ครอบครัว นิหน่า คุณแม่ลูกสอง นิหน่า สุฐิตา ปัญญายงค์ นิหน่า-สุฐิตา เคล็ดลับการเลี้ยงลูก เคล็ดลับดูแลชีวิตคู่

นิหน่า สุฐิตา กับมุมมองความรักที่เปลี่ยนไป และบทบาทคุณแม่ลูกสอง

Home / Scoop คนดัง / นิหน่า สุฐิตา กับมุมมองความรักที่เปลี่ยนไป และบทบาทคุณแม่ลูกสอง

อยู่ในวงการบันเทิงมานานเป็นสิบปี ได้ลองทำงานหลากหลายด้าน ทั้งนักร้อง พิธีกร นักข่าว นักแสดง จนตอนนี้ นิหน่า สุฐิตา ปัญญายงค์ แต่งงานมีครอบครัว เป็นคุณแม่ลูกสองไปแล้ว เรามาพูดคุยทำความรู้จักกับเธอให้มากขึ้น ถึงเคล็ดลับดูแลชีวิตคู่ และมุมมองชีวิตหลังจากได้รับบทบาทแม่ของลูก

จากเด็กพูดน้อย สู่เส้นทางนักร้อง

ตอนเด็กๆ นิหน่าพูดน้อยมากค่ะ จนคุณพ่อกังวลว่าลูกจะเป็นอะไรหรือเปล่า เลยพาไปหาคุณหมอ ก็ตรวจดูไม่ได้เป็นอะไร ปกติดี ก็คงเป็นนิสัยที่ไม่ค่อยชอบพูดมากกว่าค่ะ จนโตขึ้นอยากเรียนร้องเพลง ก็ไปลงเรียน และเหมือนเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต พอเราได้ทำสิ่งที่ชอบ ก็มีความสุข สนุกกับการร้องเพลง แล้วก็มีความมั่นใจมากขึ้น กล้าพูด กล้าแสดงออกมากขึ้นค่ะ

จุดเปลี่ยนที่ทำให้กลายมาเป็น นักข่าวกีฬาเวอร์ชั่นผู้หญิง 

เรียกว่าเป็นยุคบุกเบิกเลยค่ะ เริ่มมาจากพื้นฐานที่บ้านก่อนเลย คุณพ่อคุณแม่จะชอบเปิดทีวีดูการแข่งขันกีฬา โดยเฉพาะกีฬาระดับชาติอย่าง ซีเกมส์ เอเชี่ยนเกมส์ โอลิมปิค ส่วนคุณตาก็จะชอบดูมวย ดูฟุตบอล เราก็ซึมซับมาเรื่อยๆ พอช่วงอายุ 14-15 นิหน่าได้ยินเพื่อนในกลุ่มคุยกันเรื่องฟุตบอล เราก็อยากคุยกับเค้ารู้เรื่องด้วย ก็เลยไปหาดู แล้วรู้สึกชอบ เหมือนเราไม่ใช่ดูเพื่อเอาไปคุยกับเพื่อนละ แต่เราดูลึก ดูจริงจัง ดูแล้ววิเคราะห์ แล้วก็ตามทีมที่ชอบจริงจัง ตอนกลางคืนก็แอบแม่ฟังวิทยุ ลุ้นตามคนพากย์

