ส่วนคุณผู้ชายนี่เลยค่ะอุปกรณ์ไดรฟ์กอล์ฟเต็มถุง หรือจะตู้ไม้โบราณก็มีนะคะ โอ๊ย! ถ้าให้แนะนำตรงนี้ พื้นที่คงไม่พอแน่นอนเลย เอาเป็นว่าขอบอกชื่อร้านให้คุณไปดูด้วยตากันเองดีกว่า คือ ร้าน ปันกัน ตั้งอยู่ที่เสรีเซ็นเตอร์ ชั้น จี อีกร้านชื่อ รีเทล ทู อยู่ที่ ซอยปรีดีพนมยงค์ 42 ถนนสุขุมวิท 71
ถ้าคุณมาช็อปปิ้งที่ 2 ร้านนี้ จะควักกระเป๋าจ่ายเงินไปมากเท่าไหร่ ก็คงไม่มีใครกล้าว่าหรอกว่าเป็นขาช็อปมือเติบ หรือช็อปไร้สติ เพราะทุกบาททุกสตางค์ที่คุณจ่ายไปนั้นจะนำไปช่วยเหลือ น้องๆ ที่ขาดโอกาสทางการศึกษา และ สุนัขและแมวจรจัด
** ปันกัน ปันน้ำใจ เพื่อ (ชีวิต) อนาคตของชาติ
บรรยากาศยามบ่าย ที่ข้างนอกฝนเทกระหน่ำ แต่บรรยากาศภายในร้านปันกันนั้นช่างเย็นสบายกาย และรู้สึกอบอุ่นใจเป็นพิเศษ ยิ่งเห็นหนังสือที่เราถือติดมือมาด้วยได้ถูกนำไปวางบนชั้น และเพียงแค่หม้อข้าวเดือดหนังสือก็ผลัดเปลี่ยนไปสู่อีกมือ แต่ภาพที่พิเศษยิ่งกว่านั้นก็คือ ทำให้เราจินตนาการถึงเด็กน้อยที่กำลังจะได้รับโอกาสทางการศึกษา แม้หนังสือเพียงไม่กี่เล่มจะมีค่าไม่กี่บาท แต่ทุกๆ สินค้าที่วางขายอยู่ภายในร้านนี้ ก็คือ ทุกๆ น้ำใจของคนไทยที่มารวมกันเพื่อส่งต่อไปให้แก่อนาคตของชาติ
ลูกค้าของร้านปันกันในช่วงเวลา 3 ชั่วโมง (ที่เราอยู่) มีเปลี่ยนหน้าเข้ามาไม่ขาดสาย ทั้งชายและหญิงมีทุกระดับอายุ บ้างมาซื้อที่คาดผม อันละ 5 บาท บ้างก็ซื้อเทปเก่า ตลับละ 10 บาท บางคนก็เดินออกไปพร้อมนิตยสารหอบโตแต่ควักกระเป๋าจ่ายเงินไปไม่ถึงร้อยบาท และสินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุดดูจะเป็นเสื้อผ้า
ร้านปันกัน เปิดบริการอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2543 ก่อตั้งขึ้นโดย มูลนิธิยุวพัตน์ (ก่อตั้งเมื่อปี 2536 โดยกลุ่มบริษัท พรีเมียร์) ด้วยความเชื่อที่ว่า สังคมจะดีได้ ถ้าเราทุกคนช่วยกัน
สุธาสินี ศุภศิริสินธุ์ ผู้จัดการร้านปันกัน เล่าว่า ปกติมูลนิธิฯ จะได้รับเงินบริจาคจากกลุ่มบริษัท พรีเมียร์ แต่ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ คือปี 2540 ยอดเงินบริจาคลดลงทำให้หยุดรับนักเรียนทุนปี 2541-2542 ไป และเพราะเศรษฐกิจเป็นพิษนี่เองทำให้มีหลายบริษัทปิดกิจการไป หนึ่งในนั้นมีธุรกิจเกี่ยวเสื้อผ้า เจ้าของกิจการได้นำมามอบให้กับมูลนิธิฯ จึงได้นำมาออกบูธขายที่เสรีเซ็นเตอร์ ขายอยู่ 2 ปีจนของหมด จะปิดร้านไปก็เสียดาย ไหนๆ ทางเสรีเซ็นเตอร์ก็ให้พื้นที่ฟรีอยู่แล้ว จึงเกิดแนวความคิดรับสิ่งของบริจาคมาขาย และตั้งชื่อร้านว่า ปันกัน ความหมายตรงกับจุดประสงค์
