9 สาว SNSD

Home / Wallpaper (Women Mthai) / 9 สาว SNSD

9 สาว SNSD

ค่ายยักษ์ โตโยต้า ส่งสัญญาณขอความชัดเจนกรอบเงื่อนไขอีโคคาร์ หวังหาช่องทำคลอดอีโคคาร์ให้เข้าทางตัวเองมากที่สุด โดยล่าสุดจับไต๋ได้ 2 แนวทาง คือขึ้นไลน์ผลิตใหม่ ด้วยการใช้แฟลตฟอร์มของ โตโยต้า วีออส-ยาริส พัฒนาให้เป็นอีโคคาร์ แต่ยังคาใจตัวเลขการผลิต 1 แสนคันต่อปี ในปีที่ 5 ที่ยังไม่แน่ใจว่าจะทำได้ จึงเตรียมบุกบีโอไอขอคำตอบจะนำตัวเลขการผลิต วีออส-ยาริส มารวมได้หรือไม่ พร้อมรุกถามต่อหากนำเข้ารถเล็กขนาด 1.3 ลิตร จากประเทศอาเซียนตามข้อตกลงอาฟต้า สามารถใช้สิทธิประโยชน์เสียภาษี

 

สรรพสามิต 17% ได้หรือไม่ ซึ่งถือเป็นอีกแนวทางที่ตอกย้ำกระแสข่าว โตโยต้าไม่หนุนอีโคคาร์ เพราะได้ลงทุนผลิตรถเล็กในอินโดนีเซียและมาเลเซียไปแล้ว และเตรียมจะส่งออกมายังไทย ซึ่งหมายถึง โตโยต้า พาสโซ่ หรืออาจจะเป็น Perodua Myvi รถเล็กที่ใช้พื้นฐานของพาสโซ่ ที่หากนำเข้ามาจะแปลงร่างเป็นแบรนด์ โตโยต้า บุกตลาดไทย แต่หากไม่สำเร็จทุกแนวทาง โตโยต้าพร้อมที่จะนำรถเหล่านี้ มาชนกับอีโคคาร์ได้อย่างสบาย หลังเปิดเสรีการค้าตามข้อตกลงอาฟต้าในปี 2553

 

การมีมติเห็นชอบอัตราจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์นั่งประหยัดพลังงาน หรืออีโคคาร์ ของคณะรัฐมนตรีเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ตามมาด้วยการประกาศกำหนดเกณฑ์ของอีโคคาร์ เพื่อขอสนับสนุนการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ทำให้การแจ้งเกิดอีโคคาร์ที่ยืดเยื้อมานาน 4-5 ปี ใกล้ความเป็นจริงแล้วเกือบ 100% เหลือเพียงรายละเอียดปลีกย่อย และการออกเป็นกฏกระทรวงอย่างเป็นทางการเท่านั้น และรอวันที่จะมีผลบังคับใช้ 2 ตุลาคม 2552 เท่านั้น


       
       เรื่องดังกล่าวได้ทำให้บริษัทรถยนต์บางค่ายยิ้มแป้นทันที แต่บางยี่ห้อก็ยังไม่ค่อยเห็นด้วยกับเงื่อนไขหลายข้อของอีโคคาร์ แต่เมื่อหน่วยงานที่มีอำนาจและรัฐบาลมีมติเห็นชอบเช่นนี้ ทุกยี่ห้อที่สนใจจะผลิตอีโคคาร์ก็ต้องยอมรับ และปรับตัวให้เข้ากับกรอบอีโคคาร์ให้ได้ หรือไม่ก็ต้องยกธงขาวยอมแพ้ไปเลย


       
       แน่นอนยักษ์ใหญ่ โตโยต้า ย่อมไม่ยอมยกธงขาวง่ายๆ แน่ แม้จะไม่มีแผนที่ชัดเจนในการผลิตอีโคคาร์ หรือรถยนต์นั่งขนาดเล็ก เช่นเดียวกับค่าย ฮอนด้า ที่กำลังพิจารณาเลือกไทยเป็นฐานการผลิตรถประเภทนี้อยู่แล้ว การประกาศสนับสนุนให้เกิดอีโคคาร์ จึงส่งผลดีต่อและทำให้ฮอนด้าได้เปรียบเป็นอย่างมาก


       
       ในฐานะผู้นำโตโยต้าย่อมไม่ยอมสูญเสียตลาด ให้คู่แข่งได้เก็บก้อนเค้กไปกินเพียงฝ่ายเดียวแน่ เหตุนี้จึงต้องพยายามหาสินค้าที่มีอยู่ในตลาด นำมาผลิต หรือพัฒนาให้ตรงกับเงื่อนไขของอีโคคาร์ให้ได้ ซึ่งนับจากที่มีการประกาศกรอบของอีโคคาร์ออกมา เมื่อพิจารณาจากคำกล่าวของผู้บริหารระดับสูงของโตโยต้า พอจับสัญญาณแนวทางที่จะคลอดอีโคคาร์ออกมาได้ 2 ช่องทางด้วยกัน

 

