ผ้าอนามัย คุณรู้จักดีหรือยัง?

Home / health / ผ้าอนามัย คุณรู้จักดีหรือยัง?


ผ้าอนามัย คุณรู้จักดีหรือยัง?




ผ้าอนามัย sanitary towel (U.K) หรือ sanitary napkin (U.S) หมายถึง แผ่นซับใช้แล้วทิ้ง สำหรับสตรีใช้ซับเลือดประจำเดือน ทั้งนี้ไม่รวมถึง incontinence pads ซึ่งใช้โดยผู้หญิงที่มีปัญหาการควบคุมกระเพาะปัสสาวะ

ผ้าอนามัย ชนิดสอดไม่เป็นที่นิยมใช้ ส่วนผ้าอนามัยชนิดที่ใช้ภายนอกซึ่งเรียกกันโดยทั่วไปว่า maxi pad ซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางทั่วโลก เป็นแผ่นทำด้วยวัสดุที่มีคุณลักษณะซึมซับได้ดี หุ้มด้วยผ้าสำลี (quilted cotton)

Maxi pad แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. Ultra thin (ชนิดบาง) ซึ่งเป็นทีนิยมของวัยรุ่น
2. Maxi (ชนิดหนา) ดูดซับได้มากกว่า และแบ่งออกเป็น 3 แบบ คือ
1. Regular (ปกติ) สำหรับการไหลของเลือดประจำเดือนปานกลาง
2. Super (พิเศษ) สำหรับการไหลของเลือดประจำเดือนมากกว่าปกติ และมีปัญหาทำให้เปรอะเปื้อนที่ด้านหน้าและ ด้านหลังของกางเกงใน
3. Overnight ออกแบบมาสำหรับดูดซับเลือดประจำเดือนที่ไหลรินออกมาขณะนอนหลับ

Maxi ทั้ง 3 แบบ มีการเพิ่มรูปลักษณะให้มีปีก เพื่อการป้องกันได้สูงสุด เป็นการเพิ่มกาวเพื่อยึดแผ่นผ้าอนามัยให้ติดแน่นกับกางเกงใน คุณลักษณะอื่นคือดับกลิ่น (deodorant) โดยการใส่น้ำหอมในแผ่นผ้าอนามัยเพื่อดับกลิ่นเลือดประจำเดือนมีการใช้โลชั่น ที่มีส่วนผสมของ chitosan material ซึ่งมีขนาด particle มากกว่าประมาณ 250 ไมครอน ไม่เกิน ร้อยละ 1 ใส่ใน ผ้าอนามัยเพื่อต่อ ต้านเชื้อจุลินทรีย์และลดกลิ่นแผ่นผ้าอนามัยใช้ได้นาน 6 ชั่วโมง บางครั้งอาจใช้ได้ 4-8 ชั่วโมง ขึ้นกับคุณภาพในการดูดซับและการไหลของเลือดประจำเดือน ผ้าอนามัยที่ใช้แล้ว ให้ห่อด้วยกระดาษชำระ และทิ้งในถังขยะ อย่าทิ้งในโถส้วม เพราะจะทำให้ส้วมอุดตัน

นอกเหนือจากแผ่นผ้าอนามัย ยังมีผลิตภัณฑ์เรียกว่า pantiliners หรือ แผ่นอนามัย มีลักษณะเป็นแผ่นบางขนาดเล็กใช้ดูดซับของเหลว ที่ไหลออกมาทางช่องคลอดเป็นประจำทุกวัน หรืออาจใช้ในวันที่ประจำเดือนกำลังจะหมด หรือใช้เป็น backup (แผ่นกัน) สำหรับผู้ที่ใช้ผ้าอนามัยชนิดสอด แผ่นอนามัยช่วยให้สตรีรู้สึกสดชื่น และแห้งไม่ว่าจะเป็นวันใดในแต่ละเดือน

ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 10 ) พ. ศ. 2535 เรื่อง ผ้าอนามัย กำหนดให้ผ้าอนามัยเป็นเครื่องสำอาง ควบคุม และจำแนกผ้าอนามัยออกเป็น 2 ประเภท

1. ผ้าอนามัยชนิดที่ใช้ภายนอก หมายความว่า ผ้าอนามัยที่ใช้รองรับเลือดประจำเดือน (ระดู) ซึ่งมิได้สอดใส่เข้าใน ช่องคลอด ในการผลิตต้องผ่านการทำให้สะอาดและถูกสุขลักษณะมีคุณสมบัติทางจุลชีววิทยา ตามมาตรฐานที่กำหนดดังนี้
+แบคทีเรียทั้งหมด น้อยกว่า 1000 โคโลนี/กรัม
+ ยีสต์และรา น้อยกว่า 100 โคโลนี/กรัม
+ ปรีซัมป์ตีฟ โคลิฟอร์ม น้อยกว่า 100 โคโลนี/กรัม
+ ฟีคัล โคไล ต้องไม่พบ

2. ผ้าอนามัยชนิดสอด หมายความว่า ผ้าอนามัยที่ใช้สอดใส่เข้าในช่องคลอด เพื่อดูดซับเลือดประจำเดือน (ระดู) ในการผลิตต้องผ่านกระบวนการทำให้ปราศจากเชื้อจุลินทรีย์และระบุคำว่า ” ปลอดเชื้อ” ไว้ในฉลาก

อาการข้างเคียงจากการใช้ผ้าอนามัย

ผิวหนังอักเสบ (dermatitis หรือที่เรียกกันว่า eczema) คือการระคายเคืองของผิวหนังสังเกตจำผิวหนังมีสีแดง ตกสะเก็ด บางทีผิวแตก หรือเป็นตุ่มพอง มักมีอาการคันอย่างรุนแรง แต่การเกาทำให้เกิดอันตรายต่อผิวที่เปราะบาง และทำให้ขยายลุกลามมากขึ้น

ผิวหนังอักเสบเนื่องจากการสัมผัส (contact dermatitis associated with the use of sanitary napkins) มีรายงานในวารสารสมาคมการแพทย์ของประเทศแคนาดา ในปี 1996 จากการติดตามระหว่าง กันยายน 1991 และสิงหาคม 1994 ที่กรุงมอนทรีออล ในคนไข้หญิงที่มีอาการคันหรือแสบไหม้ บริเวณที่สัมผัสกับผ้าอนามัยยี่ห้อหนึ่งโดยเกิดขึ้นอย่างน้อย 1 วัน หลังจากเริ่มใช้ผ้าอนามัย และอาการหายไปภายในไม่เกินกว่า 5 วัน หลังจากใช้ผ้าอนามัย

พบคนไข้หญิง 28 คน มีอาการคันอวัยวะเพศและแสบไหม้ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการเกิดผื่นจากผิว หนังอักเสบจากการสัมผัส หลังจากใช้ผ้าอนามัย คนไข้หญิง 26 คน รายงานว่าอาการดังกล่าวหายไป หลังจากหยุดใช้ผ้าอนามัยยี่ห้อนั้น และมีคนไข้หญิง 7คน ที่กลับมาใช้ผ้าอนามัยยี่ห้อเดิมเกิดอาการระคายเคืองอวัยวะเพศ

สรุปได้ว่า ผ้าอนามัยยี่ห้อที่ศึกษามีส่วนทำให้เกิดอาการ verlvitis กลับมาอีก

คำแนะนำการใช้ผ้าอนามัย
1. เวลาซื้อควรดูลักษณะของภาชนะบรรจุ ควรปิดสนิทและไม่มีกลิ่นอับชื้น
2. เมื่อเปิดใช้แล้ว ควรปิดกล่องหรือภาชนะบรรจุให้เรียบร้อย เก็บไว้ในที่มิดชิดเพื่อป้องกันฝุ่นและแมลง ผ้าอนามัยที่เปิดกล่องใช้เหลือเก็บไว้นานๆ ไม่ควรเอามาใช้
3. ไม่ควรใช้ผ้าอนามัยแต่ละชิ้นนานเกินควร (ประมาณ 8 ชั่วโมง) โดยเฉพาะผ้าอนามัยชนิดสอดต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ อย่าลืมทิ้งไว้ในช่องคลอด อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ โดยเกิดกลุ่มอาการเป็นพิษ เนื่องจากได้รับสารพิษ (Toxin) จากเชื้อแบคทีเรียพวกสตาฟีโลคอคคัส (Staphylococcus spp.) มีอาการปวดศีรษะ มีไข้ ปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย เรียกกลุ่มอาการนี้ว่า ทอกซิค ชอคซินโดรม (Toxic Shock Syndrome)
4. เมื่อใช้แล้วเกิดอาการผิดปกติ เช่น แพ้ คัน หรือ เกิดการระคายเคือง ควรเปลี่ยนไปใช้ยี่ห้ออื่น


ขอบคุณที่มาบทความจากกระทรวงสาธารณสุข