ชีวิตสร้างเอง ของ นุ นุกูล ชาวสี่ร้อย….จาก สาวโรงงาน วุฒิป.6 สู่ Top Sale ตัวแม่ของ นิตยสาร เปรียว

Home / ผู้หญิงต้นแบบ / ชีวิตสร้างเอง ของ นุ นุกูล ชาวสี่ร้อย….จาก สาวโรงงาน วุฒิป.6 สู่ Top Sale ตัวแม่ของ นิตยสาร เปรียว

“ความภูมิใจสูงสุดของพี่คือการพาน้องๆ ในทีมทำการขายกว่า 20 ชีวิต และปิดยอดขายได้สูงสุดในชีวิตแล้วคือ 200 กว่าล้าน ยุคนั้น มันเยอะนะ มันเหนื่อยมากๆ แต่มันก็มันส์มากๆ อีกเช่นกัน สรุปเอาง่ายๆ เลย ยิ่งขายพี่ยิ่งมันส์ค่ะ (หัวเราะ)”นุ นุกูล ชาวสี่ร้อย ในวัย 45 ปี เจ้าของธุรกิจ Media Agency ของตัวเอง ภายใต้ชื่อ บริษัท มีเดีย คอนเน็คชั่น จำกัด และบริษัท  มอร์ เอ็น มอร์ จำกัด เล่าย้อนไปถึงชีวิตเมื่อหลายปีก่อน ตอน ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการฝ่ายขายที่ ไลฟ์ ทีวี ในยุคเคเบิลทีวีรุ่งเรือง กับเส้นทาง 20 ปีที่ของ Top Sale ตัวแม่ของไทย…ใครเลยจะรู้ เธอมีเส้นทางที่มาจากศูนย์  เริ่มต้นจากวุฒิ ป. 6 ด้วยอาชีพสาวโรงงาน มาก่อน แล้วเธอ ก้าวมาสู่จุดนี้ได้อย่างไร …เรามาติดตามเรื่องราวของเธอไปพร้อมๆ กันค่ะ

ชีวิตสร้างเอง วัยเด็ก ของ นุ นุกูล ชาวสี่ร้อย

พี่เป็นเด็ก ต่างจังหวัด พ่อแม่เป็นชาวสุพรรณ ย้ายมาอยู่กับพี่สาวที่แต่งงานอยู่ที่กรุงเทพฯ ครอบครัวยากจน เรียนโรงเรียนวัด ซึ่ง ทางบ้านสามารถส่งเสียให้เรียนได้แค่ถึง ป. 6 เพราะไม่มีตังค์แล้วที่จะส่งเสีย และตัวพี่เองก็รู้สึกว่าไม่ได้อยากจะเป็นภาระให้พี่สาว พี่ก็เลย ออกทำงาน ในตอนนั้นถ้าจำไม่ผิด ทำงานตั้งแต่อายุ 15 ด้วยความที่เราอยากทำงานมากเลยไปขอยืมบัตรประชาชน ( ยุคนั้นเรียกว่า บัตรเหลือง ) ของเพื่อน เพื่อไปสมัครงานเป็นสาวโรงงาน แล้วพอพี่ไปทำงาน ก็ทำแบบหามรุ่งหามค่ำ นอนประมาณสัก 3 – 4 ชั่วโมง เพราะด้วยความที่เราอยากทำงานไง เป็นเด็กที่อยากได้เงิน เพราะเราไม่มีตังค์ตั้งแต่เด็ก เราอยากได้เงิน เราก็เลยมีความขยัน พี่ก็ทำแบบนั้นมาหลายปี

1วัยเด็ก กับ คุณพ่อ คุณแม่

2

จนพอทำอาชีพนี้นานแล้ว ก็คิดว่า เงินมันก็คงไม่พอ ก็เลยไปรับเสื้อผ้ามาจากประตูน้ำ เอามาขายเป็นแคตตาล็อกจากนิตยสารแฟชั่นที่เขาจะมีราคาเขียนไว้ด้วย แล้วเอาอันนั้นมาขายให้กับสาวโรงงานแต่ละแผนก แล้วเก็บเป็นเงินผ่อน พี่เริ่มต้นจากตรงนั้น ถ้าวันจันทร์ – เสาร์ พี่ก็ทำงาน วันอาทิตย์พี่ไปรับของที่ประตูน้ำ แล้วเอามาขาย มันทำให้พี่ซึมซับการขาย เสื้อผ้าแฟชั่น แล้วพี่ก็มีความฝันว่าอยากทำงานอะไรที่เกี่ยวกับแฟชั่น พี่ก็ไม่ได้หยุดพัฒนาตัวเอง จากสาวโรงงาน ก็ขยับมาเป็นพนักงานออฟฟิศรายเดือน สมัยนั้นเนี่ย พนักงานออฟฟิศต้องเรียนรู้คอมพิวเตอร์ จำได้ว่ามีพี่โปรแกรมเมอร์ มาสอนพี่ใช้คอมพ์ในระบบ Chula กับ Lotus (หัวเราะ) สมัยนี้ไม่รู้แน่นอน

