2 ผู้บริหารหญิง เก่ง…ทั้งที่ไม่เคยเรียนบริหาร! กับเป้า 100 ล้าน ในปีหน้า

Home / General Clip / 2 ผู้บริหารหญิง เก่ง…ทั้งที่ไม่เคยเรียนบริหาร! กับเป้า 100 ล้าน ในปีหน้า

คุณยังจำได้ไหม ในตอนเด็กๆ เราเคยฝันอยากจะเป็นอะไรกันบ้าง แล้วการเดินทางไปสู่ความฝันของคุณตอนนี้มาถึงครึ่งทางแล้วหรือยัง ? หรือ ใครทำความฝันของตัวเองหล่นหายไปแล้วบ้าง ด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น ไม่พร้อม ไม่ได้เรียนมา ไม่มีต้นทุนชีวิต ไม่มีโอกาส เหมือนเช่นคนอื่นๆ  ใครเคยบอกกับตัวเอง หรือพูดกับใครๆ แบบนี้บ้าง

วันนี้ Women.MThai จะมาจุดประกายฝันของสาวๆ ทุกคนอีกครั้ง ด้วยเรื่องราวของ 2 ผู้บริหารหญิง  กรรมการผู้จัดการ แห่งบริษัทโปรโมเตอร์หน้าใหม่ ในชื่อ บริษัท มอร์ เอ็น มอร์ จำกัด ผู้ออกแบบความบันเทิงทุกรูปแบบในเมืองไทย โดย 2 หุ้นส่วน อุ้ม กวิสรา คะกิจ กรรมการผู้จัดการบริษัท แบรนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด และ นุ นุกูล ชาวสี่ร้อย กรรมการผู้จัดการบริษัท มีเดีย คอนเนคชั่น จำกัด  แล้วทำไมเราถึงต้องพาเธอมาให้คุณรู้จักน่ะเหรอ…. ลองตามมาดูชีวิตเจ้านายในฉบับของพวกเธอกัน ….เรา ยืนยันได้เลยว่า พวกเธอไม่ธรรมดา!

โดยส่วนตัว เป็นคนที่ทำให้คนหัวเราะทั้งออฟฟิศตลอดเวลานะ ถ้าไม่ใช่วันนี้ที่ต้องมาออกกล้อง ก็จะไม่ได้แต่งตัวแบบนี้นะคะ ทุกคนอาจจะเห็นนั่งแพ็คของอยู่ก็ได้ ไม่ได้ให้ทำ…ทำ….ทำ….ทำ ไปประชุมเป็นคนขับรถให้ลูกน้องนั่งนะ เป็นคนที่คุยกับทุกคนได้หมด ไม่ได้แบ่งว่า ฉันเลเวลนี้แล้วนะ ฉันไม่คุย อุ้มจะพูดกับตัวเองเสมอ เป็นคนโชคดีมากตรงที่ ทีมงานเก่งมาก ไม่ต้องทำอะไรเลย คอยแค่ตัดสินใจ ให้ว่า อันนี้ต้องเอาอะไร สิ่งที่เขาเป็น เขารู้สึกว่ามันเป็นออฟฟิศเขา เขาช่วยเราเซฟ ช่วยเราแชร์ ช่วยเรา protect ทุกอย่าง

ในความเป็นจริงจะไม่มีเหตุการณ์นี้ ที่ต้องมาสัมภาษณ์ออกกล้องแบบนี้เกิดขึ้นเลยนะ เพราะว่าไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะต้องให้สัมภาษณ์ใคร ไม่เคยคิดว่าประวัติของตัวเองจะต้องมาเป็น Someone เคยคิดกับตัวเองเสมอว่า ถ้าสัมภาษณ์ชีวิตเป็นประโยชน์ยังไงกับคนอื่น ถ้าเป็นประโยชน์ว่า ฉันมาจากเด็ก 7 พัน โอ๊ยมาถามสิ แต่ถ้าจะให้มานั่งปั้นว่า ชีวิตนั่งเครื่องบินเจ็ท ข้าม 10 ประเทศ ไม่มี ”  อุ้ม กวิสรา คะกิจ หนึ่งในผู้บริหารของ มอร์ เอ็น มอร์ กล่าว

ในฐานะที่ 2  ผู้บริหาร ไม่มีใครจบการตลาด การบริหารเลย  แล้ว บริหารงานกันยังไงคะ

นุ นุกูล ชาวสี่ร้อย  ตอบแบบช้าๆ แต่หนักแน่น :  ” ประสบการณ์ ”

