ตุ๊กกี้ สามช่า สุดารัตน์ บุตรพรหม

Home / ผู้หญิงต้นแบบ / ตุ๊กกี้ สามช่า สุดารัตน์ บุตรพรหม


ตุ๊กกี้ สามช่า สุดารัตน์ บุตรพรหม
ชีวิตที่มีมากกว่าคำว่าตลก


ตุ๊กกี้ สามช่า สุดารัตน์ บุตรพรหม
 



     เพราะเสียงหัวเราะสร้างความสุข จึงเป็นที่มาของการสัมภาษณ์ ตุ๊กกี้ (สุดารัตน์ บุตรพรหม) แต่นาทีนี้การขอคิวพูดคุยกับเธอเพื่อเพิ่มเสียงหัวเราะไว้ต่ออายุไม่ได้ทำได้ง่าย ไม่ใช่เพราะความหยิ่ง แต่เป็นเพราะความฮ็อต แว่วว่าคิวงานของเธอยาวไปถึงปีหน้าเรียบร้อยแล้ว

     วัยของผู้หญิงคนนี้ย่างเข้าสู่เลขสามเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เราเพิ่งคุ้นเคยกับเธอจริงๆ เมื่อไม่กี่ปีมานี้ เธอออกตัวแบบไม่ถ่อมตัวว่าเรารู้จักเธอช้าไปด้วยซ้ำ ก็เห็นจะจริง นี่จึงเป็นการคุยแบบคุ้ยหาจุดกำเนิดจากวันวานจนถึงปัจจุบัน สาวอีสานร่างเล็กขาสั้น ฟันไม่เข้า (ปาก) คนนี้เกิดมาพร้อมพรสวรรค์อันเต็มเปี่ยม เรียกว่าเป็นคนที่เทวดาผลิตมาแบบลิมิเต็ดเอดิชั่นก็ว่าได้ โอ๊ะโอ เก๋ไม่แพ้ตุ๊กตาบลายธ์เลยทีเดียว


ตุ๊กกี้ สามช่า สุดารัตน์ บุตรพรหม



+ ตอนหาประวัติของตุ๊กกี้มาอ่าน ในวิกิพีเดียเขียนว่า ตุ๊กกี้ สามช่า (หรือตุ๊กกี้ ชิงร้อยฯ) มีชื่อจริงว่าสุดารัตน์ บุตรพรหม เป็นตลกหญิงรูปร่างเตี้ย ตัวเล็ก กล้าแสดงออก รู้สึกอย่างไรต่อคำนิยามนี้

    
ถูกต้องค่ะ หนูภูมิใจกับคำนี้ ถ้าบอกว่าเป็น “ตลกหญิงรูปร่างเพรียว” ไม่น่าจะมีใครนึกถึง หนูว่าเอกลักษณ์บอกถึงความเป็นตัวเราได้มากที่สุด ยิ่งบอกว่า ตลกร่างเตี้ย หน้าอีสาน ลูกอีสาน หรือลาวแท้ ยิ่งภูมิใจเพราะมันใช่จริงๆ

+ อยากรู้เรื่องครอบครัวตุ๊กกี้

    
คำหนึ่งที่พ่อชอบบอกคือครอบครัวเราลำบาก ไม่มีตังค์ เคยถามพ่อว่า ทั้งที่มีบ้านตั้งสามหลัง รถบรรทุกสามคัน มีที่อีกสามที่ มีอู่เก็บรถสามอู่ วินมอเตอร์ไซค์สามวิน ยังบอกว่าไม่มีเงินอีกหรือ พ่อตอบว่าเราไม่มีเงิน เรามีแต่ทรัพย์สิน การปลูกฝังของพ่อหนูคือทำทุกทางให้เงินเข้าบ้านมากที่สุด เลยทำให้ หนูรู้จักหาเงินตั้งแต่เรียนประถม ความที่พ่อขับรถสองแถว หนูเลยต้องเป็นกระเป๋ารถเมล์ ทั้งโหนรถ เก็บเงิน ช่วยผู้โดยสารยกของ ป้าบางคนหิ้วกระสอบข้าวมา ก็ต้องลงไปช่วย

     อย่างเรียนหนังสือพ่อก็ให้เรียนในโรงเรียนที่ค่าเทอมถูกและกู้ยืมได้ หนูว่าพ่อคงอยากสอนให้รู้จักใช้เงิน พ่อเป็นตัวอย่างที่ดี เขาไม่มีพ่อแม่ เป็นเด็กวัด ตอนที่ไปขอแม่ พ่อ บอกว่าไม่มีอะไรนอกจากดอกไม้ขอขมา ซึ่งตากับยายก็ไม่เอาสินสอดแม้แต่บาทเดียว เพราะไม่รู้จะเอาอะไรกับคนที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากพระห้อยคอ เริ่มจากขายของชำ มาเป็นช่างเย็บผ้า พอฐานะเริ่มดีขึ้นก็ออกรถหกล้อรับจ้าง พ่อบอกว่าถ้าเรารู้จักคำว่ามักน้อย ใช้น้อย เงินจะเพิ่มขึ้น มีสิบให้ใช้แค่บาท และอย่าคิดว่าตัวเองมีเงินแล้ว การอยู่อย่างคนจนแต่ทำตัวเป็นคนรวย ยังไงก็จนวันยังค่ำ แต่ถ้ารวยแล้วทำตัวจนเราจะอยู่ได้