This is 17 years old
ตอนอายุ 17 ปี

จากนั้นก็ไปทำบริษัทแนวมาร์เก็ตติ้ง ให้กับโปรดักส์เล็กๆ อยู่โปรดักส์หนึ่ง จนวันนั้นพี่ได้เจอกับพี่อ้อ ซึ่งพี่ไม่มีวันลืมเลย เพราะพี่อ้อเป็นคนให้โอกาสพี่ ซึ่งตอนนี้พี่อ้อก็เป็นผู้บริหารนิตยสารอยู่ฉบับหนึ่ง ตอนนั้นพี่อ้อมาชวนพี่ไปทำงาน ขายนิตยสาร ขายแอดโฆษณา ซึ่งก็ไม่มั่นใจว่าเราจะทำได้ เพราะพี่ก็จบแค่ม. 6 จาก กศน. ซึ่งเรียนตอนเป็นสาวโรงงาน เรียนกลางคืนไปด้วย ทำงานไปด้วย

เปรียว

จากนั้นก็มาทำงาน กับพี่อ้อ ที่เปรียวในปี 39 ถ้าจำไม่ผิดนะ พี่ไม่เคยรู้เลยเรื่องของการขายแอดหน้าโฆษณา แต่อยากได้ตังค์ เพราะค่าคอมมิชชั่นมันเยอะ ปีแรกพี่ได้เป็น Top Sale ปีนั้นผู้ใหญ่มีโควต้าว่า ถ้าใครได้เป็น Top Sale ก็จะพาไปท่องเที่ยวที่ต่างประเทศ พี่ทำงานครึ่งปี แต่ผลเหมือนกับพี่ทำทาร์เก็ตได้ 1 ปี แล้วก็ได้ไปเที่ยวฮ่องกง ประเทศแรก ที่พี่ได้ไปกับพวกหัวหน้า ได้เปิดความฝันให้พี่รู้สึกว่า เห้ย พี่อยากไปเที่ยวทั่วโลกอ่ะ พี่ก็อยู่เปรียวมา 10 ปี จนปี 48 พี่มีน้อง ก็เลยหยุด ลาออก มาพักอยู่บ้านพักนึงก่อนไป ทำงานเป็น ผู้อำนวยการฝ่ายขายที่ ไลฟ์ ทีวี ในยุคเคเบิลทีวีรุ่งเรือง ปิดยอดขาย 200 กว่าล้าน ซึ่งถือเป็นยอดขายที่สูงสุดในชีวิต

LiveTV 1

พี่นุได้อะไรจากความจนคะ
ความจนเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับพี่ พี่ว่า มันมีค่ายิ่งกว่าเงินที่พ่อแม่ให้พี่มา ถ้าเขาให้เงินพี่มา พี่ก็ไม่รู้วิธีเหมือนกันว่าพี่จะรักษามันได้ไหม แต่ด้วยความจนที่พ่อแม่ให้มา กลับทำให้พี่รู้สึกว่า พี่จะทำยังไงให้หามันมาให้ได้

