กรอบชีวิต ‘หญิงแมงมุม’

Home / สาวโสด / กรอบชีวิต ‘หญิงแมงมุม’

กรอบชีวิต หญิงแมงมุม ปรับรูปทรงตามกาลเวลา




มีข่าวกระฉ่อนบนหน้าหนังสือพิมพ์ติดต่อกันอยู่หลายวัน เพราะถูกโยงเข้าไปเป็นมือที่สามระหว่างคู่รักหวานแหวว โดม-ปกรณ์ ลัม และ พลอย-เฌอมาลย์ ทำให้ความรักคู่นี้หยุดชะงักไปพักหนึ่ง ในจังหวะนี้กระแสความฮอตของข่าวเป็นแรงดันให้ไฮโซสาว แมงมุม-ม.ร.ว.ศรีคำรุ้ง ยุคล ทายาทลูกไม้ไม่ไกลต้นของ ท่านมุ้ย-ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล และ คุณหญิงกมลา ยุคล ณ อยุธยา ผู้กำกับการแสดงและผู้อำนวยการสร้าง โด่งดังในสายตาประชาชนคนทั่วไปเพียงชั่วข้ามคืน



จนเป็นที่กังขาว่าไฮโซสาวผู้นี้เป็นใคร ถึงได้ ชักใย ขยุ้มหัวใจ นายโดมได้ อย่ากระนั้นเลย บัวหักแล้ว ก็ยังเหลือเยื่อใย ระยะเวลาผ่านเลยไปก็เหมือนทุกอย่างจะกลืนกลับคืนดังเดิม รอยร้าวของความรัก โดม และ พลอย ก็ยังต้องใช้เวลาผสานกันอยู่ ก็ไม่รู้ว่า รอยแผล นั้นจะหายแห้งสนิทหรือยัง ที่แน่ ๆ ข่าวที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบเต็ม ๆ กับไฮโซสาวผู้นี้ และถือเป็น ประสบการณ์ชีวิตครั้งสำคัญของเธอก็ว่าได้



ดาวต่างมุม เลยเปิดไฟเขียว! พาไปสัมผัสตัวตนที่แท้จริงของเธอ เพื่อทำความรู้จักสาวสุดมั่น แมงมุม กันดู

ยิงคำถามแรกขอย้อนอดีตสาวน้อยวัย 23 ปี นามว่า หญิงแมงมุม กันก่อนเลย


ชั้นอนุบาลมาจากโรงเรียนยุคลธร ระดับมัธยมต้นจบจากโรงเรียนมาแตร์เดอี จนระดับมัธยมปลายจาก เซนต์จอร์ช สคูล (St.George’s School) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เรียนถึงเกรด 13 ที่ไปเพราะอยากได้ภาษา ไปเรียนแบบโรงเรียนประจำเล็ก ๆ เราก็เป็นผู้หญิงไทยคนเดียวด้วย เป็นโรงเรียนที่มีกฎระเบียบเคร่งครัด ปัญหาในการปรับตัวตัดไปเลยค่ะ ปกติเป็นคนที่ปรับตัวไม่ยากเลย วันแรกไปก็มีเพื่อนแล้ว ถึงสภาพความเป็นอยู่จะต่างกับคนที่เมืองไทย ตื่นเต้นดีค่ะ ได้เจอคนที่มีมุมมองไม่เหมือนเรา เลยสนุกที่จะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เรียนจบก็ย้ายมาเรียนต่อระดับปริญญาตรีด้านภาพยนตร์และทีวีที่มหาวิทยาลัยบอนด์ (Bond University) ประเทศออสเตรเลีย และอีกไม่นานนี้มีแพลนกลับไปเรียนต่อปริญญาโท มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (New York University) หรือ ยูซีแอลเอ (UCLA) ที่คุณพ่อเคยเรียนจบมาค่ะ

ทำไมถึงเลือกเรียนด้านภาพยนตร์ เพราะได้รับอิทธิพลมาจากคุณพ่อ (ท่านมุ้ย) รึเปล่า?


