เทคนิคการใช้ชีวิตคู่ อยู่กินเรียบง่าย ของ มนุษย์เจนวาย by นิดนก

Home / คู่รัก / เทคนิคการใช้ชีวิตคู่ อยู่กินเรียบง่าย ของ มนุษย์เจนวาย by นิดนก

นิดนก-พนิตชนก ดำเนินธรรม เธอคือ สาวแว่นรวยอารมณ์ขัน บุคลิกห้าวและเฮี้ยว ที่โดนเพื่อนทั้งกลุ่มรุมลงมติกันแล้วว่า ‘ชีวิตนี้คงไม่มีวันได้แต่งงาน’ แต่ในความเป็นจริง กลับลบทุกคำสบประมาท กลายเป็นเจ้าสาวคนแรกของรุ่นซะงั้น! หลังจากเราสืบทราบกลยุทธ์วิธีเต๊าะผู้ มาจนเป็นเนื้อคู่ หนังคู่ ชีวิตคู่ ของนิดนก กันแล้ว แต่ประตูวิวาห์ ก็ไม่ได้เป็นบทสรุปของความรัก หากแต่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่ไปพร้อมกันๆ กับใครอีกคน ความยากของการใช้ชีวิตคู่ ..นั่นคือ การเรียนรู้ และ ปรับตัวเข้าหากัน ไปทุกๆ ย่างก้าว คู่ของ นิดนก พนิตชนก – อั๋น เอกชัย ก็เป็นเช่นนั้น

ถึงแม้คู่สามีภรรยาเจนวายคู่นี้จะแต่งงานกันมาได้ไม่กี่ปี ในความตลกโปกฮา ไม่เน้นพิธีรีตองตามสไตล์การใช้ชีวิตคู่แบบคนรุ่นใหม่ ก็กลับมีแง่มุม เทคนิคการใช้ชีวิตคู่ ที่เรียบง่าย แต่น่าสนใจมากทีเดียวค่ะ  จน Women.MThai ต้องขอมานำเสนอเป็น ภาคต่อจาก บทความ “สวยมักนก ตลกมักได้ นิดนก แฉกลยุทธ์ เต๊าะผู้ชาย ฉบับผู้หญิงเชิงรุก” กันต่อ

นิดนก พนิตชนก

ในสายตานิดนกเอง ผู้ชายที่เราจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยสำหรับคนเจนวายยุคนี้ต้องเป็นคนแบบไหน
” เราก็ไม่รู้ว่า ผู้ชายสมัยนี้เขาจะคิดยังไง แต่ผู้ชายอาจจะต้องมองว่า เราเท่ากัน ความเป็นเพศมันไม่ได้มีผลอะไรแล้ว นอกจากสรีระ นอกจากทางกายภาพจริงๆ ผู้ชายอาจไม่ต้องพยายามว่าฉันจะต้องดูแลเธอ ฉันจะต้องนำเธอ ฉันจะต้องถือกระเป๋าให้เธอตลอดเวลาแล้ว การจ่ายเงินเลี้ยงผู้หญิงมันคือที่สุดของชีวิต มันไม่ใช่อะไรแบบนั้นอีกต่อไปล่ะ สำหรับเราแล้ว เราไม่ได้ต้องการให้ใครมาดูแล เราดูแลตัวเองได้ แต่ว่าเราจะต้องไปด้วยกันน่ะ

ผู้หญิง – ผู้ชายสมัยก่อนต้องมีช้างเท้าหน้า ช้างเท้าหลังอะไรแบบนี้ แต่สำหรับคนเจนวายเราว่า มันมีความเป็นอิสระ ส่วนตัวสูง เราต้องการพื้นที่ส่วนตัว ผู้ชายก็ไม่ต้องมา “โอ๊ยเธอไปไหนอ่ะ ฉันไปด้วย” ผู้หญิงก็เหมือนกันไม่ได้จะต้องตัวติดไปไหนด้วยกันตลอดเวลา เราว่าทุกคนมันมีสเปซส่วนตัวอยู่ที่มันอาจจะแตกต่างจากสมัยก่อนที่การเป็นแฟนกันจะต้องไปด้วยกันทุกที่ ทุกเวลา กอดคอไปด้วยกัน ”

