การเจริญเติบโตของลูก นมแม่ นมแม่กับการพัฒนาสมองของลูก นมแม่ดีอย่างไร พัฒนาสมองของลูก

มาดู! นมแม่ ส่งผลดีต่อการพัฒนาสมองของลูกอย่างไร?

Home / แม่และเด็ก / มาดู! นมแม่ ส่งผลดีต่อการพัฒนาสมองของลูกอย่างไร?

เคยได้ยินไหมว่า นมแม่ คืออาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย ก็เพราะว่านมแม่ เป็นอาหารแรกเริ่มที่ลูกจะได้สัมผัสจากอกแม่ แถมยังมีส่วนช่วยให้พัฒนาการสมองของลูกนั้นเป็นไปในทางที่ดีขึ้น ถ้าหากได้กินตั้งแต่แรกเกิดมาจนถึง 6 เดือน และทานควบคู่กับอาหารไปจนถึง 2 ปี ย่อมเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการบริหารสมองส่วนหน้า ที่จะกำกับความคิด ความรู้สึก และการกระทำ ทำให้ลูกเติบโตมาเป็นคนที่มีคุณภาพได้อย่าง 100%

พญ.ศิริพร กัญชนะ ประธานมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย อธิบายว่า นมแม่เป็นอาหารเริ่มแรกที่แม่สร้างไว้ให้ลูก จุดเริ่มต้นที่จะทำให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ประสบความสำเร็จได้คือ “วางลูกไว้บนอกแม่ครึ่งชั่วโมงหลังคลอด” นับว่าเป็นชั่วโมงที่สำคัญที่สุด นอกจากนี้เมื่อตาของลูกกับแม่ประสานกัน เกิดการโอบกอด ลูกได้ดูดนมแม่ ได้ยินเสียงหัวใจของแม่หรือ สายสัมพันธ์จากการโอบกอดแนบเนื้อ (Skin to Skin Contact) ได้สร้างขึ้นเป็นสายใยแห่งความผูกพันตั้งแต่แรกเกิดนั่นคือ สื่อสัมพันธ์ที่ไปกระตุ้นสมองของลูก ที่เป็นซิแนปส์ (synapse) เสมือนเป็นแขนขาเชื่อมเซลล์ประสาทนับพันล้านเซลล์ โดยภายในขวบปีแรกเซลล์สมองจะเติบโตถึง 90% ดังนั้นการเรียนรู้ในวัยนี้ ไม่ว่าจะเรียนรู้จากสายตาของแม่และลูก การโอบกอด การรอคอยแม่ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้คือการกระตุ้นสมองให้เรียนรู้ เมื่อลูกได้เรียนรู้การแสดงออกทางพฤติกรรมที่หลากหลาย จะยิ่งไปกระตุ้นเซลล์สมองให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

นมแม่

การสัมผัสโอบกอดลูกช่วยกระตุ้นเส้นใยประสาท ทำให้มีการแตกแขนงของโยงใยประสาทในสมองมากขึ้น อีกทั้งการ พูดคุยกับลูก มีการสื่อสารทางสายตาระหว่างแม่-ลูก และสารอาหาร เช่น DHA ในนมแม่ ล้วนส่งผลต่อระดับเชาว์ปัญญาในเด็กที่กินนมแม่ จะเห็นได้จากผลการวิจัยของ Lucas A และคณะ (1992) พบว่า ปริมาณนมแม่ที่ให้กับทารกมีผลโดยตรงต่อคะแนนเชาว์ปัญญา โดยเฉพาะค่าคะแนนทางด้านการพูด (verbal scale) สูงกว่าทารกที่ไม่ได้รับนมแม่ถึง 9 จุด นั่นคือ ยิ่งให้น้ำนมแม่เป็นระยะเวลานานมากขึ้นเท่าใด ก็จะมีผลให้สมองพัฒนามากขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ นมแม่ยังมีผลต่อความฉลาดทางอารมณ์ด้วย จากผลการวิจัยเพื่อศึกษาความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กที่เลี้ยงด้วยนมแม่โดย ดร.วีณา จีระแพทย์ และคณะ พบว่า เด็กกลุ่มที่เลี้ยงด้วยนมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือน มีคะแนนเฉลี่ยของความฉลาดทางอารมณ์โดยรวมและรายด้าน (ด้านดี เก่ง และสุข) สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยของความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กกลุ่มที่เลี้ยงด้วยนมแม่ร่วมกับนมผสม และของกลุ่มเด็กที่เลี้ยงด้วยนมผสมร่วมกับอาหารเสริมอื่นๆ และยังพบว่าระยะเวลาของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือน มีคะแนนเฉลี่ยของความฉลาดทางอารมณ์โดยรวมสูงกว่าของกลุ่มที่ได้นมแม่อย่างเดียว 4 เดือน และ 1 เดือน