ช่วงแรกๆ ขายของได้วันหนึ่งไม่ถึง 2,000 บาท แต่พอผ่านมาได้สัก 6 ปี ปันกันมีรายได้ 3 แสนบาทต่อปี และปี 2549 ทะลุเป้าถึง 1.7 ล้านบาท มีคนมาบริจาคของมากขึ้นเรื่อยๆ ในปีนี้คาดว่ายอดการขายจะทะลุ 2 ล้านบาท ซึ่ง ณ ปัจจุบันขายได้วันละ 7,000-8,000 บาท
กลุ่มลูกค้าที่มาซื้อสินค้าส่วนใหญ่เป็นพนักงานและลูกค้าของเสรีเซ็นเตอร์ และมีลูกค้าประจำค่อนข้างเยอะ อย่างสินค้าหมวดหนังสือกึ่งๆ จะกลายเป็นห้องสมุดเสียด้วยซ้ำ เพราะลูกค้าซื้อไปอ่านจบแล้วก็นำมาบริจาคต่ออีกทอด
ส่วนคนที่นำสิ่งของมาบริจาคมีทุกรูปแบบ บ้างคนมาเดินช็อปปิ้งก็จะนำเสื้อผ้าเก่าถือติดมือมามอบให้ร้านปันกันด้วย ซึ่งสิ่งของที่ผู้คนรวมไปจนถึงบริษัทห้างร้านต่างๆ นำมาบริจาค ก็มีหลากหลาย อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า ของตกแต่งบ้าน เทป-ซีดี ตุ๊กตา เครื่องประดับ ของที่ระลึกต่างๆ อุปกรณ์กีฬา ฯลฯ
สำหรับราคาโดยเฉลี่ยของสินค้าที่ร้าน เริ่มตั้งแต่ 5 บาท ไปจนถึงหลักร้อย ซึ่งถ้าให้ประเมินราคากับคุณภาพของสินค้าล่ะก็ เรียกว่าถูกแสนถูก
ดร.จุไรพร จินตกานนท์ คล้ายจำแลง กรรมการและเลขานุการมูลนิธิยุวพัฒน์ เล่าในส่วนทุนการศึกษาของเด็กๆ ความตั้งใจจริงๆ คืออยากยกระดับคุณภาพคนไทยโดยเฉพาะเด็กและเยาวชน เน้นช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาส และสิ่งที่มีเสน่ห์ไปมากกว่านั้น เราตั้งใจอยากเป็นผู้เชื่อมระหว่างผู้ที่มีกับผู้ที่ขาด ดังนั้นการที่เราสนับสนุนการแบ่งปันอย่างมีความสุข เราต้องการเสริมให้คนที่มีความตั้งใจเดียวกับเราให้มีโอกาสได้ช่วยเหลือคนด้อยโอกาส และภาพที่ชัดที่สุดที่เห็นเป็นรูปธรรมก็คือ ร้านปันกัน
สิ่งที่ประทับใจไม่ลืม คือมีแม่บ้านในตึกอยากได้ของซึ่งราคา 5 บาทเอง เราบอกเอาไปเถอะ แต่เขาบอกว่า พี่หนูอยากให้จะได้ช่วยคนอื่น ซึ่งมันงดงาม คนที่ไม่ได้มีมากล้น แต่ร้านปันกันจุดเชื่อมที่เขาจะช่วยเหลือคนที่ขาดได้ เขาได้สิ่งของที่เขาจำเป็นและได้ช่วยเหลือคนอื่นด้วย
การมอบทุนการศึกษาแก่เด็ก ทางมูลนิธิจะคัดเลือกโดยผ่านสำนักงานพื้นที่เขตการศึกษา พื้นที่ละ 3 คน แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาที่ 1-6 มอบทุนปีการศึกษาละ 2,500 บาท และ ปวช.1-3 มอบทุนการศึกษาละ 5 หมื่นบาท ซึ่งปัจจุบันมูลนิธิฯ ได้ช่วยเหลือเด็กๆ ไปแล้ว 4,000 คน โดยมีประมาณ 70 คน ที่ได้รับทุนการศึกษาจากยอดรายได้จากร้านปันกัน ซึ่งนับปีนี้ก็เปิดมาเป็นปีที่ 8 แล้ว