แล้วก็มีความฝันอยากจะเป็นนักข่าวภาคสนาม วางแผนเอาไว้ว่าจะเรียนอะไรเพื่อที่จะมีโอกาสได้เป็นนักข่าว แต่ชีวิตพลิกผัน เข้ามาในวงการด้วยการเป็นนักร้องก่อน ความฝันตรงนั้นก็พักไว้ แล้วก็ไม่มีใครรู้ว่านิหน่าอยากจะทำงานแบบนั้น จนโชคชะตาหรืออะไรไม่รู้มาดลใจให้ผู้ใหญ่ในช่อง เรียกเราเข้าไปคุย เค้าก็ยังไม่รู้อีกว่าเราชอบกีฬา ตอนนั้นแค่อยากได้ นักแสดงผู้หญิงสักคนนึง ไปยืนรายงานข่าวประกบกับผู้ชาย แต่คุยไปคุยมา จัดให้เราลุยคนเดียวเลย รายงานสด วันแรกลงสนามจริง เละเทะมาก (หัวเราะ) คือเราเคยเป็นแต่คนดู พอต้องมาพูดเองจริงๆ มันยากมาก ภาพตัดจบไปแล้ว แต่เรายังยืนอ่านสคริปท์อยู่เลย อายมาก เพราะเคยทำแต่รายการเทปไงคะ ช่วงนั้นก็มีเสียงติชมเข้ามาเยอะ เราก็เอาคำเหล่านั้นมาปรับปรุง พัฒนาตัวเอง จนค่อยๆดีขึ้น ส่วนนึงคือเราไม่อยากให้ผู้ใหญ่ที่เค้าให้โอกาส ต้องผิดหวังที่เลือกเราด้วยค่ะ

มุมมองความรักที่เปลี่ยนไป 

เปลี่ยนไปเยอะเลยค่ะ สมัยก่อนที่มีความรัก ก็จะเป็นอารมณ์ป๊อปปี้เลิฟ ใจสั่นเมื่ออยู่ใกล้กัน แต่พอได้มาใช้ชีวิตแต่งงานมีครอบครัว เรามีหน้าที่รับผิดชอบมากขึ้น เราเลือกที่จะอยู่กับผู้ชายคนนี้ไปตลอด จะมาเอาแต่ใจไม่ได้แล้ว อย่างเวลาโมโห ไม่พอใจอะไร ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็จะเอาตัวเองเป็นใหญ่ งอนก็ต้องมาง้อทันที แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ ต้องใจเย็น และฟังคนอื่นให้มากขึ้น

เราเป็นคู่รักเหมือนคนอื่นทั่วไปเลยค่ะ มีเรื่องบวกเรื่องลบปนๆกันไป แต่เราจะไม่เอาชนะกัน เราต้องมองให้เราเป็นทีมเดียวกัน จะเถียงให้เจ็บกันไปทั้งคู่ทำไม ไม่มีประโยชน์ ทุกครั้งที่ทะเลาะกัน ถามก่อนเลยว่าเถียงชนะแล้วได้อะไร สุดท้ายครอบครัวพัง คุณยังมีความสุขอยู่หรอ? ถ้าวันนี้เค้าร้อน งั้นเราก็ต้องเย็น

คุณแบงค์เป็นคนเข้าใจ แล้วก็ให้เกียรตินิหน่ามากๆ เลยทำให้ทุกอย่างโอเค กฏเหล็กหรือข้อห้ามก็ไม่ได้ตั้ง เราให้อิสระกัน เคยถามคุณแบงค์เค้าไปว่าอยากให้เราปรับอะไรไหม? เค้าตอบกลับมาว่าไม่มีเลย ก็ดีอยู่แล้ว ตอนนั้นรู้สึกผิดมาก เพราะในใจเรามีเรื่องที่อยากให้เค้าเปลี่ยนเต็มไปหมดเลย ทั้งๆที่เรารู้อยู่แล้วล่ะว่าเรามีข้อเสียอะไรบ้าง แต่คุณแบงค์เลือกที่จะมองข้าม

