รู้ทันโรคข้อเสื่อม อีกทางเลือกลดความเสี่ยงไม่จำเป็นต้องผ่าตัด

Home / health / รู้ทันโรคข้อเสื่อม อีกทางเลือกลดความเสี่ยงไม่จำเป็นต้องผ่าตัด

ข้อเสื่อมเป็นปัญหาสุขภาพใกล้ตัวที่ปัจจุบันพบผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุทั้งนี้เกิดจากกระดูกอ่อนบริเวณข้อสึกหรอและสลายตัว เมื่อขยับขาจึงทำให้กระดูกแข็งเสียดสีกันเป็นสาเหตุให้ปวด บวม และอักเสบ หากไม่รีบดูแลแต่เนิ่นๆจะเรื้อรังจนไม่สามารถใช้งานได้ในที่สุดหรืออาจจะถึงขั้นผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

Knee pain
ทำไมโรคข้อเสื่อมจึงพบมากในกลุ่มผู้สูงอายุ
ร่างกายคนเราจะมีการสร้างและสลายของกระดูกอ่อนบริเวณข้ออยู่แล้วโดยธรรมชาติแต่เมื่อมีอายุมากขึ้น การใช้งานข้อต่อมากขึ้น กระดูกอ่อนจะสร้างไม่ทันต่อความเสื่อมที่เกิดจากการใช้งานทำให้เกิดการเสียดสีส่งผลให้ข้อปวด บวม และอักเสบ จนกลายเป็นโรคข้อเสื่อมในที่สุด ดังนั้นวิธีการป้องกันและบรรเทาอาการข้อเสื่อมที่ดีที่สุด คือ เพิ่มการสร้างควบคู่กับลดการสลาย ของกระดูกอ่อนที่ข้อด้วยนั่นเอง

กลุ่มเสี่ยงโรคข้อเสื่อม ได้แก่
กลุ่มผู้สูงอายุ : เมื่ออายุมากขึ้น โอกาสที่จะป่วยด้วยโรคนี้ก็จะมีมากขึ้น
กลุ่มเพศหญิง : พบว่ามีโอกาสจะเป็นโรคข้อเสื่อมมากกว่าเพศชายถึง 2 เท่า
กลุ่มผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก : เมื่อน้ำหนักตัวมาก ข้อก็จะรับน้ำหนักมากขึ้น ทำให้ข้อเสื่อมเร็วขึ้น
กลุ่มนักกีฬาหรือผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ : มีโอกาสเกิดเนื้อเยื่ออักเสบซึ่งสามารถพัฒนาไปสู่โรคข้อเสื่อมได้
ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อเข่า : ผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุที่ข้อเข่า ไม่ว่าจะกระดูกข้อเข่าแตกหรือเอ็นฉีก ก็จะมีโอกาสเกิดข้อเสื่อมได้มากกว่าคนปกติ

ทั้งนี้ โรคข้อเสื่อมมีสาเหตุมาจาก
• กระดูกอ่อน Cartilage เสียหายหรือเสื่อมสลายจึงเกิดอาการเจ็บปวด
• เป็นไปตามความเสื่อมสภาพของร่างกาย เช่น อายุ 40 ปีขึ้นไป มักเป็นในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย 2-3 เท่า
• การใช้งานข้อเข่าผิดวิธีหรือใช้งานหนักเกินไป เช่นนั่งพับเพียบ นั่งยองๆ บ่อยๆ หรือเป็นเวลานาน ใส่รองเท้าส้นสูง
• น้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้น จนไม่สมดุล
• อุบัติเหตุต่างๆ ซึ่งอาจเกิดจากการเล่นกีฬา
• พันธุกรรม

 

Runner training  knee pain

หากเป็นโรคข้อเสื่อมจะมีอาการดังต่อไปนี้
– มีอาการปวดรอบๆข้ออย่างเรื้อรัง และจะปวดมากขึ้นเมื่อใช้งานเข่าหรือลงน้ำหนักที่ข้อมากๆ
– ข้อยึดติดขัด
– ข้อบวมและผิดรูป
– เดินเหินไม่คล่องตัวเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิต

ลองมาสังเกตตนเองกันนะคะว่าคุณเข้าข่ายเสี่ยงเป็นโรคนี้กันอยู่รึเปล่า
– อายุ 40 ปีขึ้นไป
– เมื่อคำนวณค่าดัชนีมวลกาย หรือ BMI > 25 ;BMI = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หารด้วย ส่วนสูงยกกำลังสอง (เมตร)
– เดินเป็นกิจวัตร
– เข่าฝืด เข่ายึด ทำให้งอเข่าได้ยาก
– มีเสียงก๊อบแก๊บจากเข่าเวลาเดิน
– ปวดเข่าหรือขาเวลาเดินหรือลงบันได
– เจ็บแปล๊บที่ข้อเข่าเวลาเดิน
– ปวดเข่าเวลานอน
– ท่าทางการเดินไม่ปกติ เวลาเดินมักโยกตัว
– ปวดข้อเข่าเวลาลุกนั่ง ใส่รองเท้า
– ข้อเข่าปวด บวม อักเสบ

หากคำตอบของคุณคือ “ใช่” มากกว่า 3 ข้อ คุณก็เข้าข่ายเสี่ยงเป็นโรคข้อเสื่อมได้ค่ะ แล้วจะดูแลหรือป้องกันอย่างไรได้บ้าง ตามมาๆ

1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม วิถีชีวิตประจำวัน งดออกกำลังกายที่ใช้งานข้อเข่าหนักๆ หรือได้รับแรงกระแทกเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้งานข้อเข่ามากเกินไป แต่เลือกกีฬาที่เหมาะสมแทน รวมทั้งลดความอ้วนเพื่อลดการแบกรับน้ำหนักของข้อเข่า
2. ทานยาหรือฉีดยาแก้ปวดใช้เพื่อแค่ระงับอาการปวดอย่างเดียวเท่านั้น แต่ไม่ใช่วิธีรักษาและอาจมีผลข้างเคียง
3. ฉีดน้ำไขข้อ(ค่าใช้จ่ายประมาณ 20,000 – 25,000 บาท)
4. ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมซึ่งมีความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายสูง ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง(ค่าใช้จ่ายประมาณ 100,000-200,000 บาท)
5. ปลูกถ่ายเซลล์กระดูกอ่อน
6. ใช้อุปกรณ์ลดแรงกระแทก เพื่อช่วยแบ่งรับน้ำหนัก อย่างไม้เท้า ผ้ารัดเข่า และรองเท้าพิเศษเฉพาะทางการแพทย์
7. เสริมสารอาหารดูแลกระดูกอ่อน โดยการช่วยเสริมสร้างกระดูกอ่อนผิวข้อและลดการสลายของกระดูกอ่อนผิวข้อ เช่นกลูโคซามีน, คอนดรอยติน และ Collagen Type IIซึ่งจะเข้าไปช่วยซ่อมแซมและยับยั้งการทำงานของภูมิต้านทานของร่างกายที่จะทำลาย Collagen Type II ที่อยู่ในข้อ

เพื่อทำความเข้าใจวิธีดูแลตัวเองด้วยสารเสริมอาหารกันได้ง่ายขึ้น ลองมาดูกันค่ะว่าในกระดูกอ่อนมีองค์ประกอบอะไรบ้าง

Cartilage

กระดูกอ่อนประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ เซลล์กระดูกอ่อน (Chondrocytes), คอลลาเจน (ชนิดที่ 2 และอื่นๆ), โปรติโอกลัยแคนส์ (Proteoglycans) และส่วนที่เป็นของเหลว ปริมาณสัดส่วนตามภาพด้านบนค่ะ

ซึ่งส่วนประกอบหนึ่งที่สำคัญและกำลังเป็นสารอาหารที่นิยมในขณะนี้คือคอลลาเจนชนิดที่2 (Collagen Type II)

แล้วคอลลาเจนชนิดที่  2 แตกต่างจากคอลลาเจนที่เราเคยเข้าใจยังไง? และทำหน้าที่อะไรในร่างกายเรา? มาหาคำตอบกันค่ะ