นิดนก

คู่ของนิดนกมีการทดลองอยู่คอนโดด้วยกันก่อนที่จะแต่ง …ที่มามาจากอะไร
“อันนี้ไม่ได้ตั้งใจใจว่าจะอยู่ด้วย คือ ตัวเราเองอยู่คอนโดอยู่แล้ว แล้วบ้านของผู้ชายจะห่างออกไปนิดนึง คือบ้านเราจะใกล้รถไฟฟ้ามากกว่า เราก็เลย “แอร๊ย ไหนๆ ตอนเย็นจะต้องมาส่งอยู่แล้ว งั้นก็มาอยู่เลยก็ได้” แล้วเขาซื้อรถด้วย ที่บ้านเขาก็ไม่มีที่จอด เราก็เลยใช้โปรโมชั่น “อยู่ฟรี มีที่จอด” งี้ มาจอดรถบ้านฉัน แล้วพอมาจอดรถที่คอนโดแล้วจะต้องนั่งรถเมล์ต่อมันเหนื่อย เราก็เลย เธอไม่ต้องไปหรอก เธอทำงานมาเหนื่อยๆ เธอก็มานอนอยู่นี่เนี่ยล่ะ ”

มันไม่ได้เป็นแผนการว่าจะทดลองอยู่ก่อนแต่ง มันไม่ได้เป็นอะไรที่เป็นวาระขนาดนั้น คือพอได้อยู่ด้วยกันมันก็ดีเหมือนกัน พอเราใกล้กันมากขึ้น มันทำให้เรารู้หลายๆ อย่าง คือ ห้องที่เราอยู่คนเดียว เราก็อยู่ได้ แต่พอมีคนมาอยู่ด้วย เราเลยรู้ว่า ห้องแค่นี้มันไม่พอที่จะอยู่ด้วยกันระหว่างคน 2 คน ในอนาคต ซึ่งถ้าเราไม่ได้มาลองอยู่ด้วยกันก่อน เราอาจจะไม่ได้วางแผนว่า เราจะต้องซื้อบ้าน หรือขยับขยายตัวเอง”

นิดนก - เอกชัย

ข้อดี ข้อเสียของการอยู่ด้วยกันก่อนแต่ง
” ข้อเสีย คงเป็นเรื่องของการหักธรรมเนียม หักประเพณี คือยังมีคนที่รับไม่ได้อยู่ ผู้ใหญ่บางคน หรือว่า ตัวพวกเราเอง วัยรุ่นเจนวายเองบางคนก็อาจจะยังรู้สึกแบบว่า การอยู่ด้วยกันก่อน มันผิดขั้นตอน

1.ชิงสุกก่อนห่าม ไม่รักษาพรหมจรรย์ มันก็ยังคงมีคนที่คิดแบบนี้ เราก็รู้สึกว่า มันเป็น ข้อเสีย แต่เราก็รู้สึกว่า มันเป็นข้อเสียที่มาจากข้างนอกหมดเลยนะ มันไม่ได้มาจากเรา

กับ 2.เราอยู่ด้วยกันแล้วเกิดไปกับคนนั้นไม่รอด เราก็คงเจ็บช้ำน้ำใจไปพักนึงอ่ะเนอะ แต่ว่ามองเป็นข้อดีมันก็ดีนะ แต่เราก็คือจะได้ตัดจบ ได้รู้ว่า คนนี้อยู่ด้วยไม่ได้ แล้วก็จะได้ไปต่อกับคนอื่น มันเป็นข้อเสีย กับ ข้อดี รึเปล่าหว่า ?(หัวเราะ) ”