อุ้ม กวิสรา คะกิจ : “พี่อุ้มไม่เคยเรียนการตลาด การบริหารเลย แต่พี่อุ้มชอบอ่านหนังสือ และพี่อุ้มชอบเอาหนังสือมาเป็นวิทยาศาสตร์ ทดลองทำ ไม่รู้ว่าถูกหรือผิด ชอบวิธีคิดการบริหารแบบนี้ แบบที่องค์กรไม่ต้องใหญ่ เจ้านายไม่ต้องมีห้อง ลูกน้องเรียกเราได้ 24 ชั่วโมง การบริหารที่ไม่ใช่ลูกน้องต้องเดินเข้าห้อง เดี๋ยวฉันจะเดินไปหาเธอเอง

ย้อนกลับไปเมื่อกี้ …ใครเรียกให้เจ้านายเดินไป …ลูกน้องนะ ไม่ใช่ลูกน้องเดินเข้ามาหานะ ว่าหนูมีเรื่องมาปรึกษาค่ะพี่อุ้ม แต่ลูกน้องนั่งกับที่นะ มาดูนี่ให้หน่อย เราทำมุมกลับ เรามีหน้าที่เป็นแค่คนให้คำปรึกษา แต่เขาคือผู้บริหารงาน นั่นคือวิธีคิดการทำงานของเรา

บทบาท ของ การเป็นนาย
นุ นุกูล ชาวสี่ร้อย  :  ” พี่ปล่อยให้ทุกคนทำงาน เรียนรู้ด้วยตัวเองแต่ พี่เองก็ดูเขาอยู่ด้านหลังนะ แล้วให้เขาทำงานด้วยสไตล์ของเขา แล้วเวลาเขาเจอปัญหาเขาจะกลับมาหาพี่ ถ้าเขาไม่กลับ หรือคิดไม่ออกว่าจะแก้ยังไง พี่จะเดินไปบอกเขา หรือไม่ก็ไปถามเขาว่า ไหวไหม โอเคไหม ถ้าโอเค  Go ahead ถ้ามีปัญหาวิ่งมาหาพี่นะ  เป็นการบริหารงานเหมือนพี่สาว บอก หรือ สอนลูกน้องที่เป็นน้องสาว มากกว่า พี่อยู่กันแบบนั้น

พี่ไม่ต้องการเป็นเจ้านายที่ทุกคนเข้าไม่ถึง ทุกคนเขาถึงพี่ได้หมด พี่เคยเห็นเจ้านายหลายคนๆ ที่ลูกน้องเข้าไม่ถึง พอเข้าไม่ถึง ปัญหามันจะมา มันเป็นบทเรียนที่พี่มองคนอื่นแล้วสามารถเอามาสะท้อนตัวเองได้ พี่เลยบอกตัวเองว่า พี่จะเป็นผู้บริหารที่ลูกน้องเข้าถึงทุกคน และรักเขาเหมือนครอบครัวของเรา เพราะชีวิตคนทำงาน  1 วันเราอยู่ด้วยกัน 8 ชั่วโมง 10 ชั่วโมง มันเหมือนอยู่กับคนในครอบครัว บางคนเวลาอยู่กับครอบครัวไม่ถึงเท่านี้ด้วยนะ แต่เรามีชีวิตมากกว่าเขาอีก พี่ก็เลยจะดูแลเทคแคร์เขาเหมือนคนในครอบครัว ของพี่  นี่คือ สไตล์ในการบริหารของพี่ มันทำให้บริษัท ของพี่ ประสบความสำเร็จมาทุกปี  และพี่ก็มีบริษัทของพี่เอง คือ มีเดีย คอนเนคชั่น ก็มีทีมงานที่ทำกับพี่มาตั้งแต่แรก ซึ่งเขาก็ดูแลเทคแคร์พี่ พี่อยากได้ผู้นำ พี่ก็ต้องสร้างผู้นำ ถ้าเขาทำได้แล้ว พี่ก็โอเคตรงนี้ บรรลุเป้าหมายของพี่ไปแล้ว

อุ้ม กวิสรา คะกิจ :เราเคยเห็นมาเมื่อเจ้านายที่ดุมากๆ มนุษย์ทำงานจะกลัว ไม่กล้าตัดสินใจ ไม่กล้าคิด ไม่กล้าจะเล่นกับเจ้านาย ไม่กล้า Entertain ไม่กล้าจะออกความคิดเห็นอะไรเลย กลายเป็นทำอะไรอยู่ใน Comfort Zone แล้วก็ป่วย เป็นโรคเครียด ก็เลยบอกกับตัวเองว่า ถ้าวันนึง ฉันเป็นนาย ฉันจะเป็นแค่เพื่อนร่วมงานเขา ต้องถามลูกน้อง ลูกน้องด่าเราได้ทุกเรื่อง ลูกน้องสามารถบอกเราได้ เหมือนที่เราถามอันนี้ไม่โอเคใช่ป่ะ ?