     ทุกวันนี้หนูมีกินมีอยู่มากขึ้น แต่ยังใช้เงินเหมือนตอนที่ยังไม่มี เพื่อนงงว่าทำไมยังใช้ของถูก ทำไมไม่รู้จักให้รางวัลตัวเอง หนูบอกว่าหนูให้รางวัลตัวเองตลอด รางวัลที่ว่าคือการโอนเงินกลับไปให้ครอบครัวมากเท่าที่จะมากได้ เสื้อผ้า เครื่องสำอาง หนูมองว่าเป็นของนอกกาย จำนวนเงินเดือนที่โอนไปให้พ่อแม่ที่เพิ่มมากขึ้นต่างหากที่ทำให้ภูมิใจ ของที่มีหนูได้มาด้วยการหยอดกระปุก อย่าง ตุ๊กตาบลายธ์ เชื่อไหมว่าหนูก็ซื้อด้วยระบบผ่อนจ่ายอาทิตย์ละ 500 บาท


ตุ๊กกี้ สามช่า สุดารัตน์ บุตรพรหม



+ ตอนช่วยพ่อทำงานโดยเป็นกระเป๋ารถไม่อายเพื่อนเหรอ

    
ตอนแรกไม่อายคะ มาเลิกทำตอน ม.4 เพราะเริ่มรู้จักคำว่าเป็นสาว (ยิ้ม)

+ เริ่มสาว เริ่มสวย ว่างั้น

    
เริ่มสาวแต่ไม่สวยค่ะ (หัวเราะ) เริ่มรู้สึกว่าพี่คนนี้หล่อ เลยบอกพ่อว่าหนูอายที่จะต้องเก็บเงินพี่ๆ ม.6 พ่อไม่ได้ว่าอะไร หลังจากนั้นก็ยังไปช่วยบ้าง แต่เป็นการนั่งหน้ารถคอยทอนเงิน

+ มีหนุ่มที่หมายปองมั้ยช่วงนั้น 

    
คนที่หนูจะชอบ ต้องเป็นนักกีฬาโรงเรียน อยู่วงโยธวาทิต เรียนเก่ง คำว่าปลื้มหนูมีให้เฉพาะคนเก่งเท่านั้น ไม่ได้คิดไปในทางชู้สาว แต่ปลื้มเพราะมองเป็นแบบอย่าง หนูเพิ่งรู้จักความรักก็ตอนที่เรียนมหาวิทยาลัยปี 2

+ ใครกันที่สอนให้ตุ๊กกี้รู้จักความรัก

    
เขาชื่อจิมมี่ เป็นหนุ่มนักไวโอลิน
คนแรกของจังหวัดมหาสารคาม เรียนอยู่คณะเดียวกันแต่คนละเอก เรียนหนังสือเก่งมาก เป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลของมหาวิทยาลัยด้วย ตอนเรียนจบยังได้เกียรตินิยมอีกต่างหาก หนูพยายามบอกรักเขาสามปีซ้อน แต่ตอนสารภาพรัก เขาพูดสั้นๆ ว่า “ไปตายไป” (หัวเราะ)

     เราสนิทกันมาก เห็นจิมมี่ที่ไหนต้องเห็นตุ๊กกี้ที่นั่น เขาไม่เคยรู้ว่าเพื่อนที่จูงมือไปกินข้าวทุกวันแอบชอบอยู่ ที่เลือกเรียนเปียโนและโอเปร่าก็เพราะเขา รู้ว่าตอนเรียนจะมีการจับคู่ร้องเพลงกัน สุดท้ายก็ได้คู่เขาจริงๆ เขาเล่นกีตาร์ หนูร้องเพลง ตอนสอบจำได้ว่าร้องเพลง “เพื่อน” “อาจจะดูเหมือนไม่มี อะไรที่แปรผัน” มีท่อนสุดท้ายที่โดนใจคือ “ว่าเพื่อนคนนี้เปลี่ยนไปเป็นรักเธอ…” ตอนลงท้ายว่า “รักเธอ” หนูจะหันไปมองเขา แต่เขาก็ไม่เคยรู้อะไรเลย

     หนูเคยจะไปเผยแพร่วัฒนธรรมที่มาเลเซีย รถจะออกจากมหาวิทยาลัยตอนเที่ยงคืน หนูบอกเพื่อนๆ ว่าถ้าจิมมี่มารับตอนเที่ยงคืน แสดงว่าเขามีใจให้หนู หนูพักในตัวเมือง ส่วนจิมมี่พักที่มหาวิทยาลัย ระยะทางห่างกันประมาณห้ากิโลเมตร แต่บ้านนอกทุ่มหนึ่งเงียบกริบแล้ว สองทุ่มหมาเริ่มหอน พอใกล้ถึงเที่ยงคืนเขามารับหนูจริงๆ ดีใจมาก ตอนนั่งซ้อนท้าย หนูบอกเขาว่าอย่าขับรถเร็วนะ กลัวตก เขาบอกว่า “กอดเลย” หัวหนูซุกอยู่ที่หลังเขา พอตอนลงจากรถ นึกว่าจะพูดอะไรซึ้งๆ แต่เขาแค่บอก “กูมาส่งแล้ว อย่าลืมของฝากนะโว้ย” ไม่มีคำล่ำลา แค่มาส่งจริงๆ แอบรักเขาจนเก็บไปฝันว่า ถ้ามีครอบครัวหนูจะตั้งชื่อให้เป็นสระอี้เหมือนกัน พ่อจิมมี่ แม่ตุ๊กกี้ (หัวเราะ)



ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ในสกู๊ป TALK-A-TIVE
No.641 (16 OCTOBER 2009)

สุดสัปดาห์

 

 

 

 

ขออนุญาตใช้เนื้อหา