข้าวแดง ผงถ่านจากกะลามะพร้าว และแป้งข้าว

มัทนา เป็นนางงามจากวรรณคดีเรื่องมัทนะพาธา หรืออีกนัยหนึ่งคือ ตำนานรักดอกกุหลาบ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ไว้

ตำนานรักเรื่องนี้ได้เปิดฉากแรกขึ้นบนแดนสวรรค์ กล่าวถึงเทพบุตรองค์หนึ่งชื่อ สุเทษณะ ซึ่งมีอำนาจยิ่งใหญ่พอสมควร แวดล้อมด้วยเหล่าเทพบุตรนางฟ้าที่เป็นบริวารมากมาย สุเทษณะเทพบุตรไม่นึกสนใจใยดีนางฟ้าองค์ใดเลย นอกจาก เทพธิดามัทนา แต่ความลุ่มหลงรักใคร่ กลับได้รับการปฏิเสธจากนางอย่างไม่เหลือเยื่อใย ทำให้สุเทษณะเทพบุตรโกรธแค้นมาก จึงสาปนางให้จุติลงจากสวรรค์ไปเกิดเป็นต้นไม้ดอกไม้ในแดนมนุษย์ ซึ่งจะกลายร่างเป็นหญิงสาวในทุกคืนวันเพ็ญเป็นเวลาหนึ่งวันหนึ่งคืน จนกว่านางจะมีความรักในบุรุษเกิดขึ้น จึงจะสามารถคงรูปของหญิงสาวไว้ได้ตลอดเวลา ไม่ต้องกลับไปเป็นต้นไม้อีก แต่เมื่อพบความรัก จะต้องเป็นทุกข์ด้วยความรักจนไม่สามารถมีชีวิตอยู่อีกต่อไป เมื่อถึงเวลานั้น หากมัทนาวิงวอนต่อสุเทษณะเทพบุตร จึงจะได้รับการยกโทษให้

เรื่องราวดำเนินผ่านไปกระทั่งเมื่อมัทนาได้พบกับท้าวชัยเสน ซึ่งทรงออกมาประพาสป่า เมื่อความรักบังเกิดขึ้น นางจึงสามารถคงรูปกายของหญิงสาวไว้ได้ตลอดเวลา ท้าวชัยเสนได้นำมัทนามาอยู่ครองรักกันที่ตำหนักกลางสวนหลวง ไม่ได้พานางเข้าไปในวัง ทั้งนี้เนื่องจากท้าวชัยเสนมีพระมเหสีอยู่ก่อนแล้วคือ พระนางจัณฑี และด้วยฤทธิ์แรงหึง พระนางจัณฑีจึงออกอุบายให้พราหมณ์วิทูรกับนางเกศินี แกล้งทำเป็นว่ากำลังฝังอาถรรพณ์เพื่อทำร้ายท้าวชัยเสนด้วยคำสั่งของมัทนา ซึ่งให้กราบทูลใส่ร้ายว่าให้ทำอาถรรพณ์สองประการ คือ หนึ่งฆ่าท้าวชัยเสนเสีย สองผูกเสน่หาระหว่างมัทนากับสุภางค์นายทหารคนสนิทของท้าวชัยเสนโดยก่อนหน้าทำทีส่งข่าวให้ท้าวชัยเสนซึ่งออกไปนอกเมืองกลับมาเยี่ยมมัทนาซึ่งกำลังป่วยหนัก อุบายเป็นไปตามที่วางไว้ ท้าวชัยเสนถูกเพลิงโทสะครอบงำ ไม่ยอมรับฟังเหตุผลใดๆ สั่งประหารสุภางค์กับมัทนาทันที แต่หลังจากนั้นไม่นาน พราหมณ์วิทูรสำนึกผิดจึงทูลถวายความจริง ท้าวชัยเวนจึงรู้สึกเสียใจจนแทบคลั่ง แต่นันทิวรรธนะ อมาตย์ผู้คุมการประหารให้กราบทูลความจริงว่าทั้งสองไม่ได้ถูกประหาร สุภางค์ขอตายในสนามรบ ส่วนมัทนากลับไปอยู่กลางป่าหิมะวันกับพระฤาษีกาละทรรศิน ท้าวชัยเสนจึงรีบตามไป

เมื่อต้องพลัดพรากจากท้าวชัยเสน มัทนาจึงจมอยู่แต่ในห้วงทุกข์ นางจึงวิงวอนในสุเทษณะเทพบุตรมาปรากฏ เมื่อสุเทษณะเทพบุตรปรากฏ จึงชักชวนให้มัทนากลับไปสวรรค์ด้วยกันในฐานะชายาของตน มัทนายังคงยืนกรานปฏิเสธ และวิงวอนให้สุเทษณะเทพบุตรช่วยให้นางได้คืนดีกับท้าวชัยเสนอีกครั้ง สุเทษณะเทพบุตรขุ่นเคืองอย่างยิ่ง จึงสาปนางให้กลายเป็นต้นกุหลาบ ไม่อาจกลับคืนรูปกายของมนุษย์ได้อีกตลอดกาล ในขณะที่ท้าวชัยเสนเสด็จมาถึง จึงได้พบแต่ต้นกุหลาบงามสะพรั่ง แทนที่จะได้เห็นหน้าชายาอันเป็นที่รักยิ่ง