พี่จำได้ถึงทุกวันนี้เลยว่า ตอนที่พี่ทำงาน AE ที่เปรียว แล้วพี่ไม่มีรถ ปีแรกเนี่ยเชื่อไหมว่า พี่แบกหนังสือ 10 เล่ม คือกอดอ่ะค่ะ ขึ้นรถเมล์ 10 เล่มมันก็หนักเนอะ กล้ามขึ้นเลย ในระหว่างที่พี่ขึ้นไปยืนบนรถเมล์อยู่ มองไปข้างทางพี่ก็เห็นรถส่วนตัวขับผ่านไปเรื่อยๆ พี่ฝันเสมอเลยว่า พี่อยากมีบ้างอ่ะ อยากมีตู้เสื้อผ้าเคลื่อนที่ พี่คงเอานิตยสารไปได้มากกว่านี้ ในการที่จะไปพบปะลูกค้าให้ได้มากกว่านี้ เพราะไปรถเมล์นี่คือไหนจะต้องยืนรอ ไหนจะตากฝน ไหนจะตากแดด สิ่งพวกนี้มันเป็นสิ่งที่สร้างความอดทนให้เราหมดเลยนะ ให้รู้คุณค่าของเงินว่า มันหามาได้ยากยังไง นี่เป็นแรงบันดาลใจทำให้พี่ได้เงินค่าคอมมิชชั่นก้อนแรก พี่ก็เอาไปดาวน์รถ ถึงบอกว่า ความจนเป็นสิ่งที่มาค่าสำหรับพี่ ที่สอนให้พี่ทำยังไงที่จะพ้นคำนั้นมาให้ได้จนถึงทุกวันนี้

MediaCon

เทคนิคการขายของ Top Sale ตัวแม่
ในตอนพี่เป็นลูกจ้าง เทคนิคการขายของพี่ พี่ไม่เคยคิดว่าพี่เป็นลูกจ้าง เพราะพี่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก เด็กๆ ได้ช่วยพี่สาวขายของ ถึงแม้ว่าจะขายขนมบนถนนให้กับคนที่เดินผ่านไปผ่านมา นั่นก็คือของของเรา เมื่อพี่ได้มาเป็นพนักงาน พี่ก็ขายนิตยสารเปรียว เหมือนกับพี่เป็นเจ้าของเปรียวเอง มันทำให้พี่ซึมซับการเป็นเจ้าของ อะไรที่เซฟค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ อะไรที่ไม่ต้องเบิก พี่ก็จะทำ มันซึมซับอยู่ในสายเลือดพี่ จนลูกน้องพี่ ยังบอกเลยว่า นี่บริษัทพี่นุเหรอ ทำไมพี่นุช่วยบริษัทเซฟขนาดนั้น

3
แต่พี่รู้สึกว่ามันไม่ใช่ คือเราทำที่ไหน ที่นั่นคือบริษัทของเรา มันก็เลยเป็นจุดหนึ่งมั้งที่ทำให้พี่รู้สึกว่า นั่นแหละ คือเทคนิคการขายของพี่ ถ้าใจเราขายอะไร ที่เรารู้สึกว่า ไม่ใช่ของเรา มันจะไม่ประสบความสำเร็จเลย แต่ถ้าเราขายอะไร แล้วเรารู้สึกว่า นี่มันคือของเรา เราถอยหลังไปไม่ได้อีกแล้ว อันนั้นน่ะ พี่บอกได้เลยว่า จะพบแต่ความสำเร็จจริงๆ พี่สัมผัสมัน และมันให้อะไรพี่มาตลอด ทำด้วยใจแล้วมันจะได้กลับมาจริงๆ ก็เลยไม่รู้ว่ามันมาจากตรงไหน เพราะไม่ได้เรียนมา แต่มาจากประสบการณ์

MNM_Nu1

ตอนนี้พอใจกับชีวิตยังคะ
ณ จุดนี้นะ พี่พอใจในส่วนตัวพี่ เพราะ เด็กที่พ่อแม่ยากจน จบแค่ป. 6 และเป็นสาวโรงงาน ได้ไปเที่ยว เกือบทั่วยุโรปแล้ว เพราะความฝันของพี่อยากไปท่องเที่ยวทั่วโลก ในใจพี่เลยรู้สึกว่าพี่พอใจ แต่สิ่งที่ ณ ตอนนี้พี่ไม่หยุด พี่กลับยังจะสร้างทุกคนในบริษัทพี่ แม้กระทั่งพาร์ทเนอร์ หรือใครก็แล้วแต่ที่พี่รักเขา พี่อยากทำความฝันของเขาให้เป็นจริง เหมือนกับที่พี่ทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริงแล้วมันอิ่มเอิบใจ และมีความสุข พี่อยากให้ทุกคนได้รู้สึกและสัมผัสอย่างนั้น
6
พี่ยกตัวอย่างนะ พี่เป็นเจ้าของบริษัท มีเดีย คอนเนคชั่น ปีที่ 2 ยอดเป้าของพี่ มันได้เยอะ สิ่งหนึ่งที่พี่ให้พนักงานพี่เกือบ 20 คนได้ไปเที่ยว ญี่ปุ่น พวกเขาไม่เคยไปญี่ปุ่น แต่สิ่งที่พี่ได้รับคืออะไรรู้ป่ะ บัดเจ็ทที่พี่ใช้ พี่ใช้ประมาณ 1 ล้านนะ แต่สิ่งที่พี่ได้ พี่รู้สึก คือเขาเดินมาบอกพี่ว่า หนูขอบคุณพี่มากเลย ที่พี่ทำให้สิ่งที่หนูไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าจะเป็นจริง และหนูจะได้โอกาสตรงนั้นจริงๆ มันเป็นความฝันของเขาที่เขาไม่เคยนึกเลยว่ามันจะเป็นไปได้ แล้วเขากลับได้ และมันไม่ได้ได้แค่ตัวเขา

