ยิปโซ+โทนี่

Home / Wallpaper (Women Mthai) / ยิปโซ+โทนี่

ยิปโซ+โทนี่

ภายหลังจากที่มีกระแสความไม่ชัดเจนของโครงการรถยนต์ประหยัดพลังงานขนาดเล็ก หรืออีโคคาร์ ที่ปล่อยให้ยืดเยื้อมาหลายรัฐบาล ความชัดเจนของโครงการนี้กลับมาเดินหน้าและเป็นความหวังของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอีกครั้ง และมีแนวโน้มที่จะเป็นโปรดักต์แชมเปี้ยนตัวใหม่ นอกจากรถปิกอัพที่ผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยขับเคลื่อน ไปได้



ล่าสุด “ทัตสึฮิโร่ โอยาม่า” ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท เอเชี่ยนฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ได้ออกมาประกาศจุดยืนและความพร้อมของกลุ่มบริษัทฮอนด้าในโครงการ ดังกล่าวด้วย



การประกาศตั้งโรงงานผลิตรถยนต์แห่งใหม่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเสริมศักยภาพฐานการผลิตในประเทศไทย ด้วยกำลังเพิ่มการผลิตเป็น 240,000 คันต่อปี ด้วยการผลิตรถยนต์ 6



โมเดลหลัก ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มี “อีโคคาร์” รถยนต์ความหวังของคนไทย



– การตัดสินใจประกาศการลงทุนมั่นใจมากน้อยแค่ไหน สำหรับอีโคคาร์

วันนี้แม้ว่าการประกาศอนุญาตของบีโอไอ จะเป็นการตัดสินใจของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นผู้อนุญาต แต่เรา ฮอนด้าก็คิดว่าเราน่าจะได้รับการพิจารณาและได้รับอนุญาตด้วยเช่นกัน ส่วนแผนการขยายโรงงานครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องปกติในการเพิ่มกำลังการผลิต เพื่อเป็นการรองรับกับอัตราการเติบโตของตลาดรถยนต์ทั้งในประเทศและตลาดส่งออกในอนาคต รวมทั้งเป็นการรองรับอีโคคาร์ด้วย



โดยโรงงานแห่งใหม่นี้ ถือเป็นโรงงานผลิตรถยนต์แห่งที่ 2 ของฮอนด้าในประเทศไทย ซึ่งมีกำหนดการเดินสายพานการผลิตในเดือนตุลาคม 2551 ซึ่งจะส่งผลให้เรามีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจาก 120,000 คันต่อปี เพิ่มขึ้นเป็น 240,000 คันต่อปี ซึ่งโรงงานแห่งนี้เป็นโรงงานผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่มีกำลังการผลิตมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยใช้เงินลงทุนเพิ่มขึ้นจาก 3,000 ล้านบาท เป็น 6,200 ล้านบาท



การเพิ่มกำลังการผลิตเราคงไม่ใช่เป็นการเพิ่มจาก 1.2 แสนคัน เป็น 2.4 แสนคันในครั้งเดียว แต่เราอาจจะค่อยๆ เพิ่มกำลังการผลิตไปทีละขั้นจนถึง 2.4 แสนคัน ซึ่งครึ่งหนึ่งในจำนวนนี้จะเป็น การผลิตเพื่อป้อนให้กับตลาดส่งออก และการลงทุนครั้งนี้จะทำให้การผลิตของเราเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าตัว โดยโรงงานใหม่นี้เราจะใช้ผลิต 5 โมเดลหลักของเราที่มีอยู่แล้ว กับอีกโมเดลใหม่คือ อีโคคาร์



– ปัจจุบันมีการส่งออกมากน้อยแค่ไหน

เวลานี้กำลังการผลิตของเราอยู่ที่ 120,000 คันต่อปี และปัจจุบันได้เพิ่มเป็น 130,000 คันต่อปี แบ่งเป็นสัดส่วนสำหรับตลาดส่งออก 50% หรือประมาณ 65,000 คัน ซึ่งการลงทุนของเราในครั้งนี้ก็จะทำให้โรงงานของเรามีกำลังผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า เพื่อรองรับความต้องการของตลาดทั้งในและนอกประเทศที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการผลิตอีโคคาร์ด้วย



– คิดว่าอีโคคาร์จะผลิตและขายในตลาดส่งออกได้แค่ไหน

สำหรับอีโคคาร์ที่รัฐบาลได้กำหนดมาตรฐานไว้นั้น ถือเป็นมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก และเป็นมาตรฐานค่อนข้างสูง ซึ่งเราเชื่อว่าสินค้าที่สามารถผ่านมาตรฐานที่รัฐกำหนดแล้ว เราก็มั่นใจได้ว่าในส่วนของตลาดส่งออกรถเราก็จะสามารถขายได้เช่นเดียวกัน



อย่างมาตรฐานอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงไม่เกิน 5.0 ลิตรต่อ 100 ก.ม.นั้น ถือเป็นมาตรฐานที่ท้าทายสำหรับเรา เพราะรถยนต์ที่จะมีอัตราการประหยัดได้ขนาดนี้ถือเป็นที่ต้องการของตลาดทั่วโลก ส่วนเรื่องที่ภายใน 5 ปีต้องผลิตให้ได้ 1 แสนคันนั้น เราก็เชื่อว่าเราสามารถหาตลาดได้จากสินค้าที่มีมาตรฐาน



