How I Love My Mother การใช้ชีวิต ความทุกข์ ความสุข คุณแม่ ป่วย พาย ภาริอร พาย ภาริอร วัชรศิริ รักแม่ แรงบันดาลใจ

สู้เพื่อแม่! พาย ภาริอร สาวแกร่ง ยิ้มเก่ง 120% รักนี้เพื่อแม่

Home / ผู้หญิงต้นแบบ / สู้เพื่อแม่! พาย ภาริอร สาวแกร่ง ยิ้มเก่ง 120% รักนี้เพื่อแม่

สาวผู้จะมาสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตให้กับเรา คนนี้ เธอ ชื่อ พาย ภาริอร วัชรศิริ เกิดและเติบโตในครอบครัวคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่มีกันเพียง 2 คนแม่ลูก คุณแม่ดูแลเธอเป็นอย่างดีเลิศทุกอย่าง ทำงานหาเลี้ยง และ ดูแลเธอเป็นอย่างดีถึงขั้นที่เรียกได้ว่าดีมาก ราวกับลูกคุณหนู จนกระทั่งเมื่อ 9 ปีก่อน เมื่อคุณแม่เส้นเลือดในสมองแตก เป็นอัมพฤกษ์ ชีวิตของพาย ในวัย 16 ปี ก็เปลี่ยนไป วันที่เสาหลักของบ้านล้ม แล้วเธอล่ะจะทำยังไงต่อไป  …แต่ช้าก่อนค่ะ! Women.MThai ไม่ได้จะพาคุณมาดราม่า แต่เราจะมานั่งคุยถึงด้านขำๆ ในเรื่องขมๆ กับความน่ารัก ความผูกพันของสองแม่ลูก ของสาวแกร่ง ยิ้มเก่ง พาย ภาริอร ในวัย 25 ปี คนนี้ ผู้เขียนหนังสือ How I Love My Mother ที่หากใครได้อ่านจะต้องทั้งยิ้ม ทั้งหัวเราะ และแอบมีน้ำตาซึมกันบ้างล่ะ

พาย ภาริอร

ช่วงจังหวะที่คุณแม่เข้าโรงพยาบาล ใช้เวลานานไหมกว่าออร่าความเศร้าของพายจะหายไป
” เป็นปีนะคะ พายใช้เวลาปีแรกดำดิ่งไปกับความเศร้ามาก อาจจะเพราะตอนนั้นยังเด็ก แล้วก็ไม่มีประสบการณ์ แล้วเรื่องมันก็ค่อนข้างหนักสำหรับวัยนั้น แล้วบ้านเรามีกันแค่สองคน มันก็ต้องใช้เวลาปรับตัวระดับใหญ่ๆ แต่อาจจะบอก How – To ไม่ได้ตรงๆ ว่าทำยังไงถึงจะดึงตัวเราออกจากความเศร้ามาได้ แต่เหมือนเวลาก็ช่วยเยียวยาเราไปด้วยในตัว และช่วงนั้นก็ใกล้จะสอบแอดมิชชั่นแล้ว เรารู้สึกว่า เหมือนมันมีจุดเปลี่ยนที่ทำให้เราต้องโตขึ้น เรากำลังจะก้าวไปอีกสเตจหนึ่ง ถ้าเราไม่เอาความเครียด ความทุกข์ หรือสิ่งเหล่านี้ออกไปจากหัวเรา เราจะก้าวไปข้างหน้าไม่ได้ จริงๆ พอพ้นช่วงปีแรกที่หนักๆ มามันก็ไม่ได้สละทิ้งทีเดียวไปซะทุกอย่าง มันก็ต้องค่อยๆ หายไปตามกาลเวลา เหมือนกับว่าเมื่อเราโตขึ้น เราจะรู้จักวิธีมองให้เห็นด้านขำๆ จากเรื่องขมๆ มันก็จะมีวิธีการจัดการกับมันได้ดีขึ้น”

