Dolce&Gabbana H&M มาริโอ เมาเร่อ เหยียดผิว เหยียดเชื้อชาติ แบรนด์เสื้อผ้า ใหม่ ดาวิกา

เหยียดเชื้อชาติ ที่แฝงภายใต้แบรนด์แฟชั่น ไม่ได้เกิดขึ้นกับ D&G เจ้าแรก H&M ก็เคยโดนพังร้าน

Home / Scoop คนดัง / เหยียดเชื้อชาติ ที่แฝงภายใต้แบรนด์แฟชั่น ไม่ได้เกิดขึ้นกับ D&G เจ้าแรก H&M ก็เคยโดนพังร้าน

ก่อนหน้านี้คนไทยเพิ่งจะตื่นเต้นกับดาราสาวไทย ใหม่ ดาวิกา และ มาริโอ เมาเร่อ ที่ได้เป็นตัวแทนนักแสดงไทยเข้าร่วมเดินแฟชั่นโชว์แบรนด์ระดับโลกอย่าง Dolce&Gabbana ที่มหานครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน หลังจากที่เดินทางไปผ่านการฟิตติ้งและซ้อมเดินโชว์แล้ว เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิด เมื่ออยู่ๆ เมื่อคืนนี้มีการประกาศยกเลิกโชว์ Dolce&Gabbana The Great Show อย่างกระทันหัน สร้างความมึนงงอยู่ไม่น้อย

อ่านดราม่า ใหม่-โอ้ เก็บกระเป๋ากลับไทย ปมดราม่า Dolce &Gabbana ถูกล้มงานโชว์ที่จีน แบบเต็มๆได้ที่นี่

โดยเหตุการณ์นี้ ถูกเปิดเผยที่มาที่ไปในเวลาต่อมาว่า Stefano Gabbana ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Dolce&Gabbana ได้เผยแพร่เนื้อหาโฆษณาที่มีลักษณะของการ เหยียดเชื้อชาติ โดยการนำเสนอเป็นเรื่องการใช้ตะเกียบกับอาหารกับอาหารอิตาลี เช่น พิซซ่า สปาเก็ตตี้ นำมาซึ่งความไม่พอใจให้กับชาวจีนเพราะถือเป็นการเหยียดเชื้อชาติอย่างชัดเจน หลังจากนั้นมีกลุ่มชาวจีนที่ไม่พอใจ ตามไปต่อว่าในโซเซียลส่วนตัวของ Stefano Gabbana แต่กลับได้รับการตอบรับที่รุนแรงกลับมา ยิ่งสร้างความไม่พอใจให้ตีวงกว้างขึ้นไปอีก จนลามไปถึงตัวภาพลักษณ์ของแบรนด์ Dolce&Gabbana ที่แสดงออกว่าเห็นด้วยกับความคิดของ Stefano Gabbana ทำเอาเหล่าคนดังเมืองจีน ทั้งสายแฟชั่น และดาราดังหลายคนออกมาร่วมบอยคอตแบรนด์เช่นกัน

หลังจากนี้ คงต้องรอติดตามกันต่อไปว่า ทางแบรนด์ Dolce&Gabbana จะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไรต่อ เพราะหากยังปล่อยให้เกิดความแคลงใจจากกลุ่มลูกค้า ที่นับว่าเป็นกลุ่มใหญ่อย่างจีน คงหนีไม่พ้นยอดขายที่ต้องได้รับผลกระทบเป็นอันแน่

ย้อนกลับไป เมื่อช่วงต้นปี61 เหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นกับแบรนด์ H&M สาขาทั่วแอฟริกาใต้ ที่ถูกกลุ่มคนผิวสีบุกพังร้านยับเยิน เมื่อปล่อยโฆษณาเสื้อผ้า ที่มีนายแบบเป็นเด็กผิวสี ใส่เสื้อฮู้ดสีเขียวที่สกรีนลายคำว่า “Coolest Monkey in The Jungle” ซึ่งหมายความว่า ลิงที่เจ๋งที่สุดในป่าใหญ่ สร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มคนผิวสีอย่างรุนแรง จากคำว่า Monkey ที่เป็นคำที่ไม่เหมาะสม เพราะถือเป็นการเหยียดผิวอย่างชัดเจน นำมาสู่การบุกพังร้านจนไม่สามารถเปิดร้านขายต่อไปได้ ต้องประกาศสั่งปิดทุกสาขาทั่วแอฟริกาใต้ทันที

แต่ในเหตุการณ์นี้ การแก้ปัญหาตรงกันข้ามกับฝั่งของ Dolce&Gabbana เพราะหลังจากแบรนด์ H&M รับรู้สถานการณ์ ก็ได้รีบออกจดหมายขอโทษอย่างเป็นทางการ ถึงความไม่ตั้งใจและรีบลบภาพโฆษณาดังกล่าวออกทันที ไม่ได้มาโต้ตอบกลับอย่างร้อนแรงเหมือนดังเช่น Stefano Gabbana

ช่วงปลายปี 60 แบรนด์ Dove ก็โดนวิจารณ์เนื้อหาในโฆษณาที่ปล่อยออกมาในชื่อแคมเปญ Ready for a Dove Shower? ซึ่งเป็นภาพผู้หญิงผิวสีสวมเสื้อสีน้ำตาล แต่เมื่อถอดเสื้อออกก็กลายเป็นหญิงสาวผิวขาว จนเกิดการวิจารณ์ในแง่ลบไปเป็นวงกว้าง ถึงขั้นชาวทวิตเตอร์สร้าง #Boycottdove หลังจากนั้น Dove ก็ถอดคลิปโฆษณาออก และได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ข้ามกลับมาที่ฝั่งบ้านเรา ก็เคยมีกรณีเหยียดผิวเกิดขึ้นเช่นกัน เมื่อแบรนด์ Seoul Secret ครีมบำรุงผิวขาว ที่มี คริส หอวัง เป็นพรีเซ็นเตอร์ในสปอตโฆษณาดังกล่าว ที่ลักษณะเนื้อหาออกมาว่า โดนเด็กนางแบบรุ่นใหม่ที่ทั้งเด็กทั้งขาวแย่งงาน พร้อมกับก็อปปี้ที่ปิดท้ายว่า “แค่ขาวก็ชนะ” นับเป็นการเหยียดผิวอย่างชัดเจน หลังจากโฆษณาตัวนี้ถูกปล่อยออกมาเผยแพร่ได้ไม่นาน ก็โดนกระแสสังคมถล่มหนักจนต้องรีบถอดโฆษณาชิ้นนี้ออก ส่วนทางแบรนด์ก็รีบออกจดหมายแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เรื่องโดย Women Mthai Team