พอลล่า สวีต โบ ธนากร

Home / Wallpaper (Women Mthai) / พอลล่า สวีต โบ ธนากร

พอลล่า สวีต โบ ธนากร

นายพอล สโตคส์ ประธานบริหาร บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับนโยบายในการดำเนินธุรกิจใหม่ โดยเน้นการสร้างแบรนด์ให้มีความสดใสและตื่นเต้นมากขึ้น เพื่อกระตุ้นความสนใจของลูกค้าและสร้างสีสันให้กับตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้บริษัทได้ตั้งเป้ายอดขายในปีนี้ไว้ประมาณ 1,000 คัน เพิ่มขึ้น 1 เท่าตัวจากปีก่อนที่มียอดขายประมาณ 500 คัน



สำหรับกลยุทธหลักที่บริษัทนำมาใช้มี 3 ประการ คือ 1.เพิ่มไลน์สินค้าให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยบริษัทได้เปิดตัวรถรุ่นใหม่ C30 ในงานมอเตอร์โชว์เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ล่าสุดได้เปิดตัว XC90 D5 เครื่องยนต์ดีเซลรุ่น ใหม่ที่นำเข้ามาเสริมไลน์สำหรับรถเอสยูวี และยังเตรียมเปิดตัว S80 ใหม่ในเดือนพฤศจิกายนนี้ นอกจากนั้นยังมี XC60 คอนเซ็ปต์คาร์ซึ่งคาดว่า จะขึ้นไลน์ผลิตที่บริษัทแม่ได้ในอีก 1 ปีข้างหน้า ดังนั้นคาดว่าไม่เกิน 1-2 ปีจะมีรถรุ่นนี้เข้ามาเสริมความต้องการของลูกค้ามากขึ้น



2.ทำให้แบรนด์มีความตื่นเต้น ด้วยการสร้างกิจกรรมทางการตลาด ทำแคมเปญกระตุ้นยอดขายและกระตุ้นความสนใจของลูกค้า 3.ดึงคนเข้าไปยังโชว์รูมให้มากที่สุด เพราะเมื่อคนเข้าไปถึงโชว์รูมแล้วโอกาสที่จะซื้อรถยนต์มีสูงมาก



“หลังจากที่ผมเข้ามารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้เริ่มปรับรูปแบบการทำตลาดโดยเน้นการสร้างแบรนด์ให้มีความสดใสและน่าตื่นเต้น หลายคนมองว่าผมใช้เงินในการทำแคมเปญเยอะ แต่จริงๆ แล้วงบประมาณมีเท่าเดิม แต่รูปแบบที่ออกมาแตกต่างไปจากเดิมมากกว่า ที่สำคัญคือแบรนด์ของเราไม่ได้แข็งแกร่งเมื่อเทียบกับคู่แข่งโดยตรง ดังนั้นจึงต้องนำความน่าตื่นเต้นเข้ามาช่วย”



นอกจากนั้น บริษัทยังต้องเน้นการสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายให้ได้มากที่สุด โดยปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับรถยนต์ในแต่ละรุ่น ซึ่งสถานการณ์ตลาดในปัจจุบันนี้ต้องมีการปรับตัวและยืดหยุ่นให้ได้มากที่สุด โดยเน้นการสื่อสารรูปแบบใหม่ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย



“ในเมื่อเรามีโปรดักต์ที่ดีแล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องทำ คือ เมสเซจที่จะสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าให้ได้มากที่สุด ถ้าเราสามารถทำทั้ง 2 เรื่องพร้อมกันได้ ในสถานการณ์เช่นนี้ตำราทางการตลาดต่างๆ ฉีกทิ้งไปได้เลย ยกตัวอย่างเช่น S80 รุ่นใหม่ที่จะเปิดตัวเร็วๆ นี้ ก็ต้องทำให้ตื่นเต้นและสื่อสารกับลูกค้าในแบบใหม่ด้วย”



ในส่วนของตัวแทนจำหน่ายนั้น บริษัทเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น เพื่อให้รองรับความต้องการของลูกค้าและดูแลลูกค้าได้ดีกว่าเดิม โดยปัจจุบันบริษัทมีตัวแทนจำหน่ายทั้งสิ้น 13 แห่ง แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 7 แห่ง และต่างจังหวัดอีก 6 แห่ง ส่วนในอนาคตจะเพิ่มจำนวนขึ้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับจำนวนยอดขายที่จะขยายตัวขึ้น



“ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา แต่ละสัปดาห์ผมเดินทางไปเยี่ยมดีลเลอร์ในกรุงเทพฯ 1 แห่ง และต่างจังหวัดอีก 1 แห่ง ไปดูไปเข้าใจวิธีการทำงานและปัญหาของเขา สำหรับผมดีลเลอร์คือเพื่อน เราจะดูแลกันแบบเพื่อน ถ้าดีลเลอร์มีศักยภาพที่ดีก็จะส่งผลถึงการดูแลลูกค้าของเราให้ดีตามไปด้วย”



นายสโตคส์กล่าวถึงตลาดรถยนต์หรูหราในเมืองไทย ว่า ขณะนี้อยู่ในสถานการณ์ที่ตกต่ำ เนื่องจากความไม่มั่นใจในสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนชะลอการซื้อและการใช้จ่ายเงินออกไป แต่คาดว่าในปี 2551 ถ้าสถานการณ์ทุกอย่างคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ตลาดรถหรูในเมืองไทยน่าจะกลับคืนมาได้



“ตลาดรถหรูในเมืองไทยตอนนี้อยู่ในสถาน การณ์ที่ลำบาก มีผลกระทบจากหลายปัจจัยทั้งสภาพเศรษฐกิจและการเมือง ในช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมายอดขายรถหรูตกลงไปแล้ว 25% อย่างไรก็ตามไทยยังมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง มีโอกาสที่จะฟื้นตัวต่อไปในอนาคต และคนไทยยังตั้งตารอความชัดเจนในทุกด้าน ซึ่งผมมั่นใจว่าทุกอย่างจะกลับมา”



นอกจากนั้น การที่รัฐบาลไทยได้ปรับลดภาษีนำเข้ายานยนต์จากมาเลเซียเหลือ 0.5-5% ตามกรอบเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า) นั้น บริษัทเตรียมศึกษาการนำรถยนต์รุ่นใหม่เข้ามาเสริมความต้องการในเมืองไทยมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันวอลโว่มีโรงงานประกอบรถยนต์ใน 2 ประเทศ คือ ไทย และมาเลเซีย ซึ่งปัจจุบันทางมาเลเซียได้ผลิตรถยนต์รุ่น S40 และ V50 ที่ไม่มีการผลิตในเมืองไทย แต่ทั้งนี้คงต้องพิจารณาในรายละเอียดต่อไป



“ปัจจุบันโรงงานในเมืองไทยผลิตรถรุ่นเดียวกับที่มาเลเซีย ยกเว้นแต่ 2 รุ่นนี้เท่านั้นที่เราไม่ได้ผลิต ดังนั้นคงต้องพิจารณาก่อนว่าจะนำเข้ามาหรือไม่ อย่างไรก็ตามปัจจุบันวอลโว่มาเลเซียมียอดขายปีละ 600-800 คัน และมีสัดส่วนถึง 80% ในเมืองหลวง ถ้าเทียบกับตลาดรถยนต์ในเมืองไทยแล้วเรายังมีโอกาสโตอีกมาก เพราะขณะนี้วอลโว่แชร์ตลาดอยู่น้อยโดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่”


ที่มา ประชาชาติธุรกิจ

ขออนุญาตใช้เนื้อหา