สถานทูตไทย เตือน สาวไทย คิดให้ดีก่อน แต่งงาน ผ่าน บริษัทจัดหาคู่ กับหนุ่มญี่ปุ่น

Home / คู่รัก / สถานทูตไทย เตือน สาวไทย คิดให้ดีก่อน แต่งงาน ผ่าน บริษัทจัดหาคู่ กับหนุ่มญี่ปุ่น

สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เตือนสาวไทย เรื่อง ปัญหาของคู่สมรสไทย-ญี่ปุ่น ที่พบเห็นบ่อย

ปัญหาคู่สมรส
สถานทูตฯ ได้รับโทรศัพท์จากหญิงไทยขอปรึกษาปัญหาเกี่ยวกับการหย่าร้างกับสามีชาวญี่ปุ่นอยู่บ่อยครั้ง โดยที่หลายรายแจ้งว่าตนสมรสผ่านบริการจัดหาคู่ของบริษัทที่มีสาขาทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น

หญิงไทยเหล่านั้นได้ลงทะเบียนไว้กับ บริษัทจัดหาคู่ ในประเทศไทย ซึ่งต้องเสียค่าธรรมเนียมในการเข้ารับบริการเป็นจำนวนเงินหลายพันบาท หลังจากนั้นเพียงแค่รอการติดต่อจากบริษัทเพื่อนัดดูตัวกับชายชาวญี่ปุ่น และหากพึงพอใจซึ่งกันและกัน ก็ตัดสินใจจดทะเบียนสมรส ยื่นขอวีซ่า และเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น โดยขั้นตอนทั้งหมดบริษัทจัดหาคู่จะเป็นผู้ช่วยดำเนินการให้

การสมรสในลักษณะนี้อาจฟังดูง่าย เสียค่าใช้จ่ายไม่มาก ได้ผล (ไปประเทศญี่ปุ่น) เร็ว แต่ใครเล่าจะสามารถรับประกันได้ว่าหญิงไทยเหล่านั้นจะมีชีวิตความเป็นอยู่สุขสบายในประเทศญี่ปุ่น

ถึงแม้บริษัทจัดหาคู่จะสามารถหาคู่ให้ได้ตามที่คุณต้องการ แต่คุณเคยลองถามตัวเองบ้างหรือไม่ว่าคุณพร้อมจะรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในขณะใช้ชีวิตกับชายแปลกหน้าที่เพิ่งเจอหน้ากันได้เพียง 2-3 ครั้งเพียงใด

สถานทูตฯ ขอยกตัวอย่างปัญหาของคู่สมรสไทย-ญี่ปุ่น ที่พบเห็นบ่อยเพื่อคุณอาจจะใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาก่อนตัดสินใจแต่งงานกับชายชาวญี่ปุ่นดังนี้

1. การสื่อสาร
เป็นปัญหาที่พบบ่อยที่สุด เนื่องจากคู่สมรสทั้งสองฝ่ายไม่มีความรู้พื้นฐานทางด้านภาษาที่จะนำมาสื่อสารกันได้ เช่น ภรรยาคนไทยไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาญี่ปุ่น และสามีคนญี่ปุ่นไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษได้ เมื่อทั้งสองฝ่ายไม่สามารถสื่อสารกันในชีวิตประจำวันได้แล้ว ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัด ความเหงา ความไม่เข้าใจ ซึ่งจะนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งและหย่าร้างในที่สุด

หลายคนคิดว่า หากเกิดปัญหา ก็แค่ติดต่อขอให้บริษัทจัดหาคู่ช่วยจัดการคลี่คลายปัญหา หรือพึ่งพาคนรู้จักในญี่ปุ่นช่วยเป็นล่ามแปลภาษาให้ แต่อย่าลืมว่าการใช้ชีวิตสมรส คุณไม่ได้มีบุคคลเหล่านั้นอยู่ด้วยกับคุณเพื่อช่วยเหลือคุณได้ตลอดเวลา

2. ความขัดแย้งเรื่องค่าเลี้ยงดู
ก่อนตัดสินใจไปประเทศญี่ปุ่น ฝ่ายชายอาจเคยตกลงว่าจะให้ค่าเลี้ยงดูเป็นจำนวนเงินหลายหมื่นเยนต่อเดือน พร้อมทั้งจะส่งเสียทางบ้านของฝ่ายหญิงที่ประเทศไทยด้วย แต่หลายรายเมื่อเดินทางไปอยู่จริงแล้ว พบว่า ฝ่ายชายไม่ให้เงินค่าเลี้ยงดูรายเดือน และไม่เคยส่งเสียทางบ้านของฝ่ายหญิงเลย บางรายถูกห้ามส่งเสียทางบ้าน มากไปกว่านั้น บางรายยังถูกบังคับให้ทำงานเพื่อเลี้ยงฝ่ายชายอีกด้วย

