เลิกงมงาย! แล้วหันมาเข้าใจอารมณ์ “อกหัก” แบบวิทยาศาสตร์กันเถอะ

Home / สาวโสด / เลิกงมงาย! แล้วหันมาเข้าใจอารมณ์ “อกหัก” แบบวิทยาศาสตร์กันเถอะ

คนส่วนใหญ่ยาม อกหัก ก็มักจะดำดิ่งอยู่กับอารมณ์เศร้า ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาเนอะไม่ว่ากัน พอสตรองแล้วก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ แต่ก็มีหลายคนที่ทิ้งตัวยาวกับความเศร้าจนฉุดไม่ขึ้น รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นโรคซึมเศร้า ไม่เป็นอันเรียนหรือเสียการเสียงาน หรือที่ร้ายกว่านั้นคือ สูญเสียความอยากมีชีวิตบนโลกใบนี้ต่อไป

อกหัก

ถ้าการนั่งฟังเพลงอกหัก ดื่มเหล้าเมามาย ยืนร้องไห้กลางสายฝน หรือเปิดฝักบัวอาบน้ำทั้งเสื้อผ้านั้นไม่สามารถช่วยเธอได้ ลองมาฟังคำอธิบายสภาวะอกหักแบบวิทยาศาสตร์ดูไหม มาเข้าใจธรรมชาติของตัวเรากับอาการอกหัก เผื่ออะไรที่เคยยากมันจะง่ายขึ้น

อกหัก

  • หงุดหงิดผิดหวัง

นักวิทยาศาสตร์บอกว่าอาการอกหักในช่วงแรกนั้นเรียกว่าช่วงต่อต้าน (ยังรับไม่ได้ ปรับใจไม่ทัน) ซึ่งเต็มไปด้วยความผิดหวัง หงุดหงิดใจ ไม่พอใจ อันเป็นผลมาจากสมองส่วนที่ควบคุมความรู้ความเข้าใจต่าง ๆ ทำงานผิดปกติไปนั่นเอง ในช่วงนี้ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนโดพามีน  และ นอร์อิปิเนฟริน ในระดับสูงมาก เจ้าฮอร์โมนตัวนี้ปกติจะทำให้เรารู้สึกดีมีความสุข แต่ในยามอกหักผิดหวังพวกมันกลับทำให้เรารู้สึกแย่มากกว่าปกติหลายเท่าเลยทีเดียว (สุขมาก…ก็…ทุกข์มาก) อาการที่เกิดขึ้นคือ หมดเรี่ยวแรง เพ้อถึงแต่ความหลัง นอนไม่หลับกระสับกระส่าย

  • เจ็บแค้นเคืองโกรธ

ความโกรธเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้เป็นปกติ ตราบใดที่เรายังควบคุมตัวเองได้อยู่ แต่ความโกรธในช่วงอกหักนี้เป็นอะไรที่ควบคุมยากกว่าปกติ ซึ่งเป็นผลมาจากสมองในส่วน Amygdala ที่ทำหน้าที่จัดการเรื่องความทรงจำ การตัดสินใจ และการตอบสนองต่ออารมณ์ และในยามโกรธระดับฮอร์โมนเซโรโทนินจะลดลงฮวบฮาบ ซึ่งมีผลต่อการควบคุมอารมณ์ความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความเจ็บปวด ความต้องการทางเพศ บลาบลาบลา ระดับเซโรโทนินที่ไม่สมดุลทำให้เกิดความเครียด คิดหมกมุ่น และนำไปสู่การทำอะไรแบบขาดความยับยั้งชั่งใจ หุนหันพลันแล่น (อย่างเช่น ไปทำร้ายร่างกายคนอื่น หรือตัวเอง) และยังส่งผลไปถึงระบบการย่อยอาหาร อาจเกิดอาการอาหารไม่ย่อย หรือคลื่นไส้อาเจียน อีกด้วย

