นิหน่า รับมือ ลูกดื้อ มองลูกอย่างเข้าใจ ด้วยความรัก ผ่านสายตาพ่อแม่

Home / คู่มือเลี้ยงลูก / นิหน่า รับมือ ลูกดื้อ มองลูกอย่างเข้าใจ ด้วยความรัก ผ่านสายตาพ่อแม่

ก่อนนี้น้องแพทเริ่มงอแง หงุดหงิด ท้าทายและดื้อมาก แม้จะไม่บ่อยแต่ก็มีมาให้เราหงุดหงิดเรื่อยๆ นิหน่ากับแบงค์พยายามปราบทั้งไม้อ่อนไม้แข็งก็ไม่สำเร็จ จนอ่อนใจและไม่รู้จะแก้ยังไง เพราะไม่รู้ที่ทำไปนั้นถูกหรือเปล่า จนได้ไปคุยกับคุณแม่ท่านนึงกับคุณหมอโอ๋…. ที่ให้ข้อคิดไว้ดีมากๆจนนิหน่ามองลูกอีกมุมไปเลย เลยอยากมาแบ่งปันค่ะ
นิหน่า น้องแพท และ พ่อแบงค์
ทั้งสองท่านนั้นบอกนิหน่าว่าลูกเกิดมาสองปีสามปี โลกของเค้าทั้งใบ ที่เค้าวางใจไว้ใจได้มีแค่พ่อกับแม่เท่านั้น การเรียนรู้ของเค้าในทุกวันถูกบ้างผิดบ้าง บางทีเค้าไม่เข้าใจและไม่รู้อารมณ์ของตัวเอง แต่เราเอาความคิดแบบผู้ใหญ่ไปตัดสินเค้า ไปคิดว่าเค้าดื้อ เค้าเกเร และเมื่อตอบสนองไปแบบผิดๆ มันยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายขึ้น…

สรุปง่ายๆคือใช้ความรักแก้ปัญหาค่ะ มองลูกด้วยความรัก มองโลกในมุมของเค้า ไม่ใช่มุมของเรา บอกเค้าว่าแม่กับพ่อเข้าใจเค้า และพร้อมจะช่วยเค้าให้สามารถเข้าใจกับอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง และเมื่อเข้าใจอารมณ์แล้ว การสอนเรื่องเหตุผลจะง่ายข้ึน…. เมื่อลูกเติบโตไป โลกของเค้าใหญ่ขึ้น แต่สุดท้ายเมื่อเค้าไม่มีใคร เค้าจะจำได้ว่ารักของพ่อกับแม่ยังอยู่และรอจะกอดเค้าเอาไว้เสมอ ไม่ใช่จะคอยต่อว่าและผลักไสเค้าออกไป ^^ มันดีจริงๆ ค่ะเลยอยากจะแชร์กัน

Blog นี้ ยาวเหยียดนะคะ ทนอ่านหน่อย…
บ้านไหนเจอปัญหานี้บ้างคะ….
ลูกกรี๊ด เวลาไม่ได้ดั่งใจ ร้องไห้ลั่นบ้าน

ลูกก้าวร้าว ตีคนอื่น

ลูกดื้อ งอแง หงุดหงิดเหลือเกิน
มันคืออาการที่หลายๆคนเรียกว่า Terrible Twos ที่นิหน่าเคยพูดถึง นิหน่านึกว่ามันจะมีแค่ที่เคยเจอแต่ปรากฏ มันหนักขึ้นค่ะ จากแรกๆที่คิดว่าจะรับมือได้ หลังๆเริ่มไม่แน่ใจ เพราะพอมันหนักขึ้น คุณพ่อจึงแก้ปัญหาด้วยการตี… โดยนิหน่าพยายามแย้งเต็มที่ว่าจะไม่ได้ผล แต่พ่อแบงค์ก็บอกว่า เค้าก็โดนตีมาก่อนเหมือนกัน (ก็โตมาดีได้) แรกๆก็จากดุหนักๆก่อน เป็นตีเบา เป็นตีแรง(แรงจริงๆค่ะ)