นุ นุกูล ชาวสี่ร้อย
มีลูกน้องคนนึงเดินมาบอกพี่ว่า เชื่อไหมพี่ หนูจะถูกคนแถวบ้าน รู้สึกเสมอเลยว่าหนูเป็นคนยากจน เป็นคนที่ไม่มีโอกาส แต่วันนี้พอหนูมาทำงานบริษัทพี่ หนูรู้สึกว่าหนูเป็นคนที่มีคุณค่า คนแถวบ้านหนู พอรู้ว่าหนูได้ไปต่างประเทศกับบริษัท ทุกคนรู้สึกอิจฉาหนู รู้สึกแบบเห้ย เป็นไปได้ยังไง ทำไปได้ยังไง หนูรู้สึกมีค่ากับสังคมรอบข้างหนูมากเลย พอพี่ได้ฟังแบบนั้น มัน อือหื้อ ล้านนึงมันไม่มีค่าสำหรับพี่เลยนะ อันนี้จริงๆ เลยนะ เป็นสิ่งที่พี่รู้สึก พี่ฟังแล้วพี่อยากให้อีกอ่ะ และเป้าหมายของพี่ในอนาคต พี่อยากพาลูกน้องพี่ไปสัมผัสยุโรป เหมือนที่พี่ได้สัมผัส นี่ล่ะคือความฝันของพี่

นุ นุกูล ชาวสี่ร้อย

เป็นคนชอบเดินทาง ?
ส่วนตัวพี่ ไม่ใช่ไม่รักประเทศไทยนะ พี่รักประเทศไทย พี่ไปเที่ยวมาแล้วหลายจังหวัด และทำธุรกิจกับเคเบิลทั่วประเทศ แต่สิ่งหนึ่งเวลาที่พี่ไปต่างประเทศ พี่จะรู้สึกเหมือนว่าพี่ได้กลับบ้าน พี่สามารถอยู่ต่างประเทศคนเดียวได้เป็น 10 วัน ซึ่งพี่ก็อยู่มาแล้ว คือโซนยุโรปนะที่พี่ไป เยอรมัน ฝรั่งเศส อังกฤษ พี่เดินคนเดียวแต่พี่ไม่เคยคิดว่าพี่เดินคนเดียว นั่นคือบ้านพี่ที่พี่เดินไปตรงไหนพี่ก็มีความสุข ไม่นึกกลัว อาจจะเป็นเพราะบ้านเขาอากาศดี ทำให้เราได้คิด ได้อยู่กับตัวเอง พี่ไม่ค่อยได้เข้าวัดบ่อย ไม่ได้ปฏิบัติธรรม แต่พอพี่ไปเที่ยวต่างประเทศ พี่รู้สึกว่าพี่ได้เดินจงกรม แต่การเดินจงกรมของพี่ พี่อาจจะไปเดินอยู่ที่สนามหญ้า หน้าหอไอเฟล เดินอยู่บนสะพานลอนดอน ในความรู้สึกของพี่นะ พี่ก็ได้อยู่กับตัวเอง เป็นความสุขส่วนตัว ทุกครั้งที่พี่ไปแล้วพี่กลับมา พลังในการทำงานของพี่มันกลับมีมหาศาล

1

มีอะไรที่พี่นุอยากทำแล้วยังไม่ได้ทำบ้าง
ณ ตอนนี้ คือ อยากทำให้ลูกสาวของพี่มีอนาคต ที่เขาพอใจ คำว่า พอใจ ในที่นี้คือสิ่งที่พี่ให้เขาได้คือ ความรู้ พี่อยากให้ลูกสาวเรียนสูงเท่าที่เขาอยากจะเรียนได้ พี่ไม่ได้บอกว่าพี่ต้องการมีเงินให้เขาเยอะๆ นะ แต่พี่อยากให้เขามีความรู้ แล้วไปหาเงินเหมือนกับที่พี่ไม่มีความรู้ แต่พี่หาเงิน มันจะต่อแต้มเขาได้ดีกว่า นั่นคือ ความสุขของพี่ และให้เขามีครอบครัวที่ดี ถึงตอนนั้นพี่ก็พร้อมจะหยุดเดิน รู้สึกว่า ชีวิตนี้พี่คุ้มมากแล้ว