เราไม่ใช่เทวดา เราไม่ได้เก่งทุกเรื่อง มุมมองของเขา เขาเป็นคนเชี่ยวชาญ ในเมื่อเราเลือกเขามาทำ เพราะเขาเชี่ยวชาญ เราต้องฟังเขา ให้เขาทำ ถ้าให้เขาทำ ผลคือ ผิดแล้วอย่าด่า ผิดแล้วต้องช่วยเขาแก้ ไม่งั้นเขาจะไม่กล้าคิด กล้าทำอะไรอีกเลย มันก็จะวนกลับมาอีกว่า อ้าว ก็คุณให้ฉันทำ แล้วคุณก็มาด่าฉัน”

2 ผู้บริหารหญิงแห่งมอร์ เอ็น มอร์

อุ้ม กวิสรา คะกิจ  และ นุ นุกูล ชาวสี่ร้อย กรรมการผู้จัดการบริษัท มอร์ เอ็น มอร์  จำกัด

 

การบริหารที่ “ลงมือ ” เลือก ลูกน้องมาด้วยตัวเอง
อุ้ม กวิสรา คะกิจ : ” ลูกน้องพี่ทุกคน เลือกมาเองกับมือ สัมภาษณ์มาเอง ทุกคนเลยแปลกประหลาดหมด ทุกคนสามารถด่าได้นะ สามารถพูดได้ พี่อุ้มไม่ใช่เทวดา พี่อุ้มฟัง แต่ถ้าจะมาคุยงานกับพี่อุ้ม ต้องคิดมา 1 – 100 แล้ว อย่าเดินมาคุยในแบบที่ ถามเรื่องนี้แล้วตอบเรื่องนี้ไม่ได้ อย่าเดินมาบอกว่า ไม่ได้ค่ะ 1- 5 มายังไง ไปคิดมาก่อน

พี่อุ้มชอบตัวเองที่ไม่ซ้ำซ้อน ตัดสินใจทันที ผิดก็คือผิด ค่อยว่ากันใหม่ แต่ถ้าเราไม่ตัดสินใจเลยเด็กจะเดินต่อไม่ได้ มันจะมีนายประเภทนึงที่เคยเจอคือ เซ็นดีไหมอ่ะ? อันนี้จะดีเหรอ?  ก็คุณให้เขาไปทำ ก็ต้องปล่อยให้ไปทำสิ ก็เลย เป็นคนที่ตัดสินใจเลย เคาะเลย

การทำงาน และการวัดผลของ บริษัท ในแบบที่ไม่เหมือนใคร
อุ้ม กวิสรา คะกิจ : “บริษัทพี่ ไม่ได้วัดผลประกอบการเป็นเงินอย่างเดียว วัดว่า ลูกน้องจะเติบโตยังไง สิ่งที่จะบอกลูกน้องเสมอคือ ถ้าจะลาออกไม่กลัวเลย แต่วันที่ไปอยู่กับคนอื่นแล้วเขาถามว่า มาจากไหน เขาจะต้องได้คำตอบว่า โห เก่งว่ะ เจ้านายสอนมาดี ไม่ใช่ออกไปแล้วไปอยู่กับเขา โดนเขาด่าว่าทำงานไม่เก่ง อันนั้นฉันเสียใจ นี่คือ พี่จะบอกลูกน้อง

ลูกน้องพี่แต่ละคนจะมีหัวโปรเจ็คท์เป็นของตัวเอง ไม่มีใครต้องทำในสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่ แต่งาน Adhoc เรารู้อยู่แล้วว่ามันต้องช่วยกันทำ ทุกคนมี KPIในการทำงาน คุยกัน ในกรุ๊ปไลน์ จะให้ลูกน้องทั้งหมด 12 คนของทั้ง 2 บริษัท แบรนด์ คอมมูนิเคชั่น กับ มอร์ เอ็น มอร์ ทำ Daily Report ว่าวันนี้ทำอะไร ของแต่ละคนเข้ามาในไลน์ทุกวัน ไม่ได้ให้เป็นโจทย์ที่อยากจับผิดลูกน้อง แต่อุ้มเป็นคนที่จำไม่ได้ทุกเรื่อง จำได้เรื่องเดียวคือเรื่องงาน ก็จะได้รู้ว่าอันนี้เคาะเลย ตัดสินใจทำเลย Go ahead เห้ย อันนี้ระวังเรื่องนี้นะ แก้เรื่องนี้ไว้ก่อนนะ ดักไว้ก่อน เป็นแบบนั้นมากกว่า เราก็ปล่อยให้เขาทำ ให้เขาตัดสินใจ แล้วก็ให้เครดิต ใครทำคนนั้นต้องได้เครดิต