น้องแพท ลูกคุณแม่ นิหน่า
จนสุดท้ายเป็นอันว่ายอมแพ้ค่ะ เนื่องจากนอกจากตีแล้วไม่ได้ผล เจ็บตัวเจ็บใจลูกและเราก็เสียใจแล้วกลายเป็นว่า ลูกไปตีทุกสิ่งที่ทำให้เค้าไม่พอใจ ซึ่งเราสรุปได้ว่า ก็มาจากที่เราไปตีเค้า เค้าจึงเรียนรู้ว่า เมื่อไม่พอใจ ต้องตี….

คราวนี้ไปกันใหญ่เลย ….
นิหน่าเลยตกลงกับแบงค์ว่า เราไม่ตีลูกแล้วนะ นอกจากไม่ได้ผลแล้ว ทำให้ความไว้วางใจในตัวพ่อแม่และลูกห่างหายกันออกไปอีก คราวนี้ก็นอยละว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไรดี

คนเป็นแม่นะคะ พยายามใจเย็น รอให้หยุดร้องและสอนกันยาวเหยียดก็ไม่ค่อยได้ผล เรื่องนี้ทำนิหน่าเครียดมากจนเริ่มนอย สุดท้ายมาได้ทางสว่าง ได้ไปปรึกษาหลายๆ ท่าน ทั้งคุณหมอและคุณแม่ที่เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาของเด็ก ได้แนะนำนิหน่าไว้ได้แบบ..เราหูตาสว่างเลย เลยอยากมาแชร์กัน

ลองดูเหตุการณ์ตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงนะคะ

แพทหัวโขก เจ็บ พ่อแบงค์เดินมาหาลูก จับแขนลูกและบอกว่า ทายากันเถอะ วินาทีนั้นแพทกรี๊ดว่าไม่เอา ดิ้นๆๆๆ และหยิบยาในมือขว้างออกไป…

นิหน่าเห็นก็ปรี๊ดแต่พยายามพูดดีๆว่า แพททำแบบนี้ไม่ได้ ไปเก็บมาครับ แล้วขอโทษพ่อแบงค์ด้วย

สถานการณ์ไม่ดีขึ้น แพทยังกรี๊ด ร้องไห้ดังมาก ไม่ขอโทษและไม่หยิบยามาคืน นิหน่าพยายามสอน และบอกว่า ให้หยุดร้องไม่งั้นไม่คุยด้วย….แพทพยายามมากอด บอกว่าแม่หน่าอุ้มหน่อย นิหน่าทำใจแข็ง ไม่อุ้ม ไม่อะไรทั้งสิ้น การเจรจาเป็นไปนานถึง 1 ชั่วโมง จบที่สุดท้ายยอมคนละครึ่งทาง เพราะเหนื่อยกันทั้งคู่ แพทยอมขอโทษ(เหมือนขอไปที) โดนบอกให้แม่จับมือขอโทษให้ด้วย แต่ไม่ยอมเก็บยามาให้… และนิหน่าก็ยอมไปเก็บยามาเอง….

จากสถานการณ์นี้ บอบช้ำกันทั้งหมดค่ะ พ่อเครียด แม่นอย ลูกร้องไห้จนตาบวม…
นิหน่าไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้เรื่องแบบนี้ไม่เกิดขึ้นอีกหรือจะแก้ไขยังไงดี สุดท้ายพอได้คุยกับผู้มาช่วยให้คำแนะนำ ก็เจอทางสว่าง…..

นิหน่าได้รับคำแนะนำว่า สมองเด็ก 0-5 ขวบ ความรู้สึกและอารมณ์จะทำงานมากกว่าเหตุผล หากเราไม่สามารถทำให้เค้าเข้าใจอารมณ์ได้ ประตูเหตุผลก็จะไม่เปิด และไม่ว่าเราจะพร่ำสอนไม้อ่อนไม้แข็งก็ไม่เกิดผลใดๆ เพราะลูกไม่ฟัง และไม่เข้าใจใดๆ ทั้งสิ้น….