อยากเรียนเอง ก่อนไปเรียนบอกคุณแม่ไว้แล้ว ไม่รู้ล่ะ อยากเรียนภาพยนตร์ ช่วงแรกอาจเกิดความสับสนนิดหน่อย โดยที่ไม่ได้บอกใครนะ เอ๊ะ! เราอยากไปเรียนเพราะว่าชอบ หรือเป็นเพราะเราเห็นมันมาตั้งแต่เด็ก เราก็ไม่ชัวร์ เราจะรู้ได้ไงว่าเราชอบหรือไม่ชอบ พอไปเรียนเทอมแรก ทำผลงานชิ้นแรกเลย รู้สึกว่าใช่ เลยโชคดีไปค่ะ ตอนนั้นก็คิดแล้วล่ะ ถ้าเราไม่ชอบก็เรียน ๆ ไป ไม่เป็นไร อีกอย่างพอไปเรียนที่นั่น มันเป็นการค้นพบตัวเองด้วย แต่ไม่ใช่ค้นพบสไตล์ตัวเองนะ รู้แค่ว่าพอน่าจะไปได้ แมงมุมเรียนอยู่ 2 ปี 3 เดือน ก็จบปริญญาตรี จบก่อนเวลา การลงเรียนมันขึ้นอยู่กับเราว่าลงไปแล้วเรียนไหวมั้ย ซึ่งเราเรียนเรียนเต็มที่ไปเลยค่ะ

ช่วยเล่าตอนที่เรียนภาพยนตร์ให้ฟังหน่อย


เรียนหนักมากค่ะ ช่วงเรียนมัธยมเคยเข้าเรียน 8 โมงเช้า เลิกบ่าย 2 โมง กิจกรรม 2 ชม. ทุกอย่างเวลาเป๊ะ ๆ อีกอย่างแมงมุมเป็นคนเป๊ะเหมือนกัน มีระเบียบ พอไปเรียนทำภาพ ยนตร์ปุ๊บ ทุกอย่างมันโอเวอร์ ไทม์หมด ถ้าเราไม่เสร็จเราก็หยุดไม่ได้ ตัดหนังข้ามวันข้ามคืน แรก ๆ ก็รนไม่ชินเลย ก่อนหน้านี้ก็เคยเห็นวิธีการทำงานตัดหนังจากคุณพ่อมาตั้งแต่เด็กแล้วล่ะ แต่ไม่เคยเจอกับตัวเอง แล้วยิ่งเราไปอยู่โรงเรียนประจำมาด้วย มันเหมือนขาวกับดำ จนเราสามารถยืดหยุ่นเอง บางทีตัดหนังอยู่มารู้ตัวอีกทีเช้าแล้ว ข้าวไม่ได้กิน ปรับตัวโดยปริยายไปเลยค่ะ อีกอย่างที่มหาวิทยาลัยเราก็เป็นหญิงไทยคนเดียวอีก เลยต้องเต็มที่สิ ไม่ได้นะ หนึ่งเราเป็นคนไทย สองเป็นลูกผู้หญิง และที่สำคัญเราเป็นลูกพ่อ ลูกผู้กำกับฯ ใครจะมาดูถูกไม่ได้ ใส่เต็มเหนี่ยวเลย เรื่องเรียนเนี่ยคุณพ่อคุณแม่ท่านไม่ได้เร่งให้เราเรียนเร็วขนาดนี้ คือทุกอย่างเป็นแรงผลักดันให้เรา กดดันมาก ๆ ยิ่งเวลามีแรงกดดันมาก ๆ แมงมุมรู้ตัวดีว่าเราเป็นคนที่ทำงานภายใต้แรงกดดันได้ดีค่ะ

เรียนจบมามีความมุ่งมั่นอยากเจริญรอยตามคุณพ่อ (ท่านมุ้ย) เลยหรือเปล่า?