พายมีอะไรเป็นหลักยึดเหนี่ยวจิตใจในช่วงนั้นบ้าง
“จริงๆ ก็แม่นี่ล่ะค่ะ มันคือวิธีการ Survive เอาตัวให้รอดในสถานการณ์แบบนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทั้งทางร่างกาย และ จิตใจ ทุกครั้งที่รู้สึกว่าเห้ย ไม่ไหวแล้วว่ะ มันหนักมากเลยนะคะ กับการที่เป็นเด็กคนนึงแล้วต้องรับผิดชอบทุกอย่าง เหมือนผู้ใหญ่คนนึงตั้งแต่อายุ 16 ปี มันคือทุกอย่างจริงๆ ตั้งแต่เรื่องเงิน สังคม และอะไรใดใด มันลำบากที่จะบริหารทุกอย่างให้ไปได้ดีพร้อมๆ กัน มันมีความกดดัน แต่ว่าทุกครั้งคือ เวลามองกลับไปหาแม่แล้ว เราจะรู้สึกว่า ถ้าเราไม่ทำให้ได้ แล้วแม่จะยังไง ? เพราะว่าตอนนี้เรากลายเป็นที่พึ่งให้แม่แล้ว แล้วถ้าเกิดเราทำไม่ได้ เรากับแม่ก็ต้องดาวน์ลงไปทั้งคู่เลยเหรอ เป็นอารมณ์เหมือนกับว่าถ้าไม่เอาให้รอดตอนนี้ คือ ก็ดาวน์ไปเลย ก็เลยต้องเอาให้รอดให้ได้”

พาย กับ คุณแม่

 

พายเรียนรู้วิธีการดูแลคุณแม่มาจากไหนคะ
“พายเริ่มจาก 0 อย่างจริงจัง ยุคที่แม่ป่วย เป็นยุคที่มีอินเตอร์เน็ตแต่ว่า คนไม่ได้หาทุกอย่างจาก Google ขนาดนั้น ไม่ได้เหมือนอย่างทุกวันนี้ พายเริ่มทุกอย่างจากการทดลองจริงๆ คือ โอเค บางอย่างหมอบอกเราแหละว่าทำแบบนี้ดี แต่สุดท้ายแล้วการดูแลคนป่วยมันเหมือนการใช้เครื่องสำอางค่ะ ไม่ใช่ว่า อะไรที่ว่าดีแล้วจะเหมาะกับทุกคน เราต้องหาสูตรเฉพาะของบ้านเราเอง เช่น ในหนังสือที่พายเขียน ” How I Love My Mother จะมีบทหนึ่งที่พูดถึงเรื่องของการอาบน้ำ พายต้องลองหาตำแหน่งที่จะอาบน้ำให้คุณแม่สะดวกๆ โดยที่คุณแม่ไม่ล้ม ตั้งแต่ชักโครก มุมอ่าง พายใช้เวลาเกือบ 7 ปีกว่าจะมาเจอเก้าอี้มหัศจรรย์ คือทุกอย่างเกิดจากการทดลองจริงๆ

แต่พายโชคดีที่ได้แฟนโอเค เขาเข้าใจและช่วยแบ่งเบาพายได้หลายๆ อย่าง และเขาก็ช่วยเติมมุมมอง เวลาที่พายมองด้านดาร์คๆ เวลาคนมันเครียดแล้วมันจะจมและมองเห็นแต่ด้านที่รู้สึกว่าทำไมมันทุกข์แบบนี้ แต่ว่าคนอื่น ที่ก้าวออกจากตัวเราเอง 1 สเต็ป เขามองเห็นมุมอื่นๆ เขาก็จะบอกเราว่าเห้ย จริงๆ เรื่องนี้มันมองมุมอื่นๆ ได้นะ ให้มันแฮปปี้ พอมันมีจุดนั้นเข้ามาเสริมมันก็เลยช่วยบาลานซ์ความรู้สึกในทุกๆ วัน มันก็ดีขึ้น”

พาย

วิธีมองความทุกข์ – ความสุข พายได้มาจากคุณแม่ด้วยรึเปล่าคะ
“ถ้าหมายถึง วิธีการเลย พายไม่ได้ ได้มาจากแม่ แต่ว่าแม่ส่งผลต่อพาย เพราะว่าทุกวันนี้ เวลาเรื่องมันทุกข์ แล้วแม่พูดมันออกมาง่ายๆ เลย ให้มันเป็นเรื่องตลก วันนั้นพายเลยรู้ว่า ชีวิตมันไม่ต้องซีเรียสขนาดนั้นก็ได้ คือความทุกข์เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเราก็จริง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ไม่ต้องเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในส่วนนั้นตลอดเวลา คือ สับโหมดออกมาบ้าง ซีเรียสก็ตามวาระเหมาะสม เรียกได้ว่า แม่มีผลเป็นปัจจัยใหญ่ๆ ให้พายคิดได้แบบนั้น แต่ไม่เชิงว่าแม่สอนวิธีคิดนี้ให้กับพาย เหมือนต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่ How – To ที่คนสามารถบอกกันได้ว่า ทำแบบนี้สิแล้วจะทำได้ เหมือนแบบต้องรู้ตื่น เบิกบานด้วยตัวเอง แล้วจะ อ๋อ แบบนี้นี่เองล่ะแก”