น้องแพท และ คุณแม่ นิหน่า

สิ่งที่เราทำเมื่อมันเกิดปัญหาขึ้น คือเรามองว่านี่มันคือปัญหาของลูก ลูกคือตัวปัญหา เราไม่ได้มองว่านี่คือพัฒนาการของเค้าในการรู้จักตัวเอง รู้จักโมโห รู้จักโกรธ รู้จักหงุดหงิด และหาทางแสดงออกซึ่งมันขัดหูขัดตาเรา ซึ่งการแสดงออกเหล่านั้น ลองดูดีๆ เค้าเรียนรู้มาจากเราทั้งนั้น โดยเราไม่รู้ว่าลูกสังเกตเราอยู่ในทุกๆ วัน เราจึงต่อว่า เราพยายามสอน เราตี แต่นั่นยิ่งเหมือนเติมเชื้อไฟ ให้ทุกอย่างแย่

ทั้งๆที่จริงๆ สิ่งที่เราควรจะทำคือ เข้าใจลูก

ลูกเกิดมาเพียงแค่สองสามปี โลกของเค้าที่เค้ารักและไว้ใจที่สุดคือพ่อกับแม่ ซึ่งถ้าเราไม่ทำให้จิตใต้สำนึกเค้าจดจำได้ว่า พ่อแม่คือคนที่เค้าวางใจได้มากที่สุด ความรู้สึกนี้ก็จะฝังไปจนโต…

อย่างกรณีแพทข้างบน แม่แอนบอกว่า เราเลิกมองตัวเอง มามองมุมลูกบ้าง เค้าเจ็บตัว แล้วมาโดนพ่อจับ อาจจะตกใจ พอมาบอกว่าทายายิ่งโกรธด้วย ตกใจด้วย เจ็บด้วยเลยแสดงออกด้วยการร้อง และเขวี้ยงของ….. พอแม่มาเห็น แทนที่จะกอดเค้า จะปลอบเค้า กลับมาดุซ้ำ เขวี้ยงทำไม ทำไมทำแบบนี้ ทำให้เค้ายิ่งรู้สึกแย่ เค้าจึงเสียใจ ร้องไห้ พยายามกอดแม่ แม่ไม่ยอมกอดกลับ แม่บอกให้หยุดร้อง เค้าก็หยุดร้อง แต่แม่ก็ยังไม่ยอมกอด เพราะจะให้ขอโทษและหยิบยามาคืน ..สมองส่วนเหตุผลปิดสนิท ไม่รับฟังใดๆ ยิ่งมีแต่อารมณ์ล้วนๆ

มันเลยสู้รบกันอย่างนี้ และจบด้วยความเครียดของทุกคน แม้จะเจอกันคนละครึ่งทาง…สถานการณ์นี้จะดีขึ้นถ้า เราเข้าใจเค้า ปลอบเค้าก่อน บอกว่าแม่เข้าใจว่าลูกทั้งเจ็บทั้งโมโห ไม่ร้องนะครับ หยุดร้องก่อน พูดกันดีๆ (คุณหมอบอกไม่โอ๋นะคะ รอให้หยุดร้องก่อน) พอหยุดร้องแล้วกอดปลอบเค้า คุยกับเค้า

แม้เค้าอาจจะกลับมาร้องอีกแต่จะร้องด้วยความรู้สึกว่า ดีใจ แม่เข้าใจชั้นแล้ว แม่รักชั้น…. เค้าจะกอดเราแน่นเลย นี่คือช่วงเวลาของความรัก..
เหมือนเวลาเราเศร้าแล้วมีเพื่อนมากอดปลอบแล้วบอกว่าเราเข้าใจเธอนะ…เราจะยิ่งร้องไห้หนักขึ้นแต่มันจะอีกอารมณ์นึงใช่ไหมคะ