คิดว่าอยากทำหนังสักเรื่อง แต่จะทำหนังนั้นได้ดีมันต้องพร้อม ยิ่งเป็นแมงมุมด้วยแล้ว ไม่ใช่มีโอกาสแล้วสักแต่ว่าทำส่ง ๆ ไป เราต้องพร้อมจริง ๆ อยากมั่นใจจริง ๆ อยากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ก่อน อยากหาข้อมูลต่าง ๆ ด้วย ยิ่งคุณพ่อเราเป็นผู้กำกับฯที่สังคมยอมรับด้วยแล้ว ใช่ค่ะ มันยิ่งทำให้การทำงานของเรายากขึ้น แต่ที่ผ่านมาแมงมุมเคยช่วยคุณพ่อทำหนังมาบ้างแล้วนะคะ ส่วนตัวถ้าคิดจะทำหนังถ้าไม่ปลายปีนี้ก็ปีหน้า หรือไม่ถ้าต้องไปเรียนต่อซะก่อน จริง ๆ อยากกลับไปเรียนต่อปริญญาโทก่อนค่ะ

อย่างช่วงทำงานส่งตอนเรียนเนี่ย เคยปรึกษาคุณพ่อบ้างหรือไม่?


ขอค่ะ แต่ไม่ได้ขอระหว่างทำนะ ทำเสร็จแล้วค่อยให้เขาแนะนำ ส่งมาให้คุณพ่อดูว่าคุณพ่อคิดอย่างไรกับงานของเรา ตอนที่เรียนอยากเป็นแมงมุมจริง ๆ โดยที่ไม่มีผลกระทบกับคนอื่น อยากให้คุณพ่อวิจารณ์ผลงานในฐานะผู้มีประสบการณ์ ไม่ใช่ในฐานะพ่อเราค่ะ



นอกจากงานภาพยนตร์ที่ตั้งมั่นจะเรียนและจะสานต่อธุรกิจครอบครัวแล้ว เธอคนนี้ยังมุ่งมั่นทำธุรกิจส่วนตัว ร้านเสื้อผ้าในนาม ฟลามิงโก (Flamingo) ตั้งอยู่สยามสแควร์ ซอย 2 ด้วย


ร่วมหุ้นกับญาติ ๆ ม.ร.ว.จันทรลดา ยุคล, ม.ร.ว.สุทธิภาณี และ ม.ร.ว.นิภานพดารา รวมถึงเพื่อนสนิท ศิริสุดา โกมุทบุตร หน้าที่ของแมงมุมเป็นประชาสัมพันธ์ร้าน ช่วยออกแบบเสื้อผ้า และเป็นพรีเซ็นเตอร์ด้วย ทุกคนมาชวนกันทำร้าน เพราะชอบอะไรคล้าย ๆ กัน เราเป็นผู้หญิงนึกออกป่ะ ก็ต้องชอบการแต่งตัว จึงมาทำธุรกิจนี้กันค่ะ ไม่ใช่ทำเป็นงานอดิเรกนะ เป็นธุรกิจที่จริงจังเลย เป็นรายได้ของทุกคนด้วย เมื่อก่อนแมงมุมไม่ค่อยออกงานเลยนะ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เรากลับมาเมืองไทย แต่ไม่ออกงานเลย คิดว่ามันไม่ใช่หน้าที่เรา จะออกทำไม แต่พอแมงมุมมาเป็นพีอาร์ร้าน เราก็ต้องออกงานมารู้จักคนบ้าง ที่ผ่านมาแมงมุมไม่ได้ไปทุกงานนะ ไปเฉพาะที่รุ่นพี่สนิทกันชวน หรือเรามีหน้าที่ต้องไปงานนั้น เนื่องจากเกี่ยวข้องกับร้านของพวกเรา



คาดหวังกับธุรกิจร้านเสื้อผ้ามากน้อยแค่ไหน?