ทุกวันนี้ยังคิดว่าตัวเองพร้อมจะเรียนรู้อะไรไปพร้อมๆ กับคุณแม่บ้างคะ
“จริงๆ ก็เหมือนกับว่ายังต้องเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ไปทุกวันนะ เพราะก็ยังมีปัญหาอยู่ทุกวัน ถึงแม้ว่าเราจะปรับตัวหากันได้แล้ว หาวิธีจูนกันติด มองโลกแบบที่สมควรจะมองได้แล้ว แต่มันก็ยังมีปัญหาใหม่ๆ เข้ามาอยู่เรื่อยๆ แม่ก็ยังหาเรื่องดื้อเรื่องใหม่ๆ หรือ พายก็ยังมีปัญหาผุดขึ้นมา ก็จะยังต้องฝ่าฟันไปด้วยกันอยู่ดี ก็คือ พยายามจะคุย จะเคลียร์กันให้คลิก พายว่า เวลาที่คนส่วนใหญ่ปรับความเข้าใจกับคนในครอบครัวไม่ได้ เพราะว่าเขาไม่ค่อยคุยกัน คนสมัยนี้คุยกันน้อยลง เราเหมือนมีปัญหาส่วนตัวกันมากขึ้น เราไม่พร้อมที่จะแชร์ปัญหากับคนในครอบครั แม้แต่คนในครอบครัวเราเอง เรายังไม่สามารถคุยได้อย่าง 100% เลย ทั้งๆ ที่ว่าที่จริงนี่คือบ่อเกิดของทุกสิ่งทุกอย่าง คนในครอบครัวคือทุกอย่าง แต่สำหรับครอบครัวพาย ระหว่างแม่กับพาย พายสามารถพูดได้ทุกเรื่องจริงๆ ค่ะ แม่ชอบ – ไม่ชอบแฟนพายเรื่องไหน วันนี้กินอะไรเยอะไป ขี้เหม็น เราสามารถคอมเม้นต์กันได้ทุกเรื่อง เพราะมันเป็นแบบนั้น มันถึงจะสามารถช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น”

พาย

ความสัมพันธ์ของคุณแม่ กับ พาย ระหว่าง ก่อนคุณแม่ป่วย กับหลังจากป่วยแล้ว แตกต่างกันยังไงบ้าง
“ช่วงที่แม่ยังไม่ป่วย พายเป็นคนดื้อมาก เพราะว่าพายถูกเลี้ยงมาอย่างสปอยล์มากจริงๆ แล้วพายเคยชินกับการได้รับสิ่งเหล่านี้ พายเกิดมาพร้อมสิ่งเหล่านี้แล้วก็ได้สิ่งเหล่านี้มาโดยตลอด ได้รับการทรีทแบบที่ สิ่งที่ยกหนักสุดคือ ช้อนกินข้าว กระเป๋านักเรียนแม่ก็ยังยกให้ เพราะฉะนั้นตอนนั้นพายจึงรู้สึกว่ามันไม่มีค่าอะไร พายได้รับมันแล้วพายเฉยๆ พายรู้สึกว่าเด็กทุกคนก็ได้รับในสิ่งเหล่านี้กันไม่ใช่เหรอ

แต่ว่า พอวันนึงที่แม่ป่วย พายถึงได้ลุกขึ้นมาทำทุกอย่างให้แม่ โห แบบ!! การเป็นแม่มันโคตรเหนื่อยเลย มันไม่ง่ายเลยนะ พอแม่ป่วยแล้วต่างหาก พายถึงได้ย้อนกลับไปซาบซึ้งกับสิ่งที่แม่ทำให้ โห แกช่างไม่รู้เลยว่า ตอนนั้นสิ่งที่แกได้มันพิเศษขนาดไหน มันเจ๋ง มันเว่อร์ขนาดไหน แม่เลี้ยงเดี่ยวคนหนึ่งทำได้ขนาดนี้ มันแบบคูลมาก

