เตือนภัย!! อายไลเนอร์ผสมน้ำมันเครื่องเสี่ยงมะเร็ง

Home / health / เตือนภัย!! อายไลเนอร์ผสมน้ำมันเครื่องเสี่ยงมะเร็ง

 

อายไลเนอร์ผสมน้ำมันเครื่องเสี่ยงมะเร็ง

 

อายไลเนอร์ เครื่องสำอางค์ ความสวยความงาม  

 

อย.ชี้อายไลเนอร์ผสมน้ำมันเครื่องอันตราย เสี่ยงเกิดมะเร็ง เร่งส่งเจ้าหน้าที่สุ่มตรวจทั่วประเทศ หากพบผสมสารต้องห้าม ฟันทั้งผู้ผลิต-ผู้จำหน่าย โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท ผอ.ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเผยเลือกซื้ออายไลเนอร์ต้องดูมาตรฐาน อย.เป็นหลัก

 

จากกรณีที่กระทรวงสาธารณสุข ออกมาเตือนวัยรุ่นที่เลียนแบบดาราเกาหลีและญี่ปุ่น ด้วยการใส่คอนแทกเลนส์ตาโต หรือบิ๊กอายส์ ที่มีหลายสี หลายขนาด และหลายรูปแบบ เสี่ยงที่จะติดเชื้อจนทำให้ตาบอดภายใน 2 วัน และอาจทำให้ติดเชื้อเอดส์ได้หากนำไปแลกกับเพื่อนในการใช้งาน ทั้งนี้ไม่เพียงแต่คอนแทกเลนส์เท่านั้นที่กำลังเป็นที่นิยม พบว่าการเขียนขอบตาด้วยอายไลเนอร์เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่วัยรุ่นไทยให้ความนิยม ซึ่งก่อนหน้านี้ น.ส.ลัดดา ตั้งสุภาชัย ผอ.ศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรม ระบุว่าอายไลเนอร์บางยี่ห้อที่วางขายตามตลาดนัดหรือรถเร่มีส่วนผสมของน้ำมันเครื่องนั้น

 

 นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยังไม่มีการตรวจพบว่าอายไลเนอร์ที่วางจำหน่ายในพื้นที่บางแห่งมีการผสมน้ำมันเครื่องจริงหรือไม่ อาจเป็นน้ำมันชนิดอื่นก็เป็นได้ แต่หากอายไลเนอร์บางยี่ห้อมีส่วนผสมของน้ำมันเครื่องจริง ก็จะอันตรายต่อร่างกาย โดยเฉพาะผิวหนัง ในระยะสั้นอาจทำให้เกิดการแพ้ ระคายเคือง แต่หากมีการใช้ในระยะยาวจะทำให้เกิดโรคผิวหนัง และอันตรายถึงขั้นเป็นมะเร็ง

 

 เลขาธิการ อย.กล่าวอีกว่า อายไลเนอร์ไม่ได้เป็นเครื่องสำอางที่ต้องควบคุมพิเศษ ในการผลิตหรือนำเข้าจึงไม่จำเป็นต้องแจ้งต่อ อย. อย่างไรก็ตาม เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ตนจะสั่งการให้เจ้าหน้าที่ออกสุ่มเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์ชนิดนี้จากแหล่งจำหน่ายทั่วประเทศ ก่อนส่งให้กรมวิทยศาสตร์การแพทย์ตรวจสอบว่ามีการผสมสารเคมีที่ห้ามใช้ในเครื่องสำอางหรือไม่ คาดว่าจะรู้ผลภายใน 1 สัปดาห์ หากพบผลิตภัณฑ์ยี่ห้อใดใช้สารต้องห้ามเป็นส่วนประกอบจะดำเนินการอายัดผลิตภัณฑ์และทำลายทิ้งต่อไป ในขณะที่ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายจะมีความผิดฐานผลิตเพื่อจำหน่ายเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