ชีวิตหลังแต่งงานแล้วจะไปอยู่บ้านใคร มีการตกลงกันก่อนแต่งงานเลยรึเปล่า
” มีๆ มีการคุยกัน เราบอกฝ่ายชายไว้ก่อนเลยว่า เราอยากแยกออกมาอยู่กันเอง เพราะว่าลำพังที่เราจะต้องปรับตัวกันเอง 2 คนน่ะ มันก็ยากพอแล้วที่เราจะเริ่มใช้ชีวิตคู่จริงๆ จะต้องให้ฉันไปปรับตัวกับครอบครัวเธออีก เราไม่สบายใจนะที่อยู่ตรงนั้นเพราะเราอยู่คนเดียวมานานมาก เป็น 10 ปี ตั้งแต่คุณพ่อคุณแม่เราเสีย ดังนั้นเราจะไม่ชิน กับการต้องไปเจ๊าะแจ๊ะกับคุณแม่สามี คือเราไม่เก่ง เรายากแล้ว เราไปอยู่ด้วยไม่ได้แน่นอน ก็เลยจะบอกเอกชัยไว้ก่อนเลยว่า ยังไงจะไม่ไปอยู่ด้วยนะ ขอแยกมาอยู่กันเอง ซึ่งเอกชัยก็ดีตรงนี้ เขาเข้าใจเรา เขาก็บอกว่าได้ ก็เลยแยกออกมา แต่ก็จะไปหาแม่สามีบ้าง เสาร์ – อาทิตย์ ซึ่งทางพ่อแม่สามีก็โอเค บางทีเราซักผ้าอยู่บ้าน แต่เอกชัยเขาจะไปหาพ่อแม่เขา เราก็จะบอกเขาว่า ขอไม่ไปด้วยได้ไหม เขาก็โอเค เราว่าเขาก็สบายใจด้วยแหละที่เมียจะไม่ไปอิหลักอิเหลื่อที่บ้าน”

ชีวิตคู่

ผ่านการซื้อบ้าน การใช้ชีวิต หลังจากที่แต่งงานมา 2 ปีแล้วมันหารกันได้ครึ่งๆ จริงหรือเปล่า
” ถ้าเอาในแง่ของการบริหารเรื่องเงินทอง มันครึ่งหนึ่งจริงๆ นะ เราตั้งกันไว้แบบที่ใครไม่ต้องนำใคร เอกชัยก็ไม่ได้ต้องมารับผิดชอบเราขนาดนั้น ทุกๆ อย่างเราแชร์เท่ากันหมด

แต่เพิ่งจะมีไม่นานมานี้ ที่เราจัดระบบการเงินของในบ้านใหม่ แล้วเรารู้สึกว่าน่าจะเพิ่มอีกกองทุนหนึ่งขึ้นมา คือกองทุนสำหรับการมีลูก น่าจะถึงเวลาแล้วล่ะที่จะต้องวางแผน เพราะตอนนี้ใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายมาก เอาเงินไปซื้อโน่น ซื้อนี่ ซื้อเกมเพลย์สเตชั่น คือแบบไม่ได้แล้ว ไร้สาระ เราว่า เราเลยต้องมีส่วนนี้งอกขึ้นมา ซึ่งเราตึงล่ะ เราไม่พอ เธอต้องอุทิศเงินส่วนนี้ของเธอเข้ามา แล้วถ้าเรามีเงินมากกว่านี้ เงินเดือนเราขึ้น แล้วเราก็จะมาสมทบในทุนนี้ ซึ่งตอนนี้เธอต้องเริ่มนะ (ง่อว…มีการวางแผนการเงินด้วยนะฮ้าฟ คู่นี้) ซึ่งเราก็ถามเขาว่าเธอโอเคไหม มันไม่เท่ากัน มันไม่แฟร์แล้ว เอกชัยก็บอกว่าไม่เป็นไร มันก็คือเงินของลูก ถ้าเราจะมี หรือ ถ้าไม่มี..มันก็คือเงินที่เราจะเก็บไว้เที่ยวด้วยกัน เขาก็โอเค มันก็เริ่มที่จะนึกถึงอนาคตแล้ว มันก็คือการจ่ายมากกว่าเพื่อครอบครัว เราไม่ได้ทำเพื่อใคร”