ไม่ใช่คาดหวังว่ายี่ห้อของเราจะติดตลาดโด่งดังอะไรนะ ไม่ได้ กะจะขยายร้านหลายสาขา อยากเป็นแบรนด์เล็ก ๆ อย่างนี้ เราชอบที่มันเป็นอย่างนี้ ชอบเสื้อผ้าที่แบบหนึ่งมีน้อย ๆ เป็นบูติกเล็ก ๆ สไตล์ฝรั่งเศส ไม่ใช่ขายแมส เปิดตลาด อย่างนั้นไม่เอา เสื้อผ้าเราเจาะกลุ่ม ไม่ใช่เสื้อยืดที่ใส่ได้ทุกคน ลูกค้าที่เหมาะกับร้านเรากลุ่มเป้าหมายต้อง มั่นใจด้วยค่ะ



คราวนี้วกเข้าประเด็นร้อน ๆ กันบ้าง ขนาดออกมาปฏิเสธว่าไม่ใช่มือที่สาม ก็ยังไม่วายถูกโยงเอาชื่อ แมงมุม เข้าไปพัวพันกับความรัก โดม-พลอย ไม่เลิก สำหรับข่าวคาวที่เกิดขึ้นเนี่ย มีผลกระทบต่อชีวิตเธออย่างไร ต้องไปฟังจากเธอผู้นี้ กันเลย


มีผลกระทบด้านจิตใจ ปกติแมงมุมไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้เลย ถือเป็นประสบการณ์ชีวิต คือคนอื่นอาจค่อย ๆ เจอเรื่องราวมาทีละนิด แต่ของเราเนี่ยสิหนักหนาอยู่เหมือนกัน

คนภายนอกจะมองว่า ข่าวที่เกิดขึ้น มันยิ่งดันให้ชื่อ แมงมุม ดังขึ้นด้วยรึเปล่า?


บอกตรง ๆ มันไม่ได้เปลี่ยนความเป็นเราอะไรเลยนะ เรื่องงานเมื่อก่อนงานเราเยอะกว่า นี้อีก ไม่ใช่เพิ่งมาเยอะตอนนี้



ด้วยความที่เป็นผู้หญิงมาดมั่น แต่งตัวจัดจ้าน ทำให้สังคมมองว่าด้วยความเป็นไฮโซแล้วจะมาแคร์อะไรกับเรื่องแบบนี้!


แมงมุมเป็นคนแต่งตัวเปรี้ยวก็จริง พูดตรง ๆ พูดจาเสียงดัง เลยดูแบบเป็นอย่างนั้น แต่จริง ๆ ขี้อายนะ เมื่อก่อนนะช่างภาพมาถ่ายรูปไม่ได้ ไม่เชื่อถามพี่ ๆ ช่างภาพได้เลย กว่าจะถ่ายได้ม้วนไปม้วนมา เนี่ยนะคนที่จะมาคิดกับเราอย่างนี้ อย่าเอาการแต่งตัวภายนอกเป็นเครื่องตัดสินคนเลยดีกว่าค่ะ

ไหนลองบอกนิสัยตัวตนที่แท้จริงของ หญิงแมงมุม มาให้ฟังหน่อยสิ


เป็นคนร่าเริง เข้ากับคนง่าย พูดตรง ๆ ไม่โกหก ไม่เอาเปรียบใคร



โดยเฉพาะการใช้ชีวิตเติบโตมาในครอบครัวที่เพียบพร้อม นามสกุลใหญ่เก่าแก่ขนาดนี้ เป็นสิ่งค้ำคอด้วยรึเปล่า?


แมงมุมเชื่อว่าทุกคน ทุกบ้าน ย่อมมีกรอบ เพียงแต่กรอบของแต่ละคนเป็นรูปร่างไหนกันแน่ แต่ละครอบครัวเลี้ยงลูกไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับกรอบใหญ่หรือเล็ก เป็นรูปร่างอย่างไรกันแน่ สำหรับแมงมุมเอง ถ้ามีเรื่องอะไรขึ้นมา ที่บ้านก็จะตักเตือน แต่ให้โอกาสในการตัดสินใจ หรือว่าเป็นตัวของตัวเองค่ะ

แล้วท่านพ่อเคยมาตีกรอบ กะเกณฑ์ชีวิตให้หรือไม่?