 ในท้องตลาดมีเครื่องสำอางค์วางจำหน่ายกว่า 1,000 ยี่ห้อ จึงอยากเตือนประชาชนควรเลือกใช้และซื้อผลิตภัณฑ์จากผู้จำหน่ายที่น่าเชื่อถือมีการระบุแหล่งผลิตที่แน่ชัดและเชื่อถือได้ อย่าซื้อเครื่องสำอางที่เป็นรถเร่ หรือสถานที่จำหน่ายที่เล็งเห็นแล้วว่าไม่น่าจะปลอดภัยต่อร่างกาย และต้องการวิงวอนผู้จำหน่ายให้คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค ไม่ควรนำเครื่องสำอางที่ไม่มีการระบุผู้ผลิตที่ชัดเจนมาขาย และหากใช้แล้วเกิดอันตรายขึ้นต่อร่างกายก็ให้ร้องเรียนมาที่สายด่วน อย. 1556 หรือที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อจะได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อผลิตภัณฑ์ชนิดนั้นๆนพ.พิพัฒน์กล่าว

 

 ด้าน น.ส.สิริยส เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์ตาอักเสบ เนื่องจากใช้อายไลเนอร์มาแล้ว กล่าวว่า ปกติแล้วมักจะเลือกอายไลเนอร์ที่กันน้ำ ดังนั้นการทำความสะอาดเครื่องสำอางชนิดกันน้ำ จึงควรทำความสะอาดให้มากเป็นพิเศษ ปัจจุบันมีน้ำยาสำหรับเช็ดทำความสะอาดเครื่องสำอางกันน้ำโดยเฉพาะด้วย 

 

 “ปกติแล้วเวลาที่เลือกซื้ออายไลเนอร์ก็จะต้องดูในเรื่องของคุณสมบัติเป็นหลัก จากนั้นก็จะดูในเรื่องของมาตรฐานว่าผ่าน อย.มาหรือเปล่า หรือแบรนด์ที่เราจะเลือกซื้อนั้น ผ่านการทดสอบในห้องแล็บมาแล้วหรือยัง ส่วนตัวมองว่าเครื่องสำอางอะไรที่เกี่ยวกับดวงตา ไม่ว่าจะเป็นอายไลเนอร์ อายแชโดว์ มาสคาร่า ควรจะให้ความสำคัญและใส่ใจเป็นพิเศษ อย่าเลือกอะไรที่ถูกเข้าว่า เพราะของถูกเราไม่รู้ว่าเขาเอาอะไรผสมเข้าไปในนั้นบ้าง จริงอยู่ที่ทาแล้วสีอาจจะสวยถูกใจ ทาแล้วติดทนดี แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงให้แก่ดวงตาของเราไปด้วย ดังนั้นจะเลือกผลิตภัณฑ์อะไรมาใช้กับดวงตา ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ” น.ส.สิริยส กล่าว

 

 พร้อมกันนี้ น.ส.สิริยส ยังฝากเตือนสาวรุ่นใหม่ที่มักจะทาอายไลเนอร์จนเข้าไปข้างในดวงตา ด้วยเห็นว่าการทาอายไลเนอร์แบบนี้ทำให้ดวงตาดูโดดเด่นและสวยกว่าเดิมหลายเท่านั้นว่า การทาอายไลเนอร์แบบนั้นจะทำให้เกิดการระคายเคืองกับผิวรอบวงตาได้ เนื่องจากบริเวณดวงตามีต่อมไขมันอยู่ หากไปโดนบ่อยครั้งทั้งจากการทาและการล้างเครื่องสำอาง อาจจะทำให้ตาอักเสบได้ ที่สำคัญหากรู้สึกระคายเคือง คัน หรือบวม บริเวณดวงตาเมื่อไร ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ทันที

 