คอลลาเจนชนิดที่2 (Collagen Type II)เป็นคอลลาเจนที่พบได้ในเซลล์กระดูกอ่อนบริเวณข้อต่อและหมอนรองกระดูกสันหลัง ซึ่งแตกต่างจากคอลลาเจนที่พบในผิวหนัง ซึ่งจะเป็นคอลลาเจนชนิดที่ 1, 3 และ 4 (Collagen Type 1, 3 และ 4)

UCII
ภาพลักษณะโครงสร้างคอลลาเจนชนิดที่ 2 ที่สมบูรณ์ตามธรรมชาติของกระดูกอ่อนบริเวณข้อในร่างกาย
จะเป็นมีลักษณะTriple Helix Structureดังรูปภาพด้านบน

Collagen Type IIนี้มีหน้าที่รองรับน้ำหนักและให้ความแข็งแรงแก่ข้อต่อในขณะที่มีการเคลื่อนไหวจะช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของส่วนประกอบที่อยู่ในข้อ โดยกระตุ้นให้มีการสังเคราะห์เซลล์ใหม่เพิ่มขึ้น ช่วยเพิ่มระดับกรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic acid) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของน้ำหล่อเลี้ยงในข้อ และยังยับยั้งการหลั่งเอนไซม์ที่ย่อยทำลายกระดูกอ่อนบริเวณข้อ จึงช่วยลดอาการปวดข้อและข้อยึดได้ ทำให้การเคลื่อนไหวของร่างกายดีขึ้น

ซึ่งคอลลาเจนชนิดที่ 2 (Collagen Type II) ที่มีจำหน่ายในขณะนี้แบ่งได้ 2 ประเภทได้แก่Undenatured Collagen Type II (UC-II) และ DenaturedCollagen TypeII

1. Undenatured Collagen Type II (UC-II®)
– อันดีเนเจอร์คอลลาเจนไทพ์ทู ซึ่งเป็นคอลลาเจนที่ยังคงโครงสร้างที่สมบูรณ์ใกล้เคียงกับCollagen Type II ที่มีในร่างกาย (เป็นแบบ Triple Helix Structure)เพราะUC-II ถูกผลิตภายใต้อุณหภูมิต่ำและไม่ใช้เอนไซม์ในกระบวนการผลิต

2. Denatured Collagen Type II
– ดีเนเจอร์คอลลาเจนไทพ์ทู หรือไฮโดรไลซ์คอลลาเจนชนิดที่ 2 (Hydrolyzed Collagen Type II) ซึ่งเป็นคอลลาเจนที่ผลิตโดยผ่านกระบวนการย่อยด้วยเอนไซม์และใช้อุณหภูมิสูง จึงทำให้มีโครงสร้างที่เล็กลง ไม่สมบูรณ์แบบเหมือนที่มีในร่างกาย(ไม่เป็น Triple Helix Structure)

เพื่อความเข้าใจมากขึ้น โปรดดูภาพประกอบด้านล่าง

333

 

ภาพเปรียบเทียบความแตกต่าง ระหว่าง Collagen Type II ทั้งสองแบบเมื่อส่องด้วยกล้องไมโครสโคป (Microscope)

Undenatured Collagen Type II เรียกย่อๆ ว่า “ยูซีทู”(UC-II) คือ คอลลาเจนชนิดที่ 2 ที่มีโครงสร้างเฉพาะที่สามารถออกฤทธิ์ได้บริเวณข้อ เนื่องจากมีลักษณะเป็น Triple Helix

 

UCII

ประสิทธิภาพการทำงานของสาร UC-II

จากกราฟ คือการทดลอง 90วัน เปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่าง UC-II กับกลูโคซามีนและคอนดรอยติน

 

stupid

ภาพเปรียบเทียบความแตกต่าง ระหว่าง Collagen Type II ทั้งสองแบบเมื่อส่องด้วยกล้องไมโครสโคป (Microscope)

Undenatured Collagen Type II เรียกย่อๆ ว่า “ยูซีทู”(UC-II) คือ คอลลาเจนชนิดที่ 2 ที่มีโครงสร้างเฉพาะที่สามารถออกฤทธิ์ได้บริเวณข้อ เนื่องจากมีลักษณะเป็น Triple Helix

จากกราฟด้านบน ทำให้สรุปได้ว่า เมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่าง UC-II(กราฟสีเขียว)กับกลูโคซามีนและคอนดรอยติน(กราฟสีเทาG+C, Glucosamine + Chondroitin)พบว่า

1.ความฝืดลดลง (ค่า WOMAC)
UC-II สามารถลดอาการข้อเข่าฝืด และสามารถช่วยให้ข้อเข่าเคลื่อนที่ได้ดีขึ้นหรือลื่นขึ้นได้ถึง33%

2. ความเจ็บปวดลดลง (ค่า VAS)
UC-II สามารถลดอาการปวดข้อเข่าได้ถึง40.4%

3. เจ็บปวดลดลงขณะทำกิจกรรมในแต่ละวัน (ค่า Lequesne)
UC-II สามารถลดอาการปวดข้อเข่าได้ถึง 20.2%

4. แนวโน้มกราฟภายหลัง 60 วัน กลูโคซามีน และคอนดรอยติน(G+C)จะมีแนวลดลงหรือเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ในขณะที่ UC-II กราฟมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ UC-II อ่านต่อได้ที่ http://www.interhealthusa.com/Ingredients/UC-II.aspx

 

สรุปคุณสมบัติเด่น 7 ประการของ UC-II®

1
ลิขสิทธิ์เฉพาะของ Inter Health, USA

2
มีกลไกการทำงานที่จำเพาะ

3
สารอาหารเป็นวัตถุดิบธรรมชาติปลอดภัย

4
มีผลงานวิจัยรับรองตั้งแต่ปี 2009 และล่าสุดปี 2013

6
เป็นสารอาหารที่เหมาะกับทั้งชายและหญิงที่บาดเจ็บบริเวณกระดูกอ่อน

5
UC-II® มีประสิทธิภาพกว่าการรับประทานกลูโคซามีนและคอนดรอยติน ถึง 2 เท่า

7
เป็นสารอาหารสำหรับการดูแลสุขภาพข้อต่อรับประทานวันละ 40 มิลลิกรัม/วัน

 

ขอขอบคุณ ข้อมูลวิชาการ จากบริษัทหาญไทยฟาร์มา(2508) จำกัด

 

QR code

 

 

 

 

ช่องทางการติดต่อ
Call center :  0888-515-666
Line ID : @harnthai
Website : http://www.harnthai.com/supplement/?product=j-care-primero

เอกสารอ้างอิง

1. Crowley D.C., et al. Safety and efficacy of undenatured type II collagen in the treatment of osteoarthritis of the knee: a clinical trial. Int J Med Sci. 2009; 6: 312-321.
2. Schauss A.G., et al. Effect of the Novel Low Molecular Weight Hydrolyzed Chicken Sternal Cartilage Extract, BioCell Collagen, on Improving Osteoarthritis-Related Symptoms: A Randomized, Double-Blind,Placebo-Controlled Trial. J. Agric. Food Chem. 2012, 60, 4096-4101.
3. James P Lugo, et al. Undenatured type II collagen (UC-II®) for joint support: a randomized, double-blind,placebo-controlled study in healthy volunteers. Journal of the International Society of Sports Nutrition.2013, 10; 48:1-12.
4. Matthew D. Shoulders and Ronald T. Raines. Collagen structure and stability. Annu Rev Biochem. 2009; 78: 929–958.
5. Ronca F, et al. Anti-inflammatory activity of chondroitin sulfate. Osteoarthritis Cartilage suppl.1998. 6(A): 14-2.
6. Sheldon, E. A Randomized double blind clinical pilot trial evaluating the safety and efficacy of hydrolyzed collagen type II (Biocell Collagen) in adults with osteoarthritis. Maiami Research Associates. April 25, 2003.
7. BagchiD,et al. Effects of orally administered undenatured type II collagen against arthritic inflammatory diseases: a mechanistic exploration. Int J ClinPharmacol Res. 2002; 22(3-4):101-10.