นมแม่

ดังนั้นเมื่อลูกได้กินนมแม่ล้วนตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 เดือน และกินนมแม่ควบคู่อาหารตามวัยไปจนถึง 2 ปีนั้น แสดงให้เห็นว่านี่คือ จุดเริ่มต้นของการพัฒนาความชาญฉลาดทางสมองและทางอารมณ์ เมื่อทักษะในการบริหารของสมองส่วนหน้า Executive Functions (EF)  ที่กำกับความคิด การรู้สึก การกระทำให้ไปสู่เป้าหมายได้ถูกพัฒนา โอกาสที่เด็กเติบโตมาอย่างเป็นคนที่มีคุณภาพนั้นเรียกได้ว่า 100 % เลยทีเดียว

รู้จัก Executive Functions (EF) หรือทักษะในการบริหารของสมองส่วนหน้า

สมองส่วนหน้าเป็นส่วนที่กำกับความคิด ความรู้สึก การกระทำที่ไปสู่เป้าหมาย โดยเป็นศักยภาพที่มนุษย์ทุกคนมีแต่กำเนิด และต้องได้รับการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นทักษะและความสามารถ ซึ่งพัฒนาอย่างมากในช่วงอายุ 3-6 ปี วงจรประสาทจะเชื่อมโยงกับสมองส่วนอื่นและค่อยๆ รวมกัน จนมีประสิทธิภาพในช่วงอายุ 25-30 ปี และนำไปสู่กระบวนการคิดที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิต

กลุ่มทักษะ EF ที่สำคัญมีทั้งหมด 9 ด้าน

1.ทักษะความจำที่นำมาใช้งาน (Working Memory) คือทักษะจำหรือเก็บข้อมูลจากประสบการณ์ที่ผ่านมา และดึงมาใช้ประโยชน์ตามสถานการณ์ที่พบเจอ เด็กที่ทักษะนี้ดี ไอคิวก็จะดีด้วย

2.ทักษะการยับยั้งชั่งใจ-คิดไตร่ตรอง (Inhibitory Control) คือความสามารถในการควบคุมความต้องการของตนเองให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

3.ทักษะการยืดหยุ่นความคิด (Shift Cognitive Flexibility) คือความสามารถในการยืดหยุ่นหรือปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ไม่ยึดตายตัว

4.ทักษะการใส่ใจจดจ่อ (Focus) คือความสามารถในการใส่ใจจดจ่อ มุ่งความสนใจอยู่กับสิ่งที่ทำอย่าง ต่อเนื่องในช่วงเวลาหนึ่ง

นมแม่

5.การควบคุมอารมณ์ (Emotion Control) คือ ความสามารถในการควบคุมแสดงออกทางอารมณ์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เด็กที่ควบคุมอารมณ์ตัวเอง ไม่ได้ มักเป็นคนโกรธเกรี้ยว ฉุนเฉียว และอาจมีอาการซึมเศร้า

 6.การประเมินตัวเอง (Self-Monitoring) คือการสะท้อน ตรึกตรองการกระทำของตนเอง รู้จักตนเอง สามารถประเมินเพื่อหาข้อบกพร่องตัวเองได้

7.การริเริ่มและลงมือทำ (Initiating) คือ ความสามารถในการริเริ่มและลงมือทำตามที่คิด ไม่กลัวความล้มเหลว ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง

8.การวางแผนและการจัดระบบดำเนินการ (Planning and Organizing) คือทักษะการทำงาน ตั้งแต่การตั้งเป้าหมาย การวางแผน การมองเห็นภาพรวม ซึ่งเด็กที่ขาดทักษะนี้จะวางแผนไม่เป็น ทำให้งานมีปัญหา

9.การมุ่งเป้าหมาย (Goal-Directed Persistence) คือ ความพากเพียรมุ่งสู่เป้าหมาย เมื่อตั้งใจและลงมือทำสิ่งใดแล้ว ก็มีความมุ่งมั่นอดทน ไม่ว่าจะมีอุปสรรคใดๆ ก็พร้อมฝ่าฟันให้สำเร็จ

สำหรับเด็กที่มีทักษะสมองส่วนหน้าอ่อนแอ มีแนวโน้มทำให้เรียนไม่จบ สูบบุหรี่ ตั้งครรภ์โดยไม่ตั้งใจ ติดสารเสพติด  และก่ออาชญากรรม ทั้งนี้ ระดับของทักษะการกำกับตนเอง หรือทักษะเชิงบริหารนั้น มีส่วนสำคัญที่จะทำให้เด็กประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลวในหลายๆ ด้าน ทั้งทักษะทางด้านสังคม การปฏิสัมพันธ์ ผลการเรียน และสุขภาพ

เห็นไหมล่ะว่า นมแม่ นั้นมีประโยชน์และมีผลดีต่อตัวลูกมาก เพราะ ‘นมแม่’ คือจุดเริ่มต้นของการสานสัมพันธ์แม่ลูก นำไปสู่การกระตุ้นเซลล์สมองนับล้านเซลล์ ทำให้นำมาสู่กระบวนการพัฒนาทักษะสมองหน้า ซึ่งจะพัฒนาไปคู่กับพัฒนาการตามวัยของเด็ก และนำมาสู่การสร้างเด็กที่มีคุณภาพในสังคม

ทาทา ยัง คุณแม่สายอึด เลี้ยงลูกเอง โดยไม่มีพี่เลี้ยง ทาทาทำได้ คุณแม่ทุกคนทำได้ !

ที่มา : www.thaihealth.or.th