แต่คือตอนนั้นเราได้รับมันมาตลอด เราไม่รู้สึกอะไร จนพอวันหนึ่งที่มันหายไปเราต้องลุกขึ้นมาทำแทนถึงได้รู้ว่ามันเจ๋งมากจริงๆ ทุกวันนี้พายเลยดีกับแม่มากเพราะเรารู้แล้วว่าสิ่งที่เธอทำนี่มัน อะไรจะเบอร์นั้น เมื่อก่อนที่แม่แต่งตัวไม่ดี พายจะอายเพื่อน พายจะพูดไม่ดีกับแม่ แต่ทุกวันนี้คือแบบ เธอจะเน่า เธอจะยังไงเธอก็แบบ You’re the best แล้วจริงๆ”

ร้านอาหาร

สำหรับพาย คุณแม่ คือ ?
“แม่เหรอ ? (คิดๆๆ) โอ๊ย มันดูเน่ามาก แต่แม่คือลมหายใจของดิฉันจริงๆ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่พายเหนื่อยมาก แม่อยู่ในสภาพกึ่งผักกึ่งคน แล้วก็นอนแหมบ คือ สามารถลุกขึ้นมากินข้าว มาอาบน้ำได้ แต่มันก็ไม่ใช่ ไลฟ์สไตล์แบบที่ฉันจะออกไปเที่ยว ไปออกกำลังกาย ไปแฮงก์เอ้าท์กับเพื่อนได้เหมือนปกติ แม่ก็ดาวน์ แล้วแม่ก็รู้สึกว่าฉันอยากละทิ้งโลกนี้ไปแล้วจ้า มันมีประโยคหนึ่งที่พายพูดกับแม่ว่า ถ้าแม่ไม่อยากอยู่แล้ว แม่ก็คิดซะว่าอยู่เพื่อพายนะ อยู่เป็นลมหายใจให้อีกแรงหนึ่ง จะได้ฮึดสู้ต่อ เพราะว่าพายเองก็เหนื่อยแล้วที่ต้องแบกทุกเรื่องแทนแม่ขนาดนี้” มันต้องใช้แรงมหาศาลขนาดไหนในการไดร์ฟคนหนึ่งคนที่เหมือนแบกอีกคนไว้ข้างหลัง”

ถ้าย้อนกลับไปได้ พายอยากแก้ไขอะไรในช่วงชีวิตวัย 15 – 16 ของพายบ้างคะ
” โหหหหหห…..พูดยากจังเลยอ่ะ แอบรู้สึกเหมือนกันนะ ว่าถ้าย้อนกลับไปเปลี่ยนได้ ตัวเองก็จะไม่ได้คิดได้อย่างทุกวันนี้ คือที่คิดได้แรงขนาดนี้ เพราะว่าสมัยก่อนเคย เป็นเด็กที่ไม่ดีกับแม่ ไม่เชิงว่าปฏิบัติไม่ดีกับแม่นะ แต่คือเป็นเด็กที่ไม่ได้ซาบซึ้งกับแม่มาก่อน เพราะเป็นแบบนั้นจึงคิดได้มากๆ แบบในทุกวันนี้ ถ้าย้อนกลับไปได้ก็คงบอกให้แม่ดูแลสุขภาพตัวเองมากกว่านี้ แม่จะคนที่แบบว่า ฉันดูแลตัวเองได้ ฉันรู้ตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่ ฉันจัดการตัวเองได้ เธอเป็นลูกจัดการตัวเองไปเถอะ แต่ในความจริงคือ ตอนที่เราโตขึ้น แม่ก็แก่ขึ้นด้วย แล้วการที่เราสนใจแต่ตัวเอง นี่คือสิ่งที่ฉันอยากทำ นี่คือสิ่งที่ฉันอยากไป นี่คือสิ่งที่ฉันต้องการ เราละเลยแม่มากๆ โดยที่เราไม่รู้ตัวเพราะว่าเราโฟกัสอยู่กับตัวเองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หรืออะไรก็ตาม มันไม่ควรเลยที่จะมีใครต้องมาเจอแบบพาย ต้องข้ามมาจุดนี้ก่อนแล้วถึงจะระลึกตื่นรู้ได้ว่าโอ้ว มันช่างเจ๋งขนาดไหน มันคงจะดีถ้ารู้ตั้งแต่ตอนนี้เลย ”