  • สิ้นหวังเดียวดาย

ความรู้สึกสิ้นหวังเดียวดายเป็นอาการที่เกิดขึ้นกับคนอกหักเป็นปกติ เพราะระดับฮอร์โมนโดพามีน เซโรโทนีน และนอร์อิปิเนฟรินที่ไม่ปกตินี่เอง อาการที่เกิดคือรู้สึกหดหู่ หมดอาลัยตายอยาก หมดสภาพ จากการสำรวจชิ้นหนึ่งพบว่า 3 ใน 4 ของคนอกหักที่เกิดอาการสิ้นหวังเดียวดายนี้มีความคิดที่จะฆ่าตัวตาย เจ้าระดับความสิ้นหวังหดหู่นี้ยังแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลอีกด้วย มีงานวิจัยรายงานว่าผู้ชายเมื่อสิ้นหวังมักจะหันไปพึ่งแอลกอฮอล์หรือยาเสพติด ในขณะที่ผู้หญิงมีแน้วโน้มที่จะมีอาการร้องไห้ฟูมฟาย คร่ำครวญหวลไห้ไม่หยุด หรือไม่ก็ตัดขาดจากโลกภายนอกไปเลยจ้า

ร้องไห้

วิธีรับมือกับอารมณ์ยามอกหัก :

  1. กระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขออกมาให้มากที่สุด ด้วยการพาตัวเองไปอยู่กับบุคคลหรือเรื่องราวอะไรก็ได้ที่ทำให้เรายิ้มหรือหัวเราะออกมา หาหนังตลก เดี่ยวไมโครโฟน หรือเปิดคลิปฮาๆ ตามแต่ความชอบส่วนตัว บังคับให้ร่างกายได้ยิ้มได้หัวเราะวันละนิดวันละหน่อยก็ยังดี
  2. อย่าจมอยู่กับห้องมืด ๆ ทั้งวัน ให้ออกไปรับแสงสว่างภายนอกด้วยจะช่วยกระตุ้นต่อมไพเนียลในสมองที่จะเป็นตัวหลั่งสารเซโรโทนินออกมาในตอนกลางวัน ทำให้ร่างกายทำงานปกติ ไม่ง่วงเหงาหาวนอนในตอนกลางวัน ส่วนตอนกลางคืนก็จะได้รู้สึกง่วงตามปกติ
  3. ระบายมันออกมา เช่น หาสมุดบันทึกสักเล่มมาเขียนเล่าความรู้สึก ดูอย่าง เทเลอร์ สวิฟท์ สิ นางอกหักทีไรแต่งเพลงออกมาขายได้ขายดีทุกที (พลิกวิกฤติเป็นโอกาส!) หรือคุยกับเพื่อนสนิทที่เราไว้ใจได้ การพูดหรือเขียนออกมาจะช่วยให้เราได้เรียบเรียงสติ มองเห็นจุดปัญหา ซึ่งนำไปสู่การค่อย ๆ ยอมรับมัน ดีกว่ามโนฟุ้งซ่านอยู่ในความคิดคนเดียว (เดี๋ยวเพื่อนอกหักเราก็สลับมาเป็นผู้ฟังบ้างเนอะ)
  4. ปรนเปรอตัวเอง ด้วยการทำสิ่งที่เรามีความสุข เพื่อให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขออกมา เช่น กินอาหารอร่อยๆ ไปนวดหน้านวดตัว ทำให้ตัวเองรู้สึกดี แม้สักนิดสักหน่อย ถึงใครเขาจะไม่รักเราแต่เราต้องรักตัวเองค่ะซิส!
  5. ไปสมัครเรียนทำอะไรสักอย่างที่จะทำให้ชีวิตเราดีขึ้น เช่น เรียนทำขนมปัง ขี่ม้า เล่นดนตรี เรียนแต่งหน้า อะไรก็ว่าไป ถึงจะเรียนไปเศร้าไปก็เถอะ แต่เราจะไม่จมอยู่กับความเศร้าตลอดเวลา และการได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ จะช่วยเพิ่มความรู้สึกนับถือตัวเอง เมื่อเรารู้สึกว่าตัวเองมีค่า เราก็จะค่อย ๆ ลืมคนที่เค้าไม่เห็นคุณค่าของเราไปเอง!

ไม่เร็วก็ช้า ร่างกายจะค่อย ๆ ปรับสมดุลตัวเองได้ในที่สุด เมื่อถึงเวลานั้นอาการเฮิร์ททั้งหลายก็จะค่อยๆหายไป จนไปถึงจุดที่เราทำใจยอมรับความเป็นจริงได้ในที่สุด แม้อาจจะมีร่องรอยเหลือไว้ให้เจ็บจี๊ดเวลาไปสะกิดแผลอยู่บ้างก็เถอะ

Credit: everydayfeminism.com

ขออนุญาตใช้เนื้อหา