เอกชัย - นิดนก

พอแต่งงานแล้ว มันไม่ได้มีแค่เรา แต่มันจะมีคนรอบข้าง เราเอาคำแนะนำของคนรอบข้างมาปรับใช้กับชีวิตคู่ยังไงบ้าง
“มีคำอวยพรของผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่ให้มาตอนแต่งงาน ท่านอวยพรว่า “ถ้าทะเลาะกันอย่าใช้อาวุธนะลูก” เป็นการอวยพรที่แบบเขากลัวเราจะฆ่ากันตายรึไงวะ แต่เรารู้สึกว่า มันจริงว่ะ ถ้าทะเลาะกันอย่าใช้อาวุธ ซึ่งจริงๆ อาวุธมันไม่ได้ต้องเป็นมีด เป็นไม้อะไรเลยนะ มันคืออาวุธในตัวเราเอง เราเป็นคนชอบประดิษฐ์คำพูด คำที่เจ็บที่สุดจะพูดตรงๆ ไม่ได้นะ แบบทำไมเธอถึงปากร้ายแบบนี้ ไม่ได้นะ จะต้องแบบพรรณณาโวหาร หาวลีเด็ดๆ แล้วก็ด่ากัน ซึ่งสุดท้ายแล้ว นี่แหละมันคืออาวุธที่เรามี เอกชัยก็มีอาวุธของเขา เขาเป็นคนใจร้อน เวลาโกรธ ทะเลาะกันบนรถนี่ Fast & Furious เลยจ้า ซึ่งเราจะพูดขึ้นมาเลยว่า ” ถ้าตายไปไม่คุ้มเลยนะ” หรือแบบ “ถ้าฉันตายเธอจะเสียใจไหมที่ขับรถแบบนี้ ”

นิดนก - เอกชัย

เมื่อไหร่ที่ถึงจุดพีคแล้วก็จะนึกถึงคำพูดเขานะ ถ้าทะเลาะกันอย่าใช้อาวุธนะ แค่ใช้ความเป็นตัวเรา ใช้แค่พื้นฐาน ไม่ต้องประกอบร่างเป็นโรบอทตัวใหญ่ เอาแค่ตัวเรามาคุยกันพอ เราก็จะเบาลง

ส่วนพี่ชายเราก็จะให้คำปรึกษาทั่วไปอย่างเรื่องการเงิน การผ่อนบ้าน เป็นเรื่องชีวิตทั่วไปมากกว่า หรืออย่างเรื่องทำอาหาร ถ้าเราอยากทำอะไรให้เขากิน เราก็จะโทรไปหาคุณป้าถามวิธีทำ แต่ถ้าเป็นเรื่องความสัมพันธ์ เราก็จะไม่ค่อยได้ปรึกษาใครเท่าไหร่”

วิธีการสื่อสาร…ให้เข้าใจกันในแบบนิดนก – เอกชัย
” แรกๆ ที่เขาขับรถเร็ว เราเคยพูด แต่เราไม่ได้พูดชัดเจนขนาดนี้ เราแค่บอกว่า “เธออย่าขับรถเร็ว” เราว่าเขายังไม่เก็ทมากนัก เขามาเก็ทตอนที่เราเขียนหนังสือ เพราะมันเป็นสิ่งที่เราอยากบอก แล้วเขามาอ่านหนังสือที่เราเขียน เราใช้วิธีนี้บ่อยนะ ถ้าเราอยากบอกอะไรเขา ถ้าเราพูดอะไรแล้ว ยังรู้สึกว่าเขามืดบอดอยู่ เราจะเขียน เคยทะเลาะกันหนักๆ แล้วเราเขียนๆๆๆๆๆ แล้วตอนเช้าก็ปริ้นท์ไปให้อ่าน เขาก็จะได้อ่านตอนที่ใจเขาเย็นลงแล้ว แล้วเขาจะเก็ท อย่างเรื่องขับรถเนี่ย เราว่าเขาได้อ่านตอนเราเอาต้นฉบับให้เขาอ่าน เพราะเขาต้องเขียนท้ายเล่มให้เรา หลังจากนั้นอีก 2 – 3 สัปดาห์ เราทะเลาะกัน แล้วเขาขับรถเร็ว เราก็เอามือไปจับ แล้วบอกว่า ” เธอไม่ขับรถเร็วนะ ” เออ …เขารู้เลย เขาเบาลง แสดงว่าเขาเก็ทเราแล้วว่าเราไม่ชอบ แต่ก่อนหน้านี้เขาไม่รู้สึก หนังสือนี่มันดีจริงๆ ”