ดูแลแม่

เสียดายชีวิตวัยรุ่นของตัวเองไหมคะ
“ตอบตรงๆ ก็เสียดายนะ มันคือสิ่งที่จะไม่สามารถย้อนกลับมาได้ สมมติว่า พายสามารถที่จะไปเที่ยวตอนแก่ได้ แต่พายจะไม่สามารถไปรับน้องด้วยฟีลลิ่งปี 3 รับปี 2 อีกได้ มันคือสิ่งที่หายไปแล้ว หายไปเลย แต่แม่คือ Priority แรก พายเสียดายแต่ไม่เสียใจ ถ้ากลับไปเลือกใหม่ก็ต้องเลือกแบบนี้ แม่คือสิ่งที่ต้องมาก่อน คือสิ่งที่สำคัญกว่า จำเป็นกว่า เต็มใจกว่า “

เมื่อ 2 คน คือ คุณแม่กับพาย ต้องรวมเป็น 1 พายแบ่งเวลาชีวิตยังไงบ้าง
“มันแบ่งจนกลายกิจวัตรประจำวันปกติในชีวิตไปแล้ว กลายเป็นความเคยชิน ไม่ได้รู้สึกถึงการต้องแบ่งเวลาอีกต่อไป มันเหมือนผสานกันจนกลายเป็นชีวิตประจำวันของพายไปเอง เพราะมันสลับฟันปลากันตลอด เช่น พายตื่นขึ้นมา อย่างแรกที่พายทำคือ แปรงฟันแม่ เช็ดตัวแม่ อาบน้ำแม่ กินข้าว แล้วก็ทำงาน ทำงานสักพัก เที่ยงแล้วก็ดูแลแม่ หาข้าวเที่ยง เสร็จกลับมาทำงานต่อ ก็สลับฟันปลากันไป มันไม่เชิงว่าเวลาไหนของใคร แต่มันเป็นเวลาของเรา เราก็ทำกิจกรรมร่วมกัน อะไรอย่างนั้น ประมาณนั้นมากกว่า ช่วงที่แบ่งยากจริงๆ คือช่วงสมัยเรียน เพราะตอนนี้พายออกมาทำงานที่บ้านล่ะ พายสามารถอยู่กับแม่ตลอดเวลาได้ แต่ตอนสมัยเรียนนี่โหดจริง เพราะว่า มันคือการต้องเอาตัวออกไปเรียนที่มหาวิทยาลัยแล้วก็กลับมาให้ก่อนออฟฟิศจะปิด เพื่อให้มีคนมารับไม้ต่อในการดูแลแม่ อันนั้นลำบากจริง เราต้องพยายาม Manage วิชาเรียนที่แบบ อ่อ อาจารย์คนนี้จะต้องสอนเมคอัพคลาสตอนดึก งั้นฉันไม่ลงวิชานี้ เพราะฉันทำมันไม่ได้ หรือถ้าเกิดจะต้องลงเรียนจริงๆ ก็จะต้องเคลียร์กับอาจารย์ว่าหนูมีปัญหาอย่างนี้ๆ นะ หนูต้องทำยังไงบ้าง”

พาย ภาริอร

มีทริคในการดูแลคุณแม่เวลาดื้อยังไงบ้าง
“การดูแลคนป่วยที่อายุมากกว่าเรา โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่เป็นแม่จะยากมาก เพราะด่าไม่ได้ ดุไม่ได้ นี่คือความจริง แต่ก็เคยมีอาการ Aggressive ออกไปบ้างตามวาระที่เหมาะสม สำหรับวิธีที่จัดการกับเขา อาจจะหาอุปกรณ์ช่วย ตัวช่วย มี 2 ทางเลือก คือ พูดดีๆ แต่ถ้าพูดดีๆ บางครั้งมันห้ามไม่ได้ พายห้าม “แม่อย่าเกานะ” แต่ความคันมันห้ามกันยาก เราเป็นคนปกติ เราคันเรายังต้องเกาเลยแล้วนี่เขาเป็นแบบนั้นเขาก็ต้องเกา เราจะไปห้ามเขาแล้วเขาไม่ฟัง ก็ไม่ได้ เราก็ต้องหาอุปกรณ์เสริม พายก็จะมีถุงมือกันเกา มีปลอกแขน ทายา กินยาแก้คัน แก้แพ้ อะไรแบบนี้ ก็ต้องแบ่งกัน 2 ฝ่าย แต่จะเอาแต่ใจว่าเธอต้องทำตามฉันอย่างเดียวมันก็ไม่ได้ คือ ต้องปรับตัวเองเข้าหาเขา เขาแก้ไม่ได้ เราก็ไปหาทางแก้อื่นๆ เพื่อจะซัพพอร์ตให้ไปสู่ผลลัพธ์เดียวกัน คือ แม่ไม่เกา”