ทั้งนี้ หากพิจารณาจากอาชีพและรายได้ของสามีชาวญี่ปุ่นแล้ว ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำเกษตรกรรม และรับจ้างทั่วไป มีรายได้เฉลี่ยโดยประมาณ 200,000 – 300,000 เยนต่อเดือน หรือเทียบเท่า 70,000 – 100,000 บาท ตัวเลขอาจดูสูงเมื่อเทียบเป็นเงินไทย แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีค่าครองชีพสูงติดอันดับต้นๆ ของโลกอย่างญี่ปุ่นแล้ว จำนวนเงินดังกล่าวเพียงพอกับการใช้ในชีวิตประจำวันอย่างประหยัดเท่านั้น คงไม่สามารถนำมาใช้จ่ายอย่างสุขสบายตามที่หลายๆคนคาดหวังไว้ได้

3. ความแตกต่างทางวัฒนธรรม
หญิงไทยหลายรายไม่เคยเดินทางหรืออาศัยอยู่ในต่างประเทศ ทำให้ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมต่างชาติ ในกรณีของญี่ปุ่น ถึงแม้ว่าจะเริ่มเข้าสู่ยุคที่ผู้หญิงออกไปทำงานนอกบ้านมากขึ้น แต่ผู้ที่เป็นภรรยาก็ยังต้องดูแลสามีและครอบครัวในทุกด้าน ทั้งงานบ้าน ทำอาหาร เลี้ยงดูบุตร และหากอาศัยอยู่ในครอบครัวใหญ่ก็ต้องดูแลไปถึงครอบครัวของสามีด้วย โดยที่สามีมีหน้าที่ทำงานเท่านั้น

ตามวัฒนธรรมและสังคมการทำงานของคนญี่ปุ่น ส่วนใหญ่จะทำงานกันจนดึกดื่น และไปดื่มเหล้าหลังเลิกงานกับเพื่อนร่วมงานเป็นประจำ ทั้งยังไม่ค่อยมีวันหยุด ทำให้มีเวลาอยู่กับครอบครัวน้อย

นอกจากนี้ คนญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ตามต่างจังหวัดไกลๆ ไม่ค่อยมีโอกาสได้พบปะกับคนต่างชาติต่างภาษานั้น มีจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถยอมรับหรือปรับตัวให้เข้ากับคนต่างชาติได้ ทำให้หญิงไทยหลายรายประสบปัญหาคนในครอบครัวของสามีไม่ยอมรับและดูถูกอย่างมาก บางรายถูกห้ามใช้ภาษาไทย ทำและกินอาหารไทย สอนภาษาไทยให้บุตร หรือแม้กระทั่งห้ามกลับประเทศไทยด้วย

4. การใช้ความรุนแรงในครอบครัว
เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่พบเห็นได้ทั่วไปในสังคมญี่ปุ่นปัจจุบัน เกิดขึ้นทั้งในระหว่างสามี-ภรรยา หรือระหว่างพ่อแม่-ลูก ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายร่างกายโดยใช้กำลัง หรือการทำร้ายจิตใจด้วยคำพูดรุนแรงก็ตาม

ผู้หญิง

หญิงไทยที่โทรศัพท์ถึงสถานทูตฯ ส่วนใหญ่ถูกสามีทำร้ายร่างกาย ใช้คำพูดหยาบคาย กักขังหน่วงเหนี่ยว จนเกิดความหวาดกลัว แต่ไม่กล้าแจ้งความกับตำรวจเนื่องจากไม่รู้ภาษา และถูกข่มขู่จากสามีว่าจะยกเลิกวีซ่า ซึ่งทางสถานทูตฯ ได้เคยให้คำปรึกษา และให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ประสบปัญหานี้มาแล้วจำนวนไม่น้อย และในจำนวนนั้นมีหญิงไทยที่สมรสผ่านบริการจัดหาคู่รวมอยู่ด้วย

คนที่คิดว่ารู้จักกันดีมาเป็นเวลานานยังยากที่จะรู้ว่าเขาหรือเธอมีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงหรือไม่
แล้วนับประสาอะไรกับคนที่เจอหน้ากันเพียง 2-3 ครั้ง แถมยังไม่เคยได้มีโอกาสทำความรู้จักกันตามลำพังอีกด้วย

สถานทูตฯ มีความประสงค์ที่จะเห็นคนไทยประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิตที่ประเทศญี่ปุ่น จึงขอนำคำบอกเล่าของผู้ที่มีประสบการณ์มาเตือนสติหญิงไทยที่กำลังมีความคิดอยากสุขสบายทางลัดว่า ควรไตร่ตรองให้ดีและศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นและคนญี่ปุ่นให้มาก เพื่อเมื่อเกิดปัญหาจะได้มีสติแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นด้วยตนเองก่อนได้ สำหรับผู้ที่เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นแล้ว ควรทราบที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์-โทรสาร และอีเมล์ของสถานทูตฯ รวมทั้งรายงานตัวคนไทยที่สถานทูตฯ ด้วย

นอกจากนี้ ต้องมีหนังสือเดินทางติดตัวอยู่ตลอดเวลา ไม่ให้สามีหรือผู้ใดยึดหรือครอบครองไปได้

ที่มาจาก Facebook สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ภาพประกอบโดย Women MThai Team
facebook

ขออนุญาตใช้เนื้อหา