เมื่ออารมณ์เย็นลง เราใช้เหตุผลง่ายๆสั้นๆว่า หนูเขวี้ยงยาไปเมื่อกี้ ไปเก็บให้แม่ได้ไหมครับ เราไม่เขวี้ยงของนะ …. คุณพ่อเสียใจที่หนูทำแบบนี้…. ขอโทษคุณพ่อกันนะครับ พูดสั้นๆ ง่ายๆ ได้ใจความ สถานการณ์น่าจะดีกว่ารบกันอยู่ชั่วโมงนึง

นิหน่าฟังก็สะอึก มาคิดว่า ก็จริงนะเมื่อเรามองมุมลูก เด็กที่เกิดมาบนโลกนี้สองสามปี เค้าจะมีตรรกะมีเหตุผลเหมือนผู้ใหญ่สามสิบกว่าได้อย่างไร
หลังจากวันนั้นนิหน่าลองค่อยๆปรับตัวเองก่อน ไม่ใช่พยายามปรับที่ลูก เมื่อไหร่แพทร้อง เข้าไปถามเค้าก่อนว่าเป็นอะไรครับ หนูหงุดหงิดอะไร หนูโกรธอะไร ลูกอาจจะบอกไม่ได้แต่เราบอกลูกได้ว่า แม่รู้ว่าหนูโกรธ โกรธได้แต่ตีคนอื่นไม่ได้นะครับ เวลาเค้าร้องไห้ เราถามเค้าก่อนว่าเกิดจากอะไร ถ้าร้องเอาแต่ใจ จะบอกให้หยุดก่อน แล้วค่อยคุยกัน พอหยุดแล้วกอดเค้า บอกว่าเรารู้ว่าเค้ารู้สึกอย่างไร แล้วค่อยสอน….

รู้สึกว่าดีขึ้นค่ะ แม้เพิ่งเริ่มแต่รู้สึกว่าดีขึ้น และคุยกับแบงค์ว่าแบงค์ต้องกลับมาต่อกับลูกให้ติด

น้องแพท และ คุณแม่ นิหน่า

คือก่อนนี้ลูกก็ไม่ได้ห่างแบงค์ไปนะคะ แต่มันเหมือนเสียความไว้ใจบางอย่าง ซึ่งคุณหมอทั้งสองท่านและแม่แอนแนะนำให้กลับมาต่อให้ติดสนิทใจด้วยการเล่น และพ่อแม่ต้องทำตัวเป็นต้นแบบที่ดีให้ลูกให้ได้ คราวนี้เหมือนบ้านมีความรักเป็นที่ตั้ง มีความเข้าใจกันอย่างถูกต้อง การสอน การเตือนจะมีผลต่อลูกมากกว่าการตี หรือใช้ความรุนแรงค่ะ เพราะลูกรักเราและไม่อยากทำให้เราเสียใจความรู้สึกนี้จะอยู่กับเค้าไปจนโต….

เผื่อวันนึงข้างหน้า เมื่อเค้าโตขึ้น โลกของเค้าไม่ได้มีแต่พ่อกับแม่อีกต่อไปแล้ว แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เค้าจะได้จำได้เสมอว่า เค้ายังมีความรักของพ่อกับแม่ มีที่ที่ให้เค้ากลับมาพักพิงยามอ่อนล้าและไม่มีใครอยู่เสมอ…เพราะพ่อกับแม่เข้าใจเค้าที่สุด… พูดแล้วน้ำตาจะไหล… นิหน่าไม่รู้จะทำได้ดีแค่ไหน แต่จะพยายามให้ดีที่สุดค่ะ เพราะหน้าที่พ่อกับแม่ ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

ขอบคุณ คุณหมอเสาวภา คุณหมอโอ๋ แม่หวานและแม่แอน ผู้ชี้ทางสว่างให้นิหน่าค่ะ

xxx

Nina

ภาพประกอบจาก Instagram : ninanaka
ขอขอบคุณ เนื้อหาโดย คุณ นิหน่า สุฐิตา ปัญญายงค์
ติดตามไปอ่านเนื้อหาดีดีต่อได้ที่ ninanaka.com นะคะ ^ ^

facebook

ขออนุญาตใช้เนื้อหา