นางในวรรณคดีไทย

สีประทุมวดี จากวรรณคดีไทยเรื่อง โสวัต

กล่าวถึงท้าวพรหมทัตกษัตริย์เมืองพรหมกุฏ มเหสีชื่อนางสุมณฑาเทวี พระโอรสนามโสวัตกุมาร นางม้าใต้ปราสาทก็ตกลูกม้าสีขาวตัวหนึ่ง โหรทำนายว่าพระโอรสมีบุญบารมีและจะมีพระชายาถึงสี่พระองค์ เมื่อโสวัตอายุได้ 16 พรรษา ท้าวพรหมทัตแต่งตั้งโสวัตเป็นฝ่ายหน้า

นางฟ้าองค์หนึ่งจุติมาเกิดในดอกบัว พระฤาษีไปพบจึงนำมาเลี้ยงดูเป็นธิดาบุญธรรม ให้ชื่อว่าประทุมวดี นางมีกลิ่นกายหอม เมื่ออายุได้ 15 ปี นางประทุมวดีได้ร้อยมาลัยเสี่ยงทายลอยไปในแม่น้ำใกล้อาศรม โดยอธิษฐานว่าให้พวงมาลัยนี้ไปคล้องข้อมือผู้ที่เป็นคู่ครองของนาง มาลัยนั้นลอยทวนน้ำไปคล้องข้อมือโสวัตซึ่งกำลังสรงน้ำอยู่ โหรทำนายว่าหากพระองค์เดินทางไปยังทิศตะวันออกจะได้เจ้าของมาลัยเป็นคู่ครองและจะได้ชายาถึง 4 พระองค์

โสวัตทูลลาพระบิดาและพระมารดาไปตามหานาง โดยออกเดินทางไปกับม้าตันกัณฐัศว์ พบนางประทุมวดีอยู่เฝ้าอาศรมคนเดียว นางออกมานั่งรำพันถึงมาลัยที่เสี่ยงไป โสวัตบอกนางว่าพระองค์คือผู้ที่ได้มาลัยเสี่ยงทาย โสวัตได้นางเป็นชายา เมื่อพระฤาษีกลับมาถึงอาศรม จัดพิธีอภิเษกให้ ต่อมานางประทุมวดีตั้งครรภ์ ม้ากัณฐัศว์จึงเตือนโสวัตว่าพระองค์จากเมืองมาได้ 10 เดือนแล้ว ควรกลับบ้านเมืองได้แล้ว โสวัตขออยู่ตอบแทนคุณพระฤาษีก่อน วันหนึ่งม้ากัณฐัศว์เหาะท่องเที่ยวไปถึงกรุงชนบทของท้าวจิตราสูร พญายักษ์โกรธมากที่ม้าเหาะข้ามเมืองจึงจับไปขังไว้ในกรงเหล็ก

โสวัตกับนางประทุมวดีออกไปเก็บผลไม้ให้พระฤาษี พรานป่าผู้หนึ่งเห็นนางประทุมวดีก็คิดจะนำไปถวายพระราชา จึงใช้ธนูอาบยาพิษลอบยิงโสวัต เมื่อโสวัตสิ้นพระชนม์พรานก็บังคับให้นางประทุมวดีเดินทางไปกับตน นางประทุมวดีแสร้งออกอุบายหลอกให้พรานป่าตายใจยอมแก้มัดนาง เมื่อพรานหลับนางก็ใช้มีดฟันคอพรานป่าตาย นางประทุมวดีเดินทางต่อไปด้วยความทุกข์ยากลำบาก เวลาผ่านไป 5 เดือนนางเดินทางมาถึงฝั่งแม่น้ำ ได้พบพ่อค้าเรือสำเภา พ่อค้าบังคับให้นางลงเรือไปกับตนเพราะอยากได้นางเป็นภรรยา นางอ้อนวอนขอให้นางคลอดก่อนจึงจะยอมอยู่กับพ่อค้า เมื่อได้โอกาสนางก็แกล้งเลี้ยงสุราอาหาร จนพ่อค้าและบริวารเมามายหลับไป แล้วนางก็ขนอาหาร เสื้อผ้า และข้าวของเครื่องใช้ใส่เรือเล็กหนีไป จนสุดท้ายไปถูกงูกัดตาย และนางศุภลักษณ์ไปพบเข้าภายหลัง

ฝ่ายพระฤาษีเมื่อเห็นโสวัตและนางประทุมวดีหายไปก็ออกตามหา จนพบโสวัตนอนสิ้นพระชนม์อยู่ พระฤาษีทำพิธีชุบชีวิตโสวัตและมอบน้ำมันชุบชีวิตให้พระองค์นำไปช่วยนางประทุมวดี โสวัตทูลลาพระฤาษีไปตามหานางประทุมวดี เมื่อเดินทางไปได้ระยะหนึ่งก็ได้พบนางเงือกนอนตายอยู่ริมแม่น้ำ โสวัตช่วยชุบชีวิตนางเงือกและได้นางเป็นชายา นางเงือกช่วยพาโสวัตไปส่งยังฝั่งตรงข้ามและเล่าให้ฟังว่าฝั่งตรงข้ามเป็นเมืองยักษ์ที่ดุร้ายมาก แม้แต่ม้าที่เหาะผ่านเมืองพญายักษ์ก็ถูกจับไปขังไว้ในกรงเหล็ก