เราให้ทุนต่อเนื่อง เพราะเราต้องการให้เด็กๆ รู้ว่า หนูเป็นคนสำคัญของเรา เราเหมือนผู้ดูแลมรดกให้ก้อนหนึ่ง ให้เรียนหนังสือได้ตลอดจนจบ หนูมีหน้าที่ใช้เวลา 3 ปี 6 ปี ที่อยู่กับเราไปทำ 60 ปี ข้างหน้าในชีวิตให้มันดีขึ้น เราจะมีความผูกพันเป็นครอบครัว ทุกเทอมเราส่งเงินทุนไปให้ทุกเดือนเด็กส่งจดหมายมาหาเรา และทุกเทอมส่งผลการเรียนมา
*** เหมียวๆ โฮ่งๆ รอน้ำใจที่รีเทล ทู
อีกหนึ่งวันที่ต้องรีบวิ่งหลบสายฝน เข้าบ้านหลังหนึ่งที่ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ และมีสุนัขตัวโตเห่าทักทายอย่างเป็นมิตร บรรยากาศแบบนี้ใครจะคิดว่า ที่นี่คือร้านค้า แต่ป้ายด้านหน้าแสดงตัวต้นเอาไว้ชัดเจนว่า รีเทล ทู (RaTails Too) ซึ่งดำเนินการภายใต้สมาคม เพื่อนสัตว์จรจัด (SCAD : Soi Cats and Dogs)
ภาพจากภายนอกไม่บ่งบอกเลยว่าในบ้านเดี่ยวหนึ่งชั้นมีสินค้าขาย… สินค้าชิ้นแรกที่เราพบในร้านรีเทล ทู ก็คือ ชุดรับแขกเซตใหญ่ เกือบนั่งไปแล้วเชียว โชคดีที่มองเห็นป้ายราคาติดไว้เป็นหลักหมื่น (เราจึงรีบเปลี่ยนจุดสนใจทันที)
มองไปมุมด้านซ้ายมือ เป็นสินค้าสำหรับสนุขและแมว มีทั้ง กระเป๋า กระดิ่ง อุปกรณ์อาบน้ำ ที่แปรงขน ของเล่น และอีกสารพัดเครื่องใช้ของคุณๆ สี่ขาเขาล่ะ ซึ่งสินค้ามุมนี้มีทั้งสินค้ามือสองและสินค้าใหม่ อ๋อ ยังมีตู้ไม้โบราณ สนนราคาอยู่ที่ 4 หมื่นบาท อยู่มุมนี้อีกด้วย
เดินเข้ามาในตัวบ้านหน่อยก็พบกับเสื้อยืดสกรีนลายสุนัขและแมวน่ารักๆ เป็นเสื้อของมูลนิธิจำหน่ายตัวละ 100 บาท ไปจนถึง 300 บาทก็มี และมีหนังสือเก่าจำหน่ายด้วย (มีแต่ภาษาอังกฤษ) ส่วนโซนริมหน้าต่างเหมาะกับคุณผู้หญิง เพราะมีแต่เครื่องประดับสวยๆ งามๆ ทั้งนั้น ทั้งเครื่องเงิน และงานแฮนด์เมดประเภทต่างๆ ราคาที่ตั้งไว้ก็ใกล้เคียงกับท้องตลาดทั่วๆ ไป แต่สิ่งที่คุณมั่นใจได้เลยว่าจะได้มากและคุ้มค่ากว่าซื้อจากร้านอื่นๆ ก็คือ ซื้อสินค้าจากร้านรีเทลได้บุญด้วย เพราะเงินรายได้นำไปเพื่อช่วยเหลือสุนัขและแมวจรจัด
สิ่งของที่วางจำหน่ายในร้าน มี 2 ประเภทด้วยกัน คือ สิ่งของที่คนนำมาบริจาค ซึ่งมีทั้งของมือสองและมือหนึ่ง และสินค้าที่มีคนนำมาฝากขาย ซึ่งสนนราคาเริ่มที่ 5,000 บาทขึ้นไป และต้องหักเปอร์เซ็นต์ให้ทางร้านด้วย เงินส่วนนี้ไม่ไปไหนหรอกก็เข้ากองทุนเพื่อช่วยสัตว์นั้นเอง
อาจวิภา พงษ์วิทยาธร ผู้จัดการฝ่ายหาทุนสมาคมเพื่อนสัตว์จรจัด ได้เล่าถึงที่มาที่ไปของการเปิดร้านรีเทลทู… สมาคมก่อตั้ง ตั้งแต่ปี 2002 แต่ก่อนหน้านั้นคุณเชอร์รี่ (ผู้ก่อตั้งชาวอังกฤษ) ได้มาพักผ่อนที่เมืองไทยแล้วเห็นสุนัขเป็นขี้เรื้อนทั้งตัว ขนก็ไม่มี ก็เลยนำมาเลี้ยงรักษา และหลังจากนั้นก็ช่วยเหลือเรื่อยมา จนปี 2002 ได้ส่งสุนัขไทยตัวแรกชื่อ บอย ไปหาบ้านใหม่ที่อเมริกา