เริ่มจากแนวทางแรกที่ได้รับการเปิดเผยออกมา ตั้งแต่กรอบเงื่อนไขอีโคคาร์ยังไม่ชัดเจน โดย มิทซึฮิโระ โซโนดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า


       
       ไม่ว่าคณะรัฐมนตรีจะประกาศเงื่อนไขอะไรออกมา โตโยต้าจะเป็นยี่ห้อที่พร้อมผลิตอีโคคาร์ออกมา โดยอาจจะใช้รุ่นเดิม โตโยต้า ยาริส และวีออส แล้วเปลี่ยนเครื่องยนต์ให้ได้ตามกำหนด หรือใช้แพลตฟอร์มของรถดังกล่าวมาพัฒนาให้เป็นอีโคคาร์


       
       ชัดเจนไม่ต้องแปลให้มากความ จากคำกล่าวของบอสใหญ่ โตโยต้า ถึงแนวคิดที่จะพัฒนาอีโคคาร์จากพื้นฐานตัวถัง หรือแพลตฟอร์มของ โตโยต้า วีออส และโตโยต้า ยาริส ซึ่งทั้งสองรุ่นใช้แพลตฟอร์มร่วมกันอยู่แล้ว ซึ่งไม่เพียงโตโยต้าไม่ต้องพัฒนารถใหม่หมด ยังทำให้อีโคคาร์มีต้นทุนลดลงอย่างมาก นอกจากการสนับสนุนภายใต้เงื่อนไขอีโคคาร์


       
       ในส่วนของเครื่องยนต์ยิ่งไม่น่าห่วงนัก เพราะโตโยต้า ยาริส มีเครื่องยนต์ที่มีขนาดตามกรอบกำหนดของอีโคคาร์ ทำตลาดอยู่แล้วในยุโรป ทั้งเครื่องยนต์เบนซิน 1300 ซีซี และเครื่องยนต์ดีเซล 1400 ซีซี และยังมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงใกล้เคียงกับที่กำหนดไว้ 20 กิโลเมตรต่อลิตร หรือ 5 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร จึงไม่ยากที่โตโยต้าจะพัฒนาให้ได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด


       
       แต่โตโยต้าก็ยังมีความเป็นห่วงหากจะทำการผลิตในไทย เพราะตามเงื่อนไขขอสนับสนุนการลงทุนจากบีโอไอ ซึ่งจะต้องดำเนินการให้ครบก่อนรับสิทธิประโยชน์เสียภาษีสรรพสามิต 17% โดยจะต้องใช้เงินลงทุนเป็นแพ็กเกจทั้งโครงการไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท และต้องผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์ 4 ใน 5 ส่วน ซึ่งเป็นสิ่งที่โตโยต้าต้องคิดให้รอบคอบ

 

โตโยต้าเป็นห่วงเงื่อนไขที่กำหนดให้ผลิต 1 แสนคัน ในปีที่ 5 เนื่องจากประเทศในอาเซียน หรือประเทศที่นิยมรถประเภทนี้ ต่างผลิตกันอยู่แล้ว จึงไม่มั่นใจว่าอีโคคาร์จะเข้าไปมีส่วนแบ่งตลาดได้มากน้อยเพียงใด อีกทั้งอีโคคาร์เป็นรถขนาดเล็กไม่เหมือนปิกอัพ ที่ตลาดค่อนข้างกว้าง และจากการวิจัยของโตโยต้าพบว่า รถขนาด 1300 ซีซี ยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก


       
       นั่นคือคำกล่าวของ ศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ซึ่งดูแลการวางแผนการผลิตรถยนต์ของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมกับยกตัวเลขสนับสนุนว่า.. ปัจจุบันโตโยต้ามีการผลิตรุ่นวีออส ทำตลาดในไทยและส่งออกไปยังประเทศอาเซียนได้เพียงปีละ 60,000 70,000 คันเท่านั้น หากจะผลิตอีโคคาร์ให้ได้ครบแสนคันในปีที่ 5 อีโคคาร์ต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่าจะหาตลาดที่ไหนมารองรับ


       
       จากปัญหาเรื่องปริมาณการผลิต ทำให้โตโยต้าพยายามส่งสัญญาณ ขอคำตอบจากบีโอไอถึงความเป็นไปได้หรือไม่? หากจะนับรวมรถขนาด 1500 ซีซี จากการประกอบโตโยต้า วีออส และยาริส ไปรวมกับอีโคคาร์ขนาด 1300 ซีซี เพื่อให้บรรลุตามเงื่อนไขกำหนดต้องผลิตรถให้ได้ 100,000 คันต่อปี ในปีที่ 5 ของโครงการอีโคคาร์เป็นต้นไป


       
       อย่างไรก็ตาม หากแผนการผลิตในไทยไม่สามารถบรรลุได้ตามต้องการ หรือเห็นว่าไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนแน่นอน โตโยต้ายังมีอีกแผนที่พยายามนำเสนอเป็นโมเดลความคิด เพื่อหาทางออกให้ตัวเองได้สามารถแจ้งเกิดอีโคคาร์ในไทยได้สำเร็จ โดยภายหลังจากการประกาศเงื่อนไขสนับสนุนอีโคคาร์ของบีโอไอ ศุภรัตน์ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า..


