4 ข้ออ้างหยุดงาน อย่างไรดี ? ในยามที่กำลังชอกช้ำใจ ความรักสะบั้น

Home / สาวโสด / 4 ข้ออ้างหยุดงาน อย่างไรดี ? ในยามที่กำลังชอกช้ำใจ ความรักสะบั้น

ถึงแม้เพิ่งเลิกกับแฟนสุดแสนชอกช้ำ แต่อย่าลืมว่าเรามีงานที่ต้องทำ ถ้าโชคดีมีเจ้านายหรือลูกค้าที่ใจกว้าง เราสามารถพูดตรงๆได้ว่า เรากับแฟนหนุ่มเพิ่งแยกทางกันและต้องการหยุดงานสัก 2-3 วัน

เพื่อกอบกู้สภาพจิตใจขึ้นมาใหม่ ขอเตือนว่าควรระวังตรงนี้ให้ดี เจ้านายและลูกค้าไม่ได้ใจกว้างทุกคน ดีๆไม่ดีอาจจะวางท่าไปอย่างนั้นเองด้วยซ้ำ การแสดงความอ่อนแอเปราะบางออกไป อาจย้อนกลับมาหลอกหลอนเราทีหลังได้ ดังนั้นการโกหกจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด

เลิกกับแฟน

ป่วย

โทรไปลาป่วยคือการโกหกที่ดีที่สุด แถมน้ำเสียงยังอู้อี้สั่นเครือสมจริงเพราะเพิ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก และซื้อเวลาต่ออีกวันด้วยการดทรไปตอนกลางคืนขอลาในวันรุ่งขึ้น เพราะอาการยังย่ำแย่ ทางที่ดีอย่าพูดจาอะไรเยอะ ให้รีบตัดบทวางหู ไม่งั้นก็ต้องแน่ใจว่าเสียงเหมือนคนใกล้ตายจริงๆ

เป็นไข้ ข้ออ้างนี้ใช้เวิร์คมากในหน้าหนาวหรือหน้าฝน เพราะดูน่าเชื่อถือดี ยิ่งถ้าเป็นช่วงหวัดระบาดละก็ เป็นการลาหยุดงานที่ได้ผลที่สุด อย่าลืมบ่นว่าหนาวและเพลียมาก

อาหารเป็นพิษ โรคนี้ใช้อ้างในหน้าร้อนจะได้ผลดีมาก เพราะใครๆก็เป็นกัน ใครๆก็พากันกินอาหารไม่สะอาด ท้องร่วง ท้องเสียจู๊ดๆกันเป็นแถว หรือจะเป็นพวกแพ้อาหารบาวอย่างก็ได้ แล้วเผอิญเผลอสวาปามเข้าไปเลยเดี้ยงไงคะ

ข้ออ้างระยะสั้น

ยังมีทางเลือกโกหกเหลืออยู่อีกนิดหน่อยในกรณีที่ใช้วันลาป่วยหมดไปแล้ว ลองอ้างไปว่า

พ่อแม่ พี่น้อง หรือเพื่อนสนิทหกล้มและเราต้องไปอยู่ดูแลและเป็นธุระพาไปโรงพยาบาลด้วย ถึงแม้ไม่ใช่ข้ออ้างที่ดีนัก แต่กรณีแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาในชีวิตจริงแล้ว

รถเสียเป็นข้ออ้างไม่ไปทำงานได้ จริงๆก็เป็นเหตุผลที่ใช้ได้นะ แค่ระวังว่าอย่าใช้บ่อยเกินไป เพราะไปๆมาๆอาจทำให้เราดูงี่เง่า และที่ควรระวังอีกอย่างคือ ถ้างานที่ทำเกี่ยวข้องกับการขับรถแล้วรถเสียบ่อยละก็ อาจตกงานได้นะเออ

ข้ออ้างแบบดราม่า

ถ้าบังเอิญเรามีเจ้านายหรือลูกค้าที่ไร้หัวใจ และเราเพิ่งใช้วันลาหยุดหรือลาพักร้อนไปหมาดๆ ดังนั้นจึงต้องใช้ข้ออ้างที่ออกแนวดราม่าชีวิตรันทดสักหน่อย โปรดจำไว้ว่าเป้าหมายคือขอหยุดพักใจสัก 2-3 วัน อย่าใช้โอกาสนี้ทดสอบว่าตัวเองเป็นดาราเจ้าบทบาทหรือเปล่า ต่อไปนี้คือข้ออ้างที่ถือว่าเป็นไพ่ใบสุดท้ายจริงๆ

งานศพ ญาติพี่น้องหรือคนใกล้ชิดเสียชีวิตเป็นเรื่องใหญ่มาก ซึ่งกรณีนี้เราสามารถหยุดงานได้ทั้งสัปดาห์เลยทีเดียว ควรระมัดระวังในการเลือกผู้ตายซึ่งควรใกล้ชิดสนิทสนมกับเรามากพอที่จะทำให้ชีวิตเราซวนเซเสียศูนย์เมื่อเขาจากไป หรือความตายของบุคคลนี้จะอยู่ห่างไกลเสียจนคนในออฟฟิศไม่เคยได้ยินชื่อคนนี้มาก่อน ที่สำคัญคืออย่าเลือกคนจริงๆขึ้นมา ต้องอุปโลกน์ขึ้นมาเอง มิฉะนั้นถ้าคนๆนี้โทรมาหาเราที่ออฟฟิศในภายภาคหน้าละก็…ยุ่งเลยละ

ป่วยระยะสุดท้าย ไม่ใช่เราค่ะ ของคนอื่นสิคะ นี่เป็นสถานการณ์ที่บีบคั้นสุดขั้วมากๆ ญาติพี่น้องหรือคนใกล้ชิดที่ป่วยเข้าขั้นตรีฑูตแล้ว จะไปมิไปแหล่ ซึ่งเราจำเป็นจะต้องไปอยู่เฝ้าดูใจสัก 2-3 วัน อย่าเผลอพูดพล่ามเรื่อยเปื่อยจนถูกจับได้ ควรโฟกัสที่ความกล้าหาญในการต่อสู้กับโรคร้ายของผู้ป่วย และความสงสารเห็นใจที่เรามีต่อผู้ป่วย

จนปัญญา หาทางออกไม่ได้

โชคร้ายที่บังเอิญว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่หนีงานไม่ได้ เราอาจจะต้องพรีเซ้นท์งานกับคนของบริษัทแม่ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ หรือถ้าทำงานเป็นคนจัดอีเว้นท์ก็คงหลีกเลี่ยงงานอีเว้นท์ยักษ์ใหญ่ในวันนั้นไม่ได้ ดังนั้นทางที่ควรทำที่สุดคือลืมเรื่องเลิกราไปก่อน ทำเป็นว่าเขาแค่เดินทางไปต่างบ้านต่างเมือง จากนั้นก็ดำเนินการพรีเซ้นท์งานไปโดยต้องเขียนทุกอย่างที่จะพูดลงในกระดาษให้หมด ส่วนงานอีเว้นท์ก็ทำตามลิสต์สิ่งที่ต้องทำให้ครบถ้วน พยายามโฟกัสกับงานเข้าไว้ หลังจากเสร็จสิ้นแล้วค่อยหันมาจัดการกับอาการอกหัก ด้วยการหยุดพักสัก 2-3 วัน พอได้พักสักหน่อยอาการก็จะดีขึ้นเอง แต่ถึงอย่างไรก็ต้องกลับมาทำงานจนได้ เก็บงานไว้ดีกว่า ผู้ชายหาใหม่ได้ค่ะ

ขออนุญาตใช้เนื้อหา