ในองค์กรนี้มีอาสาสมัครชาวต่างชาติมาทำงานเป็นหลัก มีพนักงานคนไทยไม่กี่คนเท่านั้น ที่ได้เงินค่าจ้างเป็นรายเดือน เงินที่นำมาช่วยเหลือสุนัขและแมวหลักๆ เงินบริจาคก้อนโตก็มาจากชาวต่างชาติ ซึ่งอาจวิภาบอกว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาของคนไทย สุนัขไทย คนไทยน่าจะให้ความช่วยเหลือบ้าง จึงเริ่มทำการประชาสัมพันธ์ให้คนไทยได้รู้จักสมาคมมากขึ้น
หลักๆ เราอยู่ได้ด้วยเงินบริจาค ซึ่งเราได้เป็นก้อนจากชาวต่างชาติ แต่ตรงนี้จะมีความเสี่ยง อย่างเราได้ทุกๆ เดือน เดือนละ 1 แสนบาท รองรับภาระองค์กรได้ แต่ถ้าเงินบริจาคตรงนี้หยุดไป องค์กรเราไม่สามารถไปต่อได้ เราจึงเริ่มเจาะตลาดคนไทยเพราะเป็นปัญหาคนไทย เงินบริจาคอาจไม่เยอะเท่าต่างชาติ แต่ทำให้องค์กรเราอยู่ต่อไปในระยะยาวได้ เพียงคนละ 1 บาท หากคนหนึ่งหยุดไป องค์กรก็ไม่สะเทือนเท่าไร แต่คนที่ให้ 1 แสนบาท หยุดไปกระเทือนทันที
ด้านผู้จัดการร้านรีเทล ทู จิราภัทร มงคลสูตร บอกว่าลูกค้าที่มาซื้อสินค้าส่วนมากเป็นลูกค้าประจำ และบอกกันปากต่อปาก นานๆ ก็จะเวียนมาที มาดูว่ามีของใหม่เข้ามาหรือยัง เพราะของที่ร้านค่อนข้างจะผลัดเปลี่ยนบ่อย รวมถึงมีการจัดตกแต่งร้านไม่ซ้ำแบบเสมอ
จิราภัทร บอกด้วยว่า รายได้จากการขายของนั้น บางวันก็ไม่ได้สักแดงเดียว บางวันถ้าขายของชิ้นโตได้ ก็มีเงินไปช่วยสัตว์เป็นพันเป็นหมื่นบาทเหมือนกัน และนอกจากโซนสินค้าแล้ว ในบ้านหลังนี้ยังมีมุมคาเฟ่เปิดให้บริการด้วย มีโต๊ะไม้ประมาณ 5 ตัว ตั้งรอบบ้าน ข้างๆ มีสวนน้ำให้บรรยายกาศร่มรื่น ซึ่งรายได้ส่วนนี้ก็นำไปช่วยเหลือเพื่อนสัตว์จรจัดเช่นกัน
โอกาส ไม่ว่าจะเป็น ผู้รับ หรือ ผู้ให้ ความอิ่มใจก็คงจะพอๆ กัน เมื่อสองชีวิตได้เชื่อมโยงไมตรีต่อกัน ร่วมแบ่งปันโอกาสและความสุขให้กับเด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา ผ่านร้านปันกัน และ เพื่อนสัตว์จรจัด ผ่านร้าน รีเทล ทู นอกจากได้สินค้ากลับบ้านไปชื่นชมแล้ว คุณยังได้บุญกลับไปด้วยทำให้อิ่มใจยิ่งกว่าได้คูปองส่วนลดไว้ใช้คราวหน้าเสียอีก
หากคุณไม่มีโอกาสได้ซื้อข้าวของจาก 2 ร้านนี้ เพียงคุณมองดูสิ่งของรอบๆ ตัวในบ้าน มีสิ่งของใดบ้างที่คุณไม่ใช้แล้ว ไม่มีความจำเป็นสำหรับคุณ นำมามอบให้แก่ 2 ร้านปันกัน และ รีเทล ทู เพราะของไม่จำเป็นสำหรับคุณอาจจำเป็นสำหรับคนอื่น และที่สำคัญมันช่วยทำให้ชีวิตใหม่ดีขึ้นได้
รายงานโดย :เรื่อง มัลลิกา นามสง่า / ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี (ร้านรีเทล) วิศิษฐ์ แถมเงิน |
ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก