ใกล้สิ้นปีนี้ เราอาจสังเกตเห็นหลายๆออกอาการ ช็อปกระหน่ำ เลือกของขวัญให้ครอบครัว เพื่อนๆ ผู้ใหญ่ที่เคารพ ฯลฯ พอเลือกไปเลือกมา ก็ได้ของตัวเองติดมาหลายถุง อาการเหล่านี้เสียงจะเป็นโรค Shopaholic มั้ยนะ และมีอะไรที่สามารถจะพอวัดได้บ้างล่ะ
วันนี้เรามีคำถาม 10 ข้อ ให้สาวๆเช็คว่า คุณเป็นโรค Shopaholic หรือเปล่า มาฝากกันค่ะ .. เลือกตอบว่า ใช่ หรือ ไม่ นะจ๊ะ (ห้ามโกงล่ะ )
1. คุณช็อปปิ้งมากกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์
2. รู้สึกแย่ ถ้าไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับบ้าน เฟลหนักมาก และต้องหาเรื่องซื้อ
3. ต้องมีของติดมือกลับบ้านเสมอ
4. คุณจะหาเรื่องซื้อของใหม่เสมอ และก็คอยอ้างกับคนที่บ้านว่า มันเก่าแล้วนะ (ทั้งๆก็รู้อยู่แก่ใจว่า จริงๆมันใหม่อยู่แหละ)
5. ชอบแอบของที่ซื้อมาใหม่ไม่ให้ครอบครัว หรือ แฟน รู้ เพราะรู้ว่าต้องโดนดุชัวร์!
6. เคยโกหกคนอื่นว่า ซื้อมาถูกนะยะ ทั้งๆที่ซื้อราคาเต็ม
7. มีเสื้อผ้าอยู่ในตู้ ทั้งที่ยังไม่ได้เอาป้ายราคาออก มากกว่า 3 ตัว
8. คุณจะดีใจสุดฤทธิ์ถ้ามีงาน ปาร์ตี้ งานบวช งานแต่งงานเพื่อน งานรับปริญญา งานอีเว้นท์ต่างๆ เพื่อที่จะได้ใช้เป็นข้ออ้างในการซื้อเสื้อผ้าใหม่
9.คุณมักได้ของที่ไม่จำเป็นติดไม้ติดมือกลับบ้านเสมอ เช่น เอ้าตอนแรกไม่ได้จะซื้อเสื้อ แต่ได้เสื้อมา 4 ตัวเฉย?
10. เห็นป้ายเซลล์แล้วถลาเข้าไปทุกร้าน ไม่ว่าร้านนั้นคุณจะชอบหรือไม่
ผลคำตอบ ..
ถ้าสาวๆที่ตอบว่า” ใช่ ” มากกว่า 6 ข้อ ล่ะก็ พึงสังวรณ์ไว้ได้เลยค่ะว่าคุณเริ่มจะเป็นโรค Shopaholic แล้ว โดยพฤติกรรม “เสพติดการช็อปปิ้ง” นิยามด้วยศัพท์เทคนิคว่า Shopaholic ถือเป็นโรคชนิดหนึ่งนะจ๊ะ สาวๆจะ “รู้สึกฟิน” ปลื้มปีติเป็นสุขทุกครั้งที่ได้เสียเงินซื้อของ จิตใจอันกระวนกระวายจะสงบนิ่งลงได้เมื่อล้วงเงินในกระเป๋าออกมาแล้วยื่นออกไป ไม่ว่าของเหล่านั้นจะจำเป็นหรือไม่จำเป็นก็ตาม
การศึกษาพบว่าในสังคมอเมริกันประชาชนกว่า 5% เป็นโรคเสพติดการช็อปปิ้ง และ 80% ของจำนวนนี้เป็นผู้หญิง โดยโรคดังกล่าวในระยะเริ่มต้นเรียกกันว่า Shopaholic เมื่อรุนแรงมากขึ้นเรียกว่า Compulsive buying disorder
มีการศึกษาอาสาสมัครที่สหรัฐอเมริกาที่มีรายได้เฉลี่ยปีละ 2 ล้านบาท โดย 61% ของรายได้นั้นหมดไปกับการช็อปปิ้ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย และใช้เวลาเฉลี่ยสัปดาห์ละ 38 ชั่วโมง ในการเข้าออกร้านจำหน่ายสินค้าต่างๆ
สิ่งที่ดึงดูดใจกลุ่มนักช็อปมากที่สุดก็คือ ป้ายลดราคา หรือป้ายเซลส์ รวมถึงความรู้สึกที่ว่า “ฉันมีความจำเป็นที่ต้องมีของเหล่านี้” และป้ายโฆษณาสินค้าก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้กลุ่มนักช็อปไม่สามารถยั้งสติได้ และต้องยอมซื้อสินค้าเหล่านั้นในที่สุด
สำหรับสาเหตุการเกิดโรค ผสมผสานกันระหว่างความ “อยาก” ที่ไม่สิ้นสุด และภาวะทางจิตใจซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจและการยับยั้งชั่งใจ โดยเมื่อภาวะจิตใจรู้สึกซึมเศร้า หดหู่ และเครียด ก็จะหาเวลาไปเดินช็อปปิ้งเพื่อสร้างความสุขชั่วครู่ชั่วคราว ร่างกายจะสร้างฮอร์โมนขึ้นมาให้มีความสุข ระยะต่อมาร่างกายก็จะเสพติดความสุขดังกล่าว และต้องการกลับเข้าสู่ห้วงแห่งความสุขนั้นเรื่อยๆ
จิตแพทย์จากมหาวิทยาลัยมินนิโซตา สหรัฐอเมริกา ได้คิดค้นยาเพื่อรักษาโรค Shopaholic หรือโรคเสพติดการช็อปปิ้ง โดยตัวยาดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับยาที่ใช้รักษาโรคความจำเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ โดยต้องรับประทานตามที่แพทย์สั่งควบคู่ไปกับการบำบัดทางจิต ตัวยาดังกล่าวจะไปกระตุ้นการทำงานของสมองให้มีความคิดและพฤติกรรมที่ต่างไปจากเดิม และไม่มีผลค้างเคียงใดๆ
สาวๆที่รู้ว่าตัวเองเสี่ยงหรือมีแนวโน้ม สามารถเข้ารับคำปรึกษาจากจิตแพทย์ได้ เพราะหากปล่อยให้มีอาการต่อไป จนถึงขั้นควบคุมตัวเองไม่ได้ หนี้สินเพิ่มพูน สุดท้ายล้มละลายทางการเงิน ความมั่นคงในชีวิตกระทบกระเทือน เดือดร้อนทั้งตัวเอง และคนรอบข้าง อาจนำมาสู่หายนะใหญ่หลวงเกินกว่าจะประเมินได้นะคะ
ขอบคุณที่มาจาก Eduzone และ company.co.uk