 ขณะที่แม่ค้าสาวผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ซึ่งเคยขายเครื่องสำอางมาก่อน เผยว่า แหล่งที่ตนไปรับสินค้านั้นคือตลาดแถวดอนเมือง ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งใหญ่ในการรับเครื่องสำอาง เครื่องสำอางก็จะมีหลายเกรด เริ่มต้นตั้งแต่ราคา 10-20 บาท จนถึงราคา 100-200 บาทเป็นต้นไป ก็จะมีตั้งแต่เครื่องสำอางที่ตั้งชื่อขึ้นมาเองไปจนถึงเครื่องสำอางที่ก๊อบปี้แบรนด์ดังๆ ในช็อป อย่าง คลีนิกข์ นาร์ส แม็ค ฯลฯ ซึ่งตลาดดอนเมือง หากเป็นคนแปลกหน้าเข้าไป เขาจะไม่ปล่อยเครื่องสำอางที่ก๊อบปี้แบรนด์ดัง เพราะว่าไม่อยากเสี่ยงโดนจับ เวลารับมา ก็จะมาขายแล้วแต่ราคาต้นทุนที่รับมา อย่างถ้ารับมา 10-20 บาท ก็จะขายแบบทุกชิ้น 50 บาท หรือราคา 89 บาทบ้าง

 

 ส่วนเรื่องวัตถุดิบถ้าเกรดถูกๆ หน่อย อย่าง มาสคาร่า ก็จะทำมาจากน้ำมันเครื่องที่ใช้กับรถ ที่รู้เพราะเคยถามจากพ่อค้า แต่ถ้าเป็นบลัชออน (ปัดแก้ม) ก็จะใช้สารปรอทและผสมสี ส่วนเกรดที่ดีๆ ขึ้นมา จำไม่ได้เหมือนกันว่าใช้วัตถุดิบจากอะไร แต่เป็นวัตถุที่ไม่น่านำมาใช้กับคนได้ ซึ่งก็จะมีขายตามตลาดนัดทั่วไป แต่บางร้านก็จะมีทั้งของก๊อบปี้และของแท้ ถามว่าจะดูยังไงว่าเป็นของแท้ ถ้าคนที่ใช้บ่อยๆ น่าจะรู้ อย่างเครื่องสำอางนาร์ส ที่เป็นบลัชออน ถ้าของก็อปปี้ สีจะไม่ค่อยติด ของแท้สีจะติดทนกว่า และตรงด้านหลังที่เป็นเบอร์เครื่องสำอางจะเป็นตัวนูน

 

 แม่ค้าสาวผู้ไม่ประสงค์ออกนามกล่าวต่อว่า ลูกค้าที่มาซื้อเครื่องสำอาง ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มนักศึกษา สาวโรงงาน แม่บ้าน ทุกคนที่มาก็รู้ว่าเป็นเครื่องสำอางก๊อบปี้ เพราะราคาต่างกันครึ่งต่อครึ่ง โดยเฉพาะนักศึกษาจะนิยมมาก แต่ถามว่าทำไมเขาถึงกล้าใช้ ทั้งที่รู้ว่าเป็นของปลอม เพราะแพ็กเกจเหมือนของแท้ ทุกอย่างเหมือนหมด แม้คุณภาพจะไม่ใช่ แต่เวลาหยิบออกมาแต่งหน้า ก็ดูไฮโซ ดูดีเข้าว่า เขาไม่ได้กลัวผลลัพธ์ของเครื่องสำอาง แค่มองให้มันดูมีสีสันขึ้นมาเท่านั้นเอง แต่ส่วนใหญ่ที่เคยขายอยู่ จะเป็นเมคอัพมากกว่า ไม่กล้าขายพวกครีมบำรุงผิวหน้า เพราะพวกนั้นจะเห็นผลแพ้เร็วกว่า ส่วนตัวแม่ค้า ถามว่ากล้าใช้เองไหม ก็ไม่กล้าเหมือนกัน เพราะรู้อยู่แล้วว่าอันตราย

 

 

ที่มาจาก หนังสือพิมพ์คมชัดลึก