       
       ในการเข้าหารือกับบีโอไอสัปดาห์นี้ โตโยต้าจะขอความชัดเจนเกี่ยวกับภาษีสรรพสามิตที่จะได้รับ 17% เพราะหากมีการนำเข้ามาจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟตา ที่จะได้ลดภาษีนำเข้าเหลือ 5% โดยอยากทราบว่ารถยนต์ที่นำเข้ามามีขนาดเครื่องยนต์ 1300 ซีซี จะได้รับสิทธิภาษีสรรพสามิต 17% ด้วยหรือไม่?


ชัดเจนไม่ต้องแปลอีกเช่นกัน โตโยต้าพยายามมองหาช่องทางอื่นๆ ที่อาจจะไม่ต้องผลิตรถในไทย ด้วยเปลี่ยนเป็นนำเข้าจากประเทศในภูมิภาคอาเซียนแทน ซึ่งสอดคล้องกับกระแสข่าวตลอดช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาว่า สาเหตุที่โตโยต้าไม่ค่อยเห็นด้วยกับโครงอีโคคาร์ เพราะไม่ได้มีแผนผลิตรถประเภทนี้ในไทย แต่ได้ลงทุนขึ้นไลน์ผลิตรถยนต์นั่งขนาดเล็กในอินโดนีเซียและมาเลเซีย เพื่อส่งออกทำตลาดในภูมิภาคอาเซียนอยู่แล้ว


       
       และหากย้อนกลับไปมองความเคลื่อนไหวของโตโยต้าในภูมิภาคอาเซียน จะเห็นว่ามีการส่งสัญญาณออกมาชัดเจนพอสมควร โดยเมื่อประมาณปี 2004 โตโยต้าได้ร่วมกับพันธมิตร ไดฮัทสุ พัฒนารถยนต์ขนาดเล็กสู่ตลาด ภายใต้ชื่อ โตโยต้า พาสโซ่ และ ไดฮัทสุ บุน พร้อมส่งทำตลาดในภูมิภาคเอเชีย


       
       สำหรับรายละเอียดของโตโยต้า พาสโซ่ เป็นรถยนต์แฮทช์แบ็ก 5 ประตู มีเครื่องยนต์มีให้เลือก 2 ขนาด 1,300 ซีซี รหัส K3-VE 90 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 12.6 กก.-ม. ที่ 3,600 รอบต่อนาที มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง 18 กิโลเมตรต่อลิตร และเครื่องยนต์ 1,000 ซีซี รหัส 1KR-FE 71 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 9.6 กก.-ม. ที่ 3,600 รอบต่อนาที มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง 21 กิโลเมตรต่อลิตร


นอกจากนี้ยังมีรายงานข่าวว่า โตโยต้าอาจจะนำเข้ารถขนาดเล็กจากมาเลเซีย Perodua Myvi ซึ่งเป็นรถพื้นฐานเดียวกับ โตโยต้า พาสโซ่ และบุนของไดฮัทสุ โดยใช้เครื่องยนต์ 3 สูบ 1000 ซีซี ที่ใช้ระบบวาล์วแบบ Dynamic Variable Valve Timing และเครื่องยนต์ 1300 ซีซี 4 สูบ ที่ใช้ใน โตโยต้า อแวนซ่า ซึ่งรถรุ่นนี้ได้มีการประกอบและส่งทำตลาดในมาเลเซียตั้งแต่กลางปี 2005 ในราคาประมาณกว่า 3.8 แสนบาท และตามแผนที่ประกาศออกมา รถรุ่นนี้ยังมีเป้าหมายที่ถูกจะส่งออกไปทำตลาดยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทยที่จะถูกส่งมาทำตลาดภายใต้ชื่อแบรนด์ โตโยต้า


       
       แต่ดูเหมือนเรื่องนี้คงจะเป็นไปได้ยาก เพราะเงื่อนไขของบีโอไอชัดเจนแล้วว่า จะต้องผลิตและชิ้นส่วนในไทย ด้วยมูลค่าลงทุนรวมทั้งโครงการไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท


       
       อย่างไรก็ตาม สองสัญญาณแผนทำคลอดอีโคคาร์โตโยต้าในไทย จะเป็นผลิตในไทยโดยใช้พื้นฐานของโตโยต้า วีออส และยาริส มาพัฒนาเป็นอีโคคาร์ ซึ่งหากทำได้ก็จะเป็นเรื่องดีต่อประเทศไทย แต่หากไม่สำเร็จและเลือกใช้วิธีนำเข้าแทน ไม่ว่าจะสามารถสวมสิทธิ์อีโคคาร์ได้หรือไม่? โตโยต้า สามารถบุกตลาดรถเล็กได้สบายๆ โดยอาศัยสิทธิประโยชน์อาฟต้า โดยไม่ต้องง้อโครงการอีโคคาร์เลยก็ได้!!
      

 

ขออนุญาตใช้เนื้อหา