– อีโคคาร์จะเป็นโมเดลใด

อีโคคาร์ของฮอนด้านั้นจะเป็นโมเดลไหนนั้น วันนี้ฮอนด้าที่มีขายอยู่ทั่วโลกเองนั้นก็ยังไม่มีรถรุ่นไหนที่มีอัตราการประหยัดเชื้อเพลิงต่ำกว่า 5.0 ลิตรต่อระยะทาง 100 ก.ม. ยกเว้นรถไฮบริด ดังนั้นอีโคคาร์เองก็ควรจะเป็นรถใหม่ที่ยังไม่เคยมีการผลิต



และโครงการอีโคคาร์ถือเป็นโครงการที่สอดคล้องกับความมุ่งมั่นตั้งใจของฮอนด้าในการเป็นผู้ผลิตยานยนต์ที่เอาใจใส่และรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดในโลก อีกทั้งนโยบายของรัฐบาลไทยที่ต้องการส่งเสริมให้มีการผลิตและพัฒนายานยนต์ที่ประหยัดน้ำมัน และมีค่าไอเสียต่ำนั้น สอดคล้องกับสภาพการณ์ของโลกปัจจุบันที่ต้องการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อลดภาวะโลกร้อนที่เรากำลังเผชิญอยู่ด้วย



– ความคืบหน้าโรงงานใหม่

เป็นโรงงานที่ล้ำสมัยแห่งใหม่ได้รับการออกแบบให้มีเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด ด้วยมาตรการการควบคุมไอเสีย ซึ่งจะทำให้โรงงานแห่งนี้เป็นโรงงานผลิตรถยนต์ที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก



ซึ่งเทคโนโลยีสะอาดดังกล่าวนั้นสามารถการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิตรถยนต์ลง 10% เมื่อเทียบกับมาตรฐานในปี 2548 และลดปริมาณการเกิดสารอินทรีย์ระเหยง่ายหรือ VOCs (Volatile Organic Compounds) ได้ถึง 50% ด้วยการใช้เทคโนโลยีการพ่นสีรถยนต์สูตรน้ำ และพลังงานส่วนหนึ่งที่ใช้ในโรงงานแห่งนี้ เป็นพลังงานจากเซลล์แสงอาทิตย์แบบฟิล์มบาง หรือซิกส์ (CIGS) ซึ่งเป็นนวัตกรรมเพื่อโลกอนาคตที่ฮอนด้าได้คิดค้นและพัฒนาขึ้น ที่สำคัญ ฮอนด้ายังนำระบบการรีไซเคิลน้ำแบบปิดมาใช้ นั่นหมายถึงน้ำจากกระบวนการผลิตจะถูกบำบัด และนำกลับมาใช้ใหม่โดยไม่มีการปล่อยน้ำเสียออกนอกโรงงานอีกด้วย



– ความไม่ชัดเจนทางการเมืองและปัจจัยลบทางเศรษฐกิจจะมีผลต่อการลงทุน

ฮอนด้าเขามาทำธุรกิจในประเทศไทยเป็นเวลา 43 ปีแล้ว และเราก็ได้เห็นสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างบ่อย แต่เราก็มั่นใจว่าประเทศไทยจะยังคงเป็นตลาดที่น่าลงทุนอยู่



ส่วนเรื่องค่าเงินบาทวันนี้ได้ส่งผลกระทบต่อรายได้ของบริษัทอย่างแน่นอน แต่ในด้านจำนวนของรถยนต์ที่เราส่งออกไปนั้นเรายังไม่ได้รับผลกระทบกับตรงนี้ โดยเฉพาะกับการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปแต่ในส่วนของ CKD ก็มีผู้นำเข้าจากบางประเทศที่เปลี่ยนรูปแบบการสั่งซื้อจากประเทศไทยไปซื้อโดยตรงจากญี่ปุ่นก็มี แต่เราก็ยังมั่นใจว่าจะมีรายได้จากการส่งออกอยู่ที่ 9,500 ล้านบาท



ซึ่งไทยถือเป็นตลาดที่สำคัญของเราเพราะ เรามีการลงทุนทั้งในเรื่องของรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เครื่องมอเตอร์ และศูนย์ R&D และยังมีบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วน มีโรงงานของผู้ผลิตสินค้า ซึ่งเราก็ยังมองว่าไทยจะเป็นศูนย์กลางการดำเนินงานของภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียของฮอนด้าต่อไป



– ประเมินสถานการณ์ตลาดปีนี้

วันนี้สำหรับในส่วนของตลาดรถยนต์นั่งในประเทศไทย ฮอนด้ามีส่วนแบ่งอยู่ประมาณ 35% ส่วนตลาดรถยนต์โดยรวมนั้น ฮอนด้ามีส่วนแบ่งอยู่ประมาณ 10-11% โดยคาดว่ายอดการจำหน่ายรถยนต์โดยรวมของประเทศไทยในปีนี้คาดว่าจะมียอดการจำหน่ายอยู่ที่ 650,000 คัน



– มีโครงการติดตั้งเอ็นจีวีแบบ “รีโทรฟิต” หรือรถประหยัดพลังงานอื่นๆ

สำหรับเอ็นจีวีนั้นเรายังไม่มีโครงการที่จะผลิตออกจากโรงงาน ส่วนรถไฮบริดนั้นถ้าตลาดในเมืองไทยมีความต้องการเราคงจะดำเนินการในรูปแบบของ CBU หรือการนำเข้ามาเพื่อจำหน่ายจากประเทศญี่ปุ่น

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ

ขออนุญาตใช้เนื้อหา