ก็มีบ้างค่ะ อยู่ที่อายุ การกระทำของเรามากกว่า เราทำให้เขาเห็นแค่ไหน ถ้าเราไม่ได้ทำผิดอะไร ความอิสระก็จะได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามอายุ ประสบการณ์ และสิ่งที่เราทำให้เขาเห็นด้วย ระเบียบก็มี เราเป็นสาวเปรี้ยว แต่งตัวเปรี้ยวแต่ไม่โป๊นะ รู้ว่าเราใส่อะไรอยู่ ถ้าใส่กระโปรงสั้นข้างในมีขาสั้นอีกชั้นหนึ่ง ผู้หญิงทุกคนไม่ว่าจะมาจากครอบครัวไหนก็เถอะ ควรจะดูแลตัวเองอย่างนี้อยู่แล้ว อีกอย่างแมงมุมก็ไม่ได้อึดอัดกับสิ่งเหล่านี้นะ ปกติเป็นคนที่ปรับตัวเองค่อนข้างง่าย ให้แค่นี้ก็โอเค เป็นคนมีความสุขง่าย ไม่ต้องหวือหวา อยู่กับเพื่อนนั่งทานข้าวแค่นี้ก็แฮปปี้แล้วค่ะ

ถูกโยงเป็นมือที่สาม ตกเป็นข่าวใหญ่โตบนหน้าหนังสือพิมพ์ติดต่อกันหลายวัน ช่วงที่ทุกข์ใจมักหันหน้าไปปรึกษาใครก่อน?


คนแรกที่มองก็คือครอบครัวค่ะ เพื่อน ญาติ ลูกพี่ลูกน้อง เขาจะบอกว่าให้เข้มแข็ง ทุกอย่างจะผ่านไปได้ ทุกคนที่รู้จักแมงมุม จะรู้ว่าเราเป็นคนอย่างไรค่ะ

ยากมากไหมกว่าจะผ่านช่วงเวลาย่ำแย่ขนาดนี้มาได้ มันเกิดผลกระทบกับชีวิตอย่างไรบ้าง?


นิดหนึ่งค่ะ เพียงแต่มีประสบการณ์จากสิ่งเหล่านั้นมากขึ้น ในแง่การคบคนมากกว่าค่ะ ต้องดูคนที่จะคบด้วย ระวังตัว ฟังผู้ใหญ่ที่เขาแนะนำ ผู้ใหญ่สามารถให้คำแนะนำที่ดีสำหรับเรา คนอื่นผ่านได้ เราก็ต้องผ่านได้สิ คนอื่นที่เขามีชีวิตแย่กว่าเรา ลำบากกว่าเรายังมี ไม่มีเรื่องอะไรแย่และลำบากกว่าอีกแล้วสำหรับพวกเขา เรามาคิดว่าพรุ่งนี้เจอ นักข่าว อีกด้านพวกเขาคิดว่าพรุ่งนี้จะมีอะไรทานกัน

มันแย่จนต้องวิ่งหนีนักข่าวเลยหรือ?


วิ่งหนีสิ ไม่อยากพูดอะไรให้เกิดผลกระทบกับใครอีก ไม่อยากเห็นข่าวแบบนั้นทำร้ายใครเลย แค่นั้นเอง

สรุปว่าความรักครั้งที่ผ่านมา ถือว่าเป็นบทเรียนสำคัญกับชีวิตรึเปล่า?


จากนี้การมองความรักสำหรับตัวเองจะไม่รีบ อยู่ที่หาคนดี ๆ ที่จะเข้ามา คุยกันรู้เรื่อง เข้ากันได้ ก็โอเคแล้วค่ะ

ถึงกับขยาดคนในวงการบันเทิงไปเลยไหม?
ไม่ค่ะ คนเราไม่เหมือนกัน ไม่ได้เกี่ยวกับการทำอาชีพไหน ไม่เกี่ยวกันเลย อยู่ที่บุคคลมาก กว่า



อย่างน้อยประสบการณ์ครั้งนี้ น่าจะเป็นบทเรียนอีกหน้าหนึ่งในชีวิตเธอ….

คนกลาง : เรื่อง / อมรรัตน์ สีม่วง :ภาพ

ขออนุญาตใช้เนื้อหา