นุกูล และ ลูกสาว กับ ลูกสาว

3

บทบาทซิงเกิ้ลมัม ของลูกสาว 10 ขวบ
พี่ไม่ได้มีแบบแผนในการเลี้ยงลูกนะ พี่เป็นแม่ที่ตีลูกเหมือนกัน แต่ไม่ได้ตีพร่ำเพรื่อ ทำโทษก็ต่อเมื่อเขาทำผิด แต่ในบางครั้งก็ไม่ได้ทำโทษเขา ปล่อยให้เขารู้สึกเองว่า ผิด แล้วเขาจะกลับมาขอโทษเรา ลูกสาวพี่เขาเป็นคนฉลาด เขารู้ เขาเห็นพี่ไง พี่ไปทำงานกลับดึก เขาจะรู้ว่าเราเหนื่อย เขาก็จะไม่อ้อน ไม่เอาแต่ใจตัวเอง แม่เหนื่อย แม่นอนไปก่อนเลย เดี๋ยวหนูจัดการ หนูแต่งตัวทำอะไรของหนูเอง กลายเป็นสิ่งหนึ่งที่พี่รู้สึกได้ว่า เออเนอะ เหนื่อยงาน ในบางครั้งนะ แต่ก็พอมาเจอลูกสาวมันไม่เหนื่อยเลย

เขามีเซอร์ไพร์สเราด้วย เมื่อไม่นานมานี้ เขามาบอกกับเราว่า “แม่ อีกหน่อยนะแม่ไม่ต้องเหนื่อยล่ะ เดี๋ยวหนูจะทำงานเลี้ยงแม่เอง แม่เหนื่อยมามากล่ะ ” พี่นะกลั้นน้ำตา โห ภูมิใจ ได้แค่นี้พี่ก็โอเคแล้วนะ เขารู้ว่าเราทำงานแล้วเราเหนื่อย เขารู้อารมณ์เรา แล้วเขาสัมผัสได้ พี่ดีใจแล้วนะ ถ้าเห็นลูกสาวพี่แล้วจะชอบ

5

ก้าวต่อไปของพี่นุและบริษัท
จุดแกร่งของมีเดีย คอนเนคชั่น คือการขาย เราเป็นตัวแทนขายของหลากหลายโปรแกรม ที่ผ่านมา ทางลูกค้าเอเจนซี่และลูกค้าตรงจะรู้จักเราเป็นอย่างดี พอเรามีจุดแข็งเรื่องการขาย มันเลยทำให้เกิดจุดลงตัว ที่ มีเดีย คอนเนคชั่น มีเรื่องการขาย แล้วพี่มาเจออุ้ม อุ้มเป็นนักคิด นักการตลาด นักพีอาร์ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เราไม่ได้มีตรงนั้น พอเรามาเจอกัน 2 – 3 อย่างตรงนี้ มันทำให้เป็นจุดแข็ง ทำให้เราเกิด มอร์ เอ็น มอร์ ขึ้นมา ในอนาคต สิ่งที่พี่กับอุ้มตั้งใจก็คือ ทำเป้าที่เราตั้งไว้ให้มันลุล่วง และก็ให้มันทะลุเป้าได้ทุกๆ ปี ถามว่ามั่นใจไหม เรามั่นใจ เพราะเรามีจุดแข็งของเราแต่ละคนที่มันสามารถร่วมมือร่วมใจกันแล้ว มันสำเร็จได้ แล้วเราก็ฟัง ฟังความคิดเห็นของทีมงานแต่ละคน นั่นคือ จุดแข็งของพวกเรา

5

มุมมองการทำงานของพี่นุ

พี่ปล่อยให้ทุกคนทำงาน เรียนรู้ด้วยตัวเองแต่ พี่เองก็ดูเขาอยู่ด้านหลังนะ แล้วให้เขาทำงานด้วยสไตล์ของเขา แล้วเวลาเขาเจอปัญหาเขาจะกลับมาหาพี่ ถ้าเขาไม่กลับ หรือคิดไม่ออกว่าจะแก้ยังไง พี่จะเดินไปบอกเขา หรือไม่ก็ไปถามเขาว่า ไหวไหม โอเคไหม ถ้าโอเค Go ahead ถ้ามีปัญหาวิ่งมาหาพี่นะ เป็นการบริหารงานเหมือนพี่สาว บอก หรือ สอนลูกน้องที่เป็นน้องสาว มากกว่า พี่อยู่กันแบบนั้น