เวลาทำการ ที่ไม่มี วันทำงาน
อุ้ม กวิสรา คะกิจ : ” อย่าคิดว่าเราทำงานสิ อย่าคิดว่า 5 วันเป็นวันทำงาน 2 วันเป็นวันพักผ่อน อย่าคิดแบบนั้น คือ 7 วัน ทำงานเมื่อไหร่ก็ได้ไม่เคยคิดว่า การทำงานมันคืองาน คิดว่ามันคือ ส่วนนึงของชีวิต

“ออฟฟิศเข้างาน 10 โมงเลิกงาน 1 ทุ่ม แต่ทุกคนไม่มีวันทำงาน ทุกคนมีความตั้งใจที่จะมาทำงาน เรามีเป้าร่วมกัน ทั้งออฟฟิศ อย่างเช่น สมมติ ปีนี้ ตั้งเป้า 100 ถ้า 100 คุณจะได้อะไร
1. คุณจะได้ Incentive กี่เปอร์เซ็นต์
2 . คุณจะได้ทริปท่องเที่ยวไปไหน
3. คุณจะได้โบนัสเท่าไหร่

เราเป็นบริษัทเล็ก แต่เราบริหารแบบบริษัทใหญ่ อย่างปีนี้สิ้นปีเป็นไปตามเป้า ก็ได้ทริปท่องเที่ยว แต่ทริปท่องเที่ยวไม่ได้แปลว่าเราได้ชีวิตหรูหรานะ เราจะต้องกดตั๋วโปรร่วมกันให้ได้ บรรยากาศตอนกดตั๋วโปร คือ กรี๊ดลั่นออฟฟิศ ห้ามทุกคนใช้อินเตอร์เน็ต เพราะเดี๋ยวกดตั๋วโปรไม่ได้ เพราะ 10 คนต้องลงทะเบียนว่าจะไปประเทศไหน จะมีเรทว่า ได้เป้าเท่านี้ ไปได้กี่ประเทศ พอมันตามเป้า ปีนี้เลยไปได้ 2 ประเทศ ไปเกาหลี ต่อญี่ปุ่น”

เป็นเจ้าของกิจการ ต้องทำงาน 24 ชั่วโมง 365 วัน แล้วใน วัน Day – Off  ก็ยังต้องทำงานไหม

อุ้ม กวิสรา คะกิจ :  “ไม่ ไม่เป็น เป็นคนตัดชึ่บเลย ถ้าสมมติจะไปเที่ยวปุ๊บ สิ่งที่จะสั่งลูกน้องเลย เห้ย ขอดูแพลนเที่ยวหน่อยดิ่ ไปไหน เห้ย คุณแม่ เย็นนี้ไปฮงอิก่อนเลย ไปกินร้านเนื้อที่ดีที่สุด โอเคดีล งั้นตกเย็นขอไปกังนัมนะ ไปกินเหล้าที่ดีที่สุด ก็จะเป็นอย่างนี้ ชัดเจน

ถ้าเป็นนอกเวลางาน จะพูดเรื่องงาน ก็จะขออนุญาต ลูกน้อง ขอโทษนะเดี๋ยวลืม ขอพูดเรื่องนี้ก่อนนะ ไม่อยากให้เขารู้สึกว่า เห้ย นายสั่งงาน 24 ชั่วโมง แต่ในความเป็นจริงคือเราทำแบบนั้น แต่มันมีวิธีที่ดีกว่านั้น ระหว่าง คุณจะบอกลูกน้องว่า “เห้ย ไปทำนี่มาดิ่” กับ “ช่วยทำนี่ให้หน่อยได้ไหม” มันคนละฟีลลิ่ง ”

 

อุ้ม กวิสรา คะกิจ  และ นุ นุกูล ชาวสี่ร้อย กรรมการผู้จัดการบริษัท มอร์ เอ็น มอร์  จำกัด

อุ้ม กวิสรา คะกิจ  และ นุ นุกูล ชาวสี่ร้อย กรรมการผู้จัดการบริษัท มอร์ เอ็น มอร์  จำกัด

เป็นหุ้นส่วน ทำงานมาด้วยกันนาน ขนาดนี้ เคยผิดใจกันไหมคะ 
(หัวเราะพร้อมกัน) อุ้ม กวิสรา คะกิจ : ” ไม่เคย ไม่เคยทะเลาะกันเลย เพราะ อยู่บนเหตุผล ไม่เคยคุยกันบนความไม่มีเหตุผล แล้วก็คุยกันบนเอกสาร คุยกันบนเหตุและผล คุยกันบนความเป็นไปได้ ไม่ได้คุยกันบนความเพ้อฝัน เพราะฉะนั้นตั้งแต่ทำธุรกิจด้วยกันมายังไม่เคยผิดใจกันเลย และยังไม่เคยมีเรื่องที่จะทำให้ค้างคาใจเลย ไม่มีเลย เราจะเคลียริ่งกัน ติดอะไรคุยกันเลย ณ เหตุการณ์นั้นๆ เลย เอาไอเดียมาแชร์กัน หาตรงกลาง”

Idol ในการบริหารงาน
นุ นุกูล ชาวสี่ร้อย  :  “ของพี่นุ เป็น คุณ อรนุช ทาบทอง บกบห.นิตยสาร เปรียว ในยุคนั้น ตอนนี้ท่านเสียชีวิตไปแล้ว เพราะพี่อยู่เปรียวมา 10 ปี  พี่รู้สึกว่า การเป็นผู้บริหาร สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องเป็นผู้ใหญ่ที่ใจดี จิตใจดี องค์กรเราก็จะดีไปด้วย การเป็นคนที่จิตใจดีไม่ได้หมายความว่า เราจะเจอคนหลอกนะ คนที่จะมาหลอกเรา เขาจะเปลี่ยนใจ และเขาจะดีกับเรา”

อุ้ม กวิสรา คะกิจ : ” Idol ในการบริหารงาน มีหลายคน ชอบคนละแบบ ชอบคุณเจริญ สิริวัฒนภักดี ชอบเพราะ คุณเจริญ เป็นคนคิดจริงทำจริงและเป็นคนที่มาจาก ศูนย์ แต่ถ้าเอ่ยถึง ผู้บริหารของ Channel [V] Thailand ใช้คำว่า รัก เคารพและบูชา คนนี้พูดอะไรเชื่อหมด คือ พี่อ๊อด-คุณนิมิตร สุขุมาสวิน รักมาก และบอกทุกคนว่าคนนี้คือ พ่อ สอนโดยการให้ทำ พาไปทำ ให้โอกาสทำ และจริงจังกับการทำ  ชื่นชมพี่อ๊อดมาก เป็นไอดอล เป็นคนมีวิธีคิดในการใช้ชีวิตที่ดี เป็นคนไม่เคยนินทาใครเลย ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นพี่อ๊อดนินทาใครเลย ไม่เคยเห็นพูดถึงใครในทางที่ไม่ดี เป็นคนให้เกียรติทุกคน เป็นคนให้อภัยทุกคน และเป็นคนที่ตั้งใจจริงจังกับทุกอย่าง เลยรักคนนี้มาก รักครอบครัวนี้มาก และก็เป็นต้นแบบที่ไม่ว่าใครถามก็จะพูดถึงคนนี้”

มอร์ เอ็น มอร์ มีความแตกต่างจากบริษัทอื่นๆ ที่ทำให้ด้านนี้ยังไงบ้าง
อุ้ม กวิสรา คะกิจ :   “เราไม่ได้วางบริษัทขึ้นมาเพื่อเทียบกับใคร เราไม่ได้ทำ SWOT Analysis ด้วยซ้ำ ว่าในธุรกิจนี้ มีคนทำโปรโมเตอร์กี่บริษัทในประเทศไทย  Model เขาเป็นยังไง เขาทำยังไง เขาเป็นแบบไหน เขามีเงินทุนหนาเท่าไหร่ เราไม่ทำเลย

เราทำ Insight Consumer โดย มองตัวเองเป็น ผู้บริโภค ว่า ผู้บริโภคอยากได้อะไร อยากเห็นอะไร เรามองโอกาสตรงนั้นมากกว่า เราเลยไม่ได้มองว่า เราจะทำขึ้นมาเพื่อเทียบเคียงกับใคร แต่เรามองในเรื่อง ถ้าเราเป็นคนดู หรือเราเป็นคนเสพความบันเทิง เราอยากได้อะไร

เมื่อเราตั้งตุ๊กตานี้ขึ้นมาแล้วถึงมาบอกต่อว่า แล้วบนความอยากได้อะไร ทำยังไงจะ Delivery ออกมาได้ แล้วไปถึงเป้าตรงนั้น เพราะว่าถ้ามามองว่า ทำแบบนี้สิถูกจริตคน ทำตังค์ได้แบบนี้ พี่อุ้มเชื่อว่ามันจะไม่นาน เพราะมันมีภาวะอิ่มตัว พออิ่มหมดก็หายไป ทุกคนต้องมาคิดใหม่หมด มันเป็น ตรรกะมาตรฐานเลย ทำไม Facebook ทำไม Gmail ทำไม Google อยู่ได้ถาวร เพราะเขาไม่ได้มองว่า ผู้บริโภคต้องการอะไรมากมายแค่ไหน แต่เขามอง Insight Consumer ว่า ถ้าเขาเป็น ผู้บริโภค เขาอยากได้อะไร และเขา Delivery มันออกมาได้ พี่อุ้มเลือกมองตรงนั้น อุ้มมีเขาเป็นไอดอลกลายๆ ในการเลือกทำธุรกิจ”