เลี้ยงลูกด้วยเหตุผล การตีไม่ตอบโจทย์ 

ตอนลูกคนแรกกลัวมาก กังวลไปหมด แต่พอมีลูกคนที่สอง เราสบายใจขึ้น ผ่อนคลายกว่าเดิม เพราะศึกษาเรียนรู้จากคนแรกมากแล้ว ถามว่าเป็นคุณแม่ที่ดุไหม ก็ดุประมาณนึงค่ะ สิ่งไหนที่ไม่ควรทำ อย่างตอนนี้เค้าเรียนอินเตอร์ ก็จะติดพูดไม่มีหางเสียง เราก็ต้องคอยสอนย้ำๆ ว่าเอาใหม่ พูดอีกรอบ เค้าก็จะเข้าใจ พูดครับ ได้ครับ เอาอันนั้นให้หน่อยครับ อะไรประมาณนี้ แต่จริงๆ คุณแบงค์ดุกว่านะ เราก็จะคอยสังเกตและสอนลูกว่าทำไมคุณพ่อถึงดุ คราวหลังอย่าทำแบบนี้นะลูก แต่จะไม่แว้ดใส่ลูก

ปกตินิหน่าจะไม่ตีลูก แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งจำไม่ได้ว่าเค้าทำอะไรผิด แต่รู้ว่าสิ่งทำมันอันตรายมาก เกือบตกบันได แล้วเราลืมตัว ก็ตีไปที่ขาลูก เสียงดังใส่เลยล่ะ ลูกก็ช็อก เราก็ช็อก เพราะเราไม่เคยตีลูกไง พอหายตกใจก็เข้าไปปลอบแล้วก็บอกเหตุผลกับลูกว่าที่แม่ตีเพราะอะไร แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีใครตีแล้วค่ะ เพราะเรารู้ว่ามันไม่เวิร์ค เน้นไปที่การสอนให้เค้ารู้จะดีกว่า อย่างถ้าวันนี้ทำผิด ไม่น่ารัก พรุ่งนี้ไม่ให้ดูการ์ตูนนะ ไม่ให้เล่นอันนี้นะ ให้เค้าได้เรียนรู้มากกว่า

ให้อิสระลูก ได้เป็นในสิ่งที่อยากเป็น 

เกมก็เล่นได้นะ ซื้อเกมมาเล่นกับลูกด้วยซ้ำ มือถือก็ให้เล่นได้ แต่จะมีช่วงเวลา แล้วก็ให้เล่นเป็นเกมที่มีประโยชน์ ฝึกทักษะ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเกมทายคำศัพท์ สอนภาษาซะมากกว่า ในอนาคตก็ไม่ได้วางแพลนบังคับให้เค้าต้องเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ตามที่ใจเราต้องการ เพราะเราก็มาแบบคุณพ่อคุณแม่ ให้อิสระทางความคิดเราเต็มที่ ไม่เคยบังคับให้ต้องเรียนอะไร ทำอะไร ปล่อยให้เราตัดสินใจชีวิตเราเอง ชีวิตเราก็เป็นของเรา ชีวิตลูกก็เป็นของลูก เราคงไม่สามารถเอาโจทย์ชีวิตของเรา ไปใส่ไว้ในชีวิตลูก ให้เค้าได้เลือกเอง

เป็นผู้หญิงที่ไม่ค่อยรักสวยรักงาม 

ไม่ค่อยได้สนใจเรื่องนี้สักเท่าไหร่ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นผู้หญิงที่ชอบใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ แต่เราจะรู้กาลเทศะมากกว่า ไปงานไหนต้องแต่งตัว แต่งหน้าทำผมยังไงให้ดูเหมาะสมกับงาน

ผู้หญิงยุคใหม่ 

อะไรที่ผู้ชายทำได้ ผู้หญิงก็ทำได้ กลับกัน อะไรที่ผู้หญิงทำได้ ผู้ชายก็ทำได้เช่นกัน เราสลับหน้าที่กันได้หมด ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเลี้ยงลูก ไม่อยากให้ปิดกั้นตัวเองด้วยคำว่าเพศ อยากให้ผู้หญิงเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองทำ อย่าเพิ่งคิดว่าฉันทำไม่ได้หรอก ลองดูก่อน

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย : Women MThai Team

ขออนุญาตใช้เนื้อหา