พี่ไม่ต้องการเป็นเจ้านายที่ทุกคนเข้าไม่ถึง ทุกคนเขาถึงพี่ได้หมด พี่เคยเห็นเจ้านายหลายคนๆ ที่ลูกน้องเข้าไม่ถึง พอเข้าไม่ถึง ปัญหามันจะมา มันเป็นบทเรียนที่พี่มองคนอื่นแล้วสามารถเอามาสะท้อนตัวเองได้ พี่เลยบอกตัวเองว่า พี่จะเป็นผู้บริหารที่ลูกน้องเข้าถึงทุกคน และรักเขาเหมือนครอบครัวของเรา เพราะชีวิตคนทำงาน 1 วันเราอยู่ด้วยกัน 8 ชั่วโมง 10 ชั่วโมง มันเหมือนอยู่กับคนในครอบครัว บางคนเวลาอยู่กับครอบครัวไม่ถึงเท่านี้ด้วยนะ แต่เรามีชีวิตมากกว่าเขาอีก พี่ก็เลยจะดูแลเทคแคร์เขาเหมือนคนในครอบครัว ของพี่ นี่คือ ทัศนคติ สไตล์ในการบริหารของพี่ มันทำให้บริษัท ของพี่ ประสบความสำเร็จมาทุกปี

MNM_Nu

คำนิยาม ผู้หญิง ยุคนี้ ในสายตาของ นุกูล ชาวสี่ร้อย
คือพี่เป็นแม่ มีลูก พี่ก็จะพูดในฐานะของผู้หญิงที่มีลูก พี่ว่า เป็นผู้หญิงในยุคนี้ต้องปรับ ปรับสถานการณ์ ว่า ณ ตอนนี้ สังคมปัจจุบันเป็นอย่างไร อย่างเช่น ลูกเราเกิดมาในยุคนี้ จะให้ลูกเติบโตเหมือนในยุคที่เราโต เป็นไปไม่ได้ เราเป็นแม่ เราก็ต้องเข้าใจ ถ้าพูดถึงในเรื่องของการงาน พี่อาจจะเป็นคนที่ ทำงานมานาน จนทุกวันนี้ ซัคเซสมาเป็นเจ้าของบริษัท พี่ก็มีลูกน้อง ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ พี่ก็ต้องฟังเขา เพราะเขาเกิดมาในยุคนี้ ยุคการแข่งขันในปัจจุบันนี้ มันก็ต้องแชร์ พี่มีประสบการณ์ให้ เขามีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ มันกลับมาเจอกัน เพราะฉะนั้นพี่ว่า นิยามการเป็นผู้หญิงของพี่นะ คือมันต้อง Flexible ตลอดเวลา จะให้ Strong อย่างเดียวไม่ได้

มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย ที่เด็กสาวคนนึงจากวุฒิแค่ ป. 6 จะมาถึงจุดที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักของทุกพื้นที่ที่เธอได้ยืนอยู่ ถ้าจะกล่าวว่าเธอมีพรสวรรค์ด้านการขายก็อาจจะใช่ แต่สิ่งที่พาเธอมาสู่จุดที่ดีขึ้น คือทัศนคติส่วนตัวของเธอ ที่เป็นคนขยัน ใฝ่ดี และทำทุกอย่างด้วยใจ …เรื่องท้อ เรื่องเหนื่อยเหงื่อตก มันต้องมีอยู่แล้ว นั่นเป็นเรื่องธรรมดา แต่ขอแค่เรามุ่งมั่น และให้ใจในสิ่งที่เราทำ … ผลที่ได้ มันย่อมตอบแทนกันได้อยู่แล้ว และก้าวต่อไปของเวิร์คกิ้ง วูแมนคนนี้ คือ มอร์ เอ็น มอร์ อีก 1 บริษัท ที่เธอจับมือกับหุ้นส่วนคนสนิท …อุ้ม กวิสรา คะกิจ เพื่อออกแบบความบันเทิงทุกรูปแบบให้กับประเทศไทย

เนื้อหาโดย Women MThai Team 

facebook