เพราะเส้นเลือดในสมองแตก ใช่แค่อัมพฤกษ์ครึ่งซีก แต่ความทรงจำบางส่วนของคุณแม่ก็หายไปด้วย ทำใจยอมรับได้ยากไหม สำหรับความทรงจำที่คุณแม่ได้ลืมไปแล้วในบางส่วนบางตอนที่หายไป
“โอ๊ย ยากมาก จำไม่ได้ทั้งคู่ ไม่เศร้าเท่าจำได้คนเดียวเนอะ ความทรงจำที่จำไม่ได้ทั้งคู่ มันก็คือถูกทิ้งไป แต่การที่จำได้อยู่ฝ่ายเดียวคือมันแย่มาก แต่ว่า เค้นเท่าไหร่มันก็ไม่ได้ช่วยให้จำได้ขึ้นมา รังแต่จะทำให้คนที่เราไปเค้นเขาดราม่าว่าไม่ได้อยากที่จะลืม แต่ว่าเขาจำไม่ได้ เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้ว พายว่ามันก็ไม่มีอะไร พายว่าทางออกของมันคือ เล่าให้ฟังว่ามันเคยเกิดสิ่งนี้ขึ้น เขาจำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ถือว่า Add-on เข้าไป เติมความทรงจำเก่าๆ เข้าไปใหม่ หรือถ้ามันเศร้านักก็สร้างความทรงจำใหม่ร่วมกัน จำไม่ได้อีกก็เล่าให้ฟังอีก

พายรู้สึกมันเป็นเรื่องบังเอิญมากที่พายไปเจอภาพภาพหนึ่ง แล้วพายกับแม่ก็จำไม่ได้ทั้งคู่ ว่าภาพนี้เกิดขึ้นที่ไหน พายรู้สึกว่ามันเจ๋งมากที่กล้องถ่ายรูปกล้องหนึ่งมันสามารถนำพาสิ่งที่เราเองก็จำไม่ได้หรอกว่าอะไรกลับมาเล่าให้เราฟังอีกรอบนึง พายรู้สึกว่า พายเองจะเป็นเหมือนสิ่งนั้นที่ถ้าเกิดว่าแม่จำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร พายจะโชว์มันขึ้นมาให้แม่ดูเรื่อยๆ แม่ไม่ต้องจำได้ก็ได้ โชว์แล้ว แม่จะลืมก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวลูกจะเล่าใหม่ เราอย่าไปฝืนบังคับชีวิตมาก เพราะไม่งั้นจะทุกข์ทั้งคู่ “

สยาม

ระหว่างช่วงที่พายออกมาข้างนอกใครดูแลคุณแม่คะ
“ถ้ามันเป็นช่วงสั้นๆ 3 – 4 ชั่วโมง แม่จะสามารถจัดการตัวเองเพราะว่าแม่เขาจะเป็นคนที่นอนบนเตียงดูทีวีอยู่กับบ้าน อย่างน้อยคือ เอาให้อยู่ในเคสปลอดภัย ถ้าพายจะออกจากบ้าน ในนาทีสุดท้าย พายต้องจัดแม่อยู่กลางเตียง แม่จะได้ไม่ดิ้นตกเตียง พายต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมเพื่อให้มันอยู่ได้ครบครอบคลุม 4 ชั่วโมง ที่พายจะต้องออกจากบ้าน แต่ถ้าเกิดมันเกินนี้ พายจะต้องมีผู้ช่วยเช่น แฟนพาย หรือ ตัวช่วยล่าสุด คือ พี่เลี้ยงแฟนพาย ที่จะสามารถดูแลเขาได้ เพราะถ้าเกิดเกิน 4 ชั่วโมง นอกจากผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่ใส่ไว้จะรับไม่ได้แล้ว มันจะชนเวลากินข้าว เพราะฉะนั้น Maximum ประมาณ 3 – 4 ชั่วโมง แล้วเราก็ต้องกลับ”