กลุ่มลูกค้าของ มอร์ เอ็น มอร์ 

อุ้ม กวิสรา คะกิจ :   ” ลูกค้า มอร์ เอ็น มอร์ มาจาก ลูกค้าของพี่อุ้มสะสมกันมา 15 ปี และลูกค้าที่พี่นุสะสมมา 20 ปี รวมกันเป็น 20 ปี ลูกค้ารู้อยู่แล้วว่าเราเชี่ยวชาญเรื่องอะไร ลูกค้าไว้วางใจเราอยู่แล้ว และวันนี้เรายัง สร้างคอนเทนต์ใหม่ ที่ทำให้เขาว้าว มันกำลังจะเป็น Happening เพราะฉะนั้นมันมีแค่เรื่องง่ายๆ เลย ให้โอกาสเราได้ทำ นั่นล่ะค่ะ ซึ่ง โปรเจ็คท์แรกของมอร์ เอ็น มอร์ ไปขายงานลูกค้าทุกเจ้ามา ไม่มีลูกค้าที่ไหนเลยที่จะบอกว่าไม่ชอบ และลูกค้าพูดว่า ปีหน้าขอจองได้ไหม อันนี้ไม่ได้พูดเพื่อที่จะเคลมใครนะคะและสิ่งเหล่านี้มันพูดไม่ได้ถ้าเราไม่ได้พูดกับลูกค้าอย่างนั้นจริงๆ”

อนาคตของ มอร์ เอ็น มอร์ จะเป็นอย่างไร
อุ้ม กวิสรา คะกิจ :  “ไม่เคยวางแพลนไว้ในการทำธุรกิจครั้งแรกไว้ใน 5 ปี 10 ปี มันเป็นแพลนที่มันแก้ปัญหาไม่ได้ ทำความเข้าใจกับการวางแผนก่อนนะคะ องค์กรดี คือการวางแผนที่ดี แผนมีแผนระยะสั้น 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี แผนระยะยาว 3 ปี 5 ปี 10 ปี วันนี้เราเป็น เด็กอายุ 2 เดือน แต่เป็นเด็ก 2 เดือนที่ ถ้าพูดคนอาจจะหมั่นไส้ เราก็ Genius เออ ใช้คำนี้ เราไม่ใช่เป็นเด็ก 2 เดือน เรามีแบคกราวน์ 20 ปี ของเรา ที่ผลักดันเรามาตรงนี้ เราเลยเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญอย่างแข็งแรงตรงนั้น

เพราะฉะนั้น พี่อุ้มวางแผนแค่ปีหน้า เพื่อที่ปีหน้าแข็งแรงแล้ว และจะแข็งแรงต่อไปยังไง วิธีการทำงานของพี่อุ้ม คือวันนี้ วางแผน 1 ปีข้างหน้า แล้วอีก 3 เดือนถัดไป พี่อุ้มวางแผนอีกปีครึ่ง และค่อยวางแผนอีก 3 เดือนถัดไป เพราะเทรนด์ของจริตผู้บริโภค เปลี่ยนทุกวัน คุณจะมาวางแผน 5 ปี 10 ปีรอผู้บริโภค เป็นไปไม่ได้ คุณต้องเป็นคนที่ยืดหยุ่นเพื่อที่จะวางแผนตลอดเวลา นั่นคือการวางแผนของพี่อุ้ม

แต่ในปีหน้า ตาม Year Plan ที่เราทำกันจบไปแล้ว เรามีความคาดหวังรายได้ ที่เราจะทำอยู่ที่ 100 ล้านบาท ถ้าพูดถึงคนอื่น มันน้อยมากเลย แต่มันใหญ่สำหรับเรามาก เพราะมันคือ Passion มันคือ เป้า คือน้ำพักน้ำแรงของคนที่มาจากศูนย์นะคะ”

อุ้ม กวิสรา คะกิจ  และ นุ นุกูล ชาวสี่ร้อย กรรมการผู้จัดการบริษัท มอร์ เอ็น มอร์  จำกัด

พูดถึงกันและกันหน่อยค่ะ 

นุ นุกูล ชาวสี่ร้อย  : ” ถ้าให้พูดถึงอุ้มนะ พี่กำลังมองตัวเองตอนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว พี่ก็จะเป็นแบบนี้ล่ะ คือมีไฟ มีความคิดสร้างสรรค์ มีพลัง มองอุ้มแล้วเหมือนมองตัวเอง เพราะเราต่างกัน 10 ปี และพี่ว่า อุ้มเป็นคนพูดตรง พูดจริง สำหรับพี่คือ เราจะไม่โกหกกัน เราจะบอกกันเสมอว่า ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจกัน ให้ คุยกันแล้วจบ แล้วเราไปต่อ มันเหมือนเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ถึงได้เป็น มอร์ เอ็น มอร์  ”

อุ้ม กวิสรา คะกิจ :พี่นุคือความภาคภูมิใจของพี่อุ้ม พี่นุจบป. 6 พี่นุเล่าให้ฟังว่าพี่นุทำงานเย็บผ้าโรงงานมาก่อน แต่พี่นุเป็นคนที่มีพรสวรรค์ ด้านการขาย และเป็นคนที่ชอบงานขาย ทุกอย่าง จนเติบโตขึ้นมาอยู่บนจุดสูงสุดที่ ทำรายได้ถึง 200 ล้าน บาท ให้บริษัท Live TV ในยุครุ่งเรืองของเคเบิ้ลทีวี บ้าไปแล้ว ฉันทำChannel [V] Thailand ฉันต้องมอนิเตอร์เขานะ เจ้านี้เป็นใครเนี่ย ทำตัวเลขสูงกว่าฉัน มอนิเตอร์จนมา อ๋อ…! เธอคือคนนี้ที่ฉันตามหา เพราะยุคนั้นจะมี POP มี MTV มี Channel [V] Thailand อ๋อเลย

ไม่มีอะไรจะพูดถึงเพียงแต่จะบอกว่า ขอบคุณ บอกขอบคุณเขาเสมอ มี 2 คำที่พูดกับเขาคือ ขอบคุณนะคะแม่ๆ กับ รักนะคะแม่ๆ เพราะว่า มันเป็นเรื่องยากนะที่คนที่ ไม่ใช่ญาติพี่น้องกัน ไม่รู้จักกัน ไม่เคยมีชีวิตร่วมกันเลย แต่จะไว้วางใจเรา จะเชื่อในสิ่งที่เราชวนทำ เราอยากทำด้วย มันเป็นสิ่งที่แบบ ดีมากๆ ไม่มีคำพูดถึงอะไรนอกจาก 2 คำนี้ ”

คอนเสิร์ต

ที่มา คอนเสิร์ตแรก ของ มอร์ เอ็น มอร์ คอนเสิร์ต 5 วงเพื่อนรัก คึกคักเวลาลงเล่น Circle of Friends
พี่ใหญ่ P.O.P ไม่ได้มีคอนเสิร์ตมา 2 ปีล่ะ พี่ใหญ่เลยอยากทำคอนเสิร์ต แต่ถ้าพี่ใหญ่ทำคนเดียวก็ต้องไปเชิญเกสท์มาอยู่ดีเพื่อให้มันอิมแพ็ค พี่ก้อก็อยากจะชวนเพื่อนพ้องน้องพี่ ที่เคยทำงานด้วยกันในยุคนั้นมาทำคอนเสิร์ต มันเป็นความโชคดีมากที่แต่ละวงที่มาเป็นศิลปินหลัก สอดคล้องกัน P.O.P , 2 Days ago kids,The BOYD KOR,Friday,Yokee Playboy มานั่งมองในความกลมเกลียวในเจนเขา ก็เลยกลายมาเป็น 5 วงหลัก ซึ่งมีตัวเชื่อมของศิลปินที่ไปแจมกันอยู่ ทำงานร่วมกัน เป็น 5 ห่วงคล้องกัน มันคือจุดคล้องของความกลมเกลียวของมิตรภาพ เพราะศิลปินเหล่านี้เขาเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเรียน เริ่มทำดนตรีด้วยกัน ฟังเพลงด้วยกัน เลยกลายเป็น 5 วงหลัก เป็นที่มาของชื่อคอนเสิร์ต 5 วงเพื่อนรัก คึกคักเวลาลงเล่น Circle of Friends แต่จุดหลักๆ ที่เราจะพูดถึงคือ Circle of Friends มันคือ วงกลม ความเป็นห่วงเป็นใย ความคล้องกันของเพื่อน เลยกลายมาเป็นคอนเสิร์ตนี้ และก็เติมแขกรับเชิญที่เป็นเพื่อนสนิท เป็นน้องที่รัก เป็นคนที่อยู่ในเครือข่ายที่ได้ทำงานร่วมกัน มาแจมเซ็คชั่นกัน

ความพิเศษของคอนเสิร์ตนี้
1 . 3 ชั่วโมงเต็มที่เต็มอิ่มนี้ เราการันตีเลยว่า เพลงที่คุณจะได้ฟังและได้ยินเป็นเพลงที่คุณรู้จักแน่นอน ความสนุกของคอนเสิร์ต ร้องเพลงไม่ได้อยากไปไหมคะ ต้องร้องเพลงได้
2. คุณจะได้เห็นการทำ เซ็คชั่นที่แปลกแตกต่างออกไป คุณจะได้เหมือนเข้ามา 2 คอนเสิร์ต ใน 1 ที่คุณจ่ายบัตร พี่อุ้มยังบอกไม่ได้ทุกคนจะต้องไปอ๋อในงาน
3. ศิลปินในคอนเสิร์ตนี้จะใช้เทคนิคใหม่ ที่เป็นเทคนิคของต่างประเทศ ที่ยังไม่มีศิลปินไทยคนไหนทำแน่นอน ในคอนเสิร์ตนี้
4. บัตรมันสมเหตุสมผลมาก
5. มีเพียงรอบเดียว !!! ขอย้ำอีกครั้ง! มีเพียงรอบเดียว !!! คุณจะไม่สามารถหารอบต่อไปได้อีกและคุณจะไม่มีโอกาส หรือ มีโอกาสน้อยมากที่คุณจะจับ 5 วงหลักนี้ มารวมตัวกันได้อีก เพราะแต่ละคนเริ่มมีภาระ ที่จะต้องไปใช้ชีวิตแล้ว พี่นภ ก็อยู่อเมริกา ทุกคนเริ่มมีไลฟ์สไตล์ส่วนตัว ที่ยังไม่ได้มีจุดรวมกันตรงเพลงอีกแล้ว เพราะฉะนั้นมันเลยเป็นโอกาสสำคัญมากๆ ในครั้งนี้

และคอนเสิร์ตนี้เป็นการรวมตัวกันที่ต้องขอบคุณสปอนเซอร์เรา บัตรทุกที่นั่งเราก็แจก ลุ้นมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ล่าสุดเลย ยามาฮ่า ถ้านักข่าวได้บัตรคอมพลีเมนทารี่ ก็มีสิทธิ์ลุ้นค่ะ มีสิทธิ์ทุกที่นั่ง มาลงทะเบียนรหัสที่หน้างาน เพื่อที่จะมีสิทธิ์ตรงนี้

คอนเสิร์ตนี้เราทำการกุศลด้วย เราไม่ได้เอากำไรอย่างเดียว มีมูลนิธิซึ่งศิลปินให้การสนับสนุนอยู่ ซึ่งคนทั่วไปอาจจะไม่เคยรู้ 2 มูลนิธิ เราก็มอบสมทบทุนร่วมกันกับศิลปิน มอบรายได้ส่วนหนึ่งที่จะทำตรงนี้

อีกจุดหนึ่ง เราไม่ได้มาร้องเพลงต่อเพลง มันเป็นการทำดนตรีใหม่ร่วมกัน ทั้งหมด 40 – 50 เพลงที่คุณจะได้ฟัง ตู่ ภพธร อาจจะมาร้องเพลงของ 2 Days ago kids  ก็ได้ใครจะไปรู้ ถ้าคุณไม่มาคุณจะรู้ได้ยังไง ไม่ต้องพูดถึงค่าลิขสิทธิ์เพลงเลยตอนนี้ช้ำใจมาก แต่เป็นช้ำใจที่เป็นความสุข เพราะเราอยากปักธงว่ามันคือคอนเสิร์ตที่ดีที่สุด ของปลายปีนี้ มันต้องดีที่สุดจริงๆ เราเตรียมงานกันนาน 6 เดือน

เราเริ่มขายบัตรวันที่ 4 กันยายน 2 ชั่วโมงแรก บัตร 1,500 เรา Sold Out และก็ไล่มาเรื่อยๆ ซึ่งเรายังไม่ได้มีสื่อโปรโมทอะไรเลยนะคะ เพราะเราจะสตาร์ทโปรโมทกันวันที่ 1 ตุลาคม ซึ่งมันเป็นทิศทางที่ดีของเรามากๆ ถ้าพูดแบบภาษาชาวบ้าน ของดี มันก็ไม่ต้องขายอะไรเยอะ

ถ้าคุณอยากเป็นนักขายของ คุณต้องทำของคุณให้ดี คุณไม่ต้องเล่าว่ามันดียังไง จะมีคนไปบอกเองว่ามันดียังไง แต่ถ้าคุณทำของไม่ดี คุณจะต้องเหนื่อยในการขาย

มาดูนะคะ วันที่ 11 เดือน 11 ปี 2015 ประตูเปิด 1 ทุ่ม โชว์ 2 ทุ่ม ที่รอยัลพารากอนฮอลล์

บทสัมภาษณ์โดย Women MThai Team 
Clip โดย MThai 
facebook