ชีวิตคู่

ความรักในวันแรกที่เป็นแฟนกันกับวันนี้ที่แต่งงานกันมา 2 ปีกว่าแล้ว ยังเหมือนเดิมไหม
” ไม่เหมือน โตขึ้นเยอะเลย เรื่องที่ทะเลาะกันระหว่างตอนเป็นแฟน กับ ตอนที่แต่งงานแล้วจะไม่เหมือนกัน ตอนแต่งงานกัน มันคือการกระทบกระทั่งกัน ผิดจังหวะกัน บางทีเขาพูดอะไรมานิดเดียว เราก็ตึงไปล่ะ แต่ถ้าตอนเป็นแฟนกัน เราจะไฟ้ท์ทุกอย่างเพื่อหาจุดจบของการทะเลาะในเรื่องนั้นให้ได้ ใครชนะ ใครผิด ใครถูก แต่พอแต่งงานปุ๊บ เราไม่รู้ว่าเราจะหาใครผิดใครถูกทำไม เพราะทั้ง 2 คนรู้ว่าใครผิดใครถูก ไม่ต้องพูดก็ได้รู้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราจะหาทางลง เหมือนแบบนั่งๆ อยู่ พอเราแตะกันเราก็จะรู้ล่ะ ว่า เออ พอเถอะ เราผิด

ไม่ต้องมาเหนื่อยกับการไฟ้ท์กันตลอดเวลา เพราะเรารู้อยู่แล้วว่ายังไงวันพรุ่งนี้เราก็ยังต้องอยู่ด้วยกัน วันพรุ่งนี้ หรือ อีก 2-3 วัน ฉันก็ต้องอยู่กับเธอ เราอดทน แต่ไม่ใช่เพื่อทน แต่เราอดทนเพื่อทำความเข้าใจให้มากขึ้นมากกว่า ว่าอีกคนเป็นแบบนี้ เราก็ต้องทำความเข้าใจไปกับเขาด้วยนะ”

นิดนก พนิตชนก

เราถามเธอต่อว่า เธอสนใจจะเขียนหนังสือ คู่มือการใช้ชีวิตคู่ หรือไม่ ซึ่งเธอก็ตอบว่า เธอไม่ใช่คู่ป้าจุ๊ จุรี โอศิริที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตคู่มาอย่างยาวนานพอที่จะเล่าให้ใครฟังได้ขนาดนั้น สำหรับเธอยังเป็นมือใหม่ ที่เพิ่งผ่านการแต่งงาน การปรับตัวในชีวิตคู่เหมือนๆ กับคู่อื่นๆ ที่เพิ่งเริ่มต้นต้องพบเจอ ซึ่งมันเป็นโมเม้นต์ที่น่าประทับใจ มีทั้งความหวานและความสนุกให้แบ่งปัน แต่ก็ยังไม่รู้ว่าอนาคตของชีวิตคู่เธอจะเป็นไปในทิศทางใด เอาไว้เธอสั่งสมประสบการณ์แล้วจะกลับมาเล่าให้ฟังต่อ

สัมภาษณ์ และ เรียบเรียงเนื้อหาโดย Women MThai Team
ภาพโดย Covinus
ภาพประกอบบางส่วนจาก www.facebook.com/nidnoknidnok

facebook

 

ขออนุญาตใช้เนื้อหา