ที่ฝั่งน้ำเมืองชนบท นางศุภลักษณ์ธิดาของท้าวจิตราสูรกำลังเล่นน้ำอยู่กับพี่เลี้ยงชื่อศรีวรดี โสวัตได้นางศรีวรดีเป็นชายา และนัดแนะว่าตกกลางคืนจะลอบไปหา คืนนั้นเมื่อออกจากห้องนางศรีวรดีแล้ว โสวัตก็ลอบเข้าไปหานางศุภลักษณ์และได้นางเป็นชายา โสวัตอยู่กับนางศุภลักษณ์ที่ตำหนักโดยไม่มีใครล่วงรู้นอกจากพี่เลี้ยง วันหนึ่งพระจิตรีกุมารพระอนุชาของนางศุภลักษณ์เสด็จไปเยี่ยม เพราะสงสัยว่าเหตุใดนางจึงไม่มาเฝ้าพระบิดาดังเคย นางศุภลักษณ์แสร้งป่วยโดยบอกพระอนุชาว่าตนกำลังมีเคราะห์และสั่งห้ามพระอนุชาไม่ให้ทูลพระบิดา แต่เมื่อท้าวจิตราสูรถาม จิตรีกุมารก็ทูลความจริง (เรื่องตอนนี้ขาดหายไป)

นางศุภลักษณ์คร่ำครวญถึงการตายของนางประทุมวดี นางสั่งวานรว่าหากโสวัตติดตามมาให้แจ้งข่าวแก่พระองค์ด้วย นางกราบลานางประทุมวดี แล้วลาพระโอรสของนางประทุมวดีเดินทางต่อไป ระหว่างนั้นพระโอรสหิวนม นางศุภลักษณ์จึงอธิษฐานขอพรเทพยดาให้นางมีน้ำนม ทันใดน้ำนมของนางก็ไหลมาให้พระโอรสได้ดื่มกิน นางศุภลักษณ์อุ้มพระโอรสเดินป่าต่อไปจนถึงวิมานเทพธิดาซึ่งล้อมรอบด้วยน้ำกรด นางศุภลักษณ์ตั้งจิตอธิษฐาน และด้วยบุญญาธิการของพระโอรส พระอินทร์จึงเนรมิตสะพานแก้วให้นางเดินข้ามไปยังวิมานเทพธิดาได้ นางศุภลักษณ์เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้นางเทพธิดาฟัง นางเทพธิดาช่วยเลี้ยงดูพระโอรสตั้งแต่นั้นมา

ท้าวมัททราชออกมาล่าสัตว์ป่า พบศพนางประทุมวดีที่ถูกงูกัดนอนตายอยู่กลางป่าจึงตามหมองูมารักษาจนนางฟื้น นางประทุมวดีเล่าว่า นางพลัดหลงกับพระสวามีมาคลอดลูกอยู่กลางป่า และได้พบกับนางศุภลักษณ์ชายาอีกคนของโสวัตเดินป่ามาด้วยกันจนนางถูกงูกัดตาย แล้วนางก็คร่ำครวญถึงพระโอรสและนางศุภลักษณ์ ท้าวมัททราชปลอบและเกี้ยวนางไปเป็นชายาแต่นางประทุมวดีกลับขอเป็นพระธิดาของพระองค์แทน ท้าวมัททราชยินยอมแล้วชวนนางกลับเข้าเมือง นางเหลือบไปเห็นวานรจึงร้องถามว่าพบนางศุภลักษณ์กับพระโอรสของนางบ้างหรือไม่ วานรตอบว่านางศุภลักษณ์คิดว่านางตายจึงอุ้มพระโอรสเดินทางต่อไป นางประทุมวดีจึงสั่งความกับวานรว่าหากโสวัตหรือนางศุภลักษณ์ติดตามหานาง ก็ให้ตามไปที่เมืองมัททราช (เรื่องตอนนี้ขาดหายไป) โสวัตกับม้ากัณฐัศว์เหาะมาถึงวิมานของเทพธิดา โสวัตได้นางฟ้าบริวารของนางเทพธิดาเป็นชายา โสวัตออกตามหานางประทุมวดีไปเรื่อยๆ เรื่องจบลงที่โสวัตออกติดตามหานางประทุมวดีจนพบและกลับคืนยังบ้านเมือง

ที่มาเนื้อเรื่อง : มาลัย. 2536. กุลสตรี นางในวรรณคดี. กรุงเทพมหานคร: บริษัท บวรสารการพิมพ์ จำกัด และ ณัฐกาญจน์ นาคนวล. 2560. โสวัตกลอนสวด.

ขออนุญาตใช้เนื้อหา