อะไรที่ทำให้พายยังยิ้มได้อย่างทุกวันนี้
“มันไม่เครียดแล้ว ส่วนหนึ่งเพราะว่ามันอยู่ตัวแล้วด้วย มันก็ 9 ปีแล้วค่ะ มันก็ใช้เวลามาเยอะจนพายเรียนรู้แบบ ไม่ต้องดำดิ่งกับมันขนาดนั้นก็ได้ อีกอย่าง แม่เองก็ยังอยู่ด้วยความสุขด้วยนะ ขนาดแม่เป็นแบบนี้ แล้วพายจะต้องดาวน์ตัวเองทำไม ถ้าเกิดว่าไม่พยายามจะบิ้วท์บรรยากาศในบ้าน ทำตัวเองกับแม่ให้มีความสุขขึ้นก็คงจะใช้ชีวิตไปแบบหม่นหมองไปเรื่อยๆ แล้วชีวิตก็คงจะไม่ได้ทำอะไรเลย ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นมันก็คงจะไม่เวิร์ค”

ยิ้ม

ถ้าในวันนึง มีใครสักคนต้องจากไป พายวางแผนอะไรไว้ไหมคะ
” เรื่องที่ยากเรื่องหนึ่งของการดูแลคนป่วย คือ เราใช้เวลา เงินและสุขภาพของเราไปกับคนป่วยมากๆ เพราะฉะนั้นทุกอย่างจะไม่ระยะยาวขนาดนั้น พายไม่มีเงิน สำหรับระยะยาวที่ภายใน 10 ปี พายจะอุ่นใจได้ พายยังไม่มี ส่วนสุขภาพพายในอีก 10 ปี …ตอนนี้พายอายุ 25 แต่สุขภาพพาย ร่างกายเหมือนคนอายุ 40 แล้ว พายไม่มีแพลนระยะยาวขนาดนั้น แต่ถ้าวันนึงแม่ตาย พายคงเสียใจมาก แต่ว่า พายทำดีที่สุดแล้ว เป็นความเสียใจที่เธอไม่อยู่ แต่ไม่เสียใจที่ไม่ได้ทำอะไรดีๆ เพราะทุกวันนี้นี่แบบ ฉันให้เธอได้ 120% แล้วจ้า หมดเนื้อหมดตัวดิฉันแล้ว ขูดตั้งแต่เข่าขึ้นมาหมดแล้วให้เธอหมดแล้วจริงๆ แต่ถ้าพายตายก่อน อันนี้พายกังวลกว่า เพราะว่าใครจะดูแม่ต่อ แล้วญาติทุกคนก็มีภาระเป็นของตัวเองแล้วแม่ก็เป็นแบบนี้ แล้วแม่อายุป่านนี้ ไม่ใช่แค่ว่าใครจะเต็มใจมาดูแลแม่ แต่แม่จะเต็มใจให้คนอื่นดูแลรึเปล่า เพราะแม่ก็อยู่กับพายมาตลอด ”

ดูแลคุณแม่ขนาดนี้แล้ว ดูแลสุขภาพตัวเองยังไงบ้างคะ
“ขอสารภาพเลยว่าพายไม่ได้ออกกำลังกายเลย จริงๆ ควรมากนะคะ แต่คือฉันไม่มีเวลาแล้ว คือมันดูเป็นข้ออ้าง แต่ไม่ใช่ข้ออ้างนะคะ ดิฉันจะนอนดิฉันยังไม่ได้นอนเลย และเพราะว่านอนน้อย พอจะออกกำลังกายก็จะวูบ แต่ว่าก็จะมีวิธีเซฟตัวเองเช่น เวลาอยู่บ้านพายต้องใส่สเตย์พันหลังเพื่อเอาเหล็กคู่ดามหลังไว้เพราะไม่งั้นจะรู้สึกแบบฉันกำลังทำอะไรอยู่ ฉันจะตายหรือไม่ เวลาที่ต้องอุ้มแม่ แบกแม่ ประคองแม่ในทุกๆ วัน ถ้าพายอยู่บ้านจะเป็นแบบนั้นเลย เราก็จะหาวิธีท่ายกแม่ ที่จะทำร้ายร่างตัวเองน้อยที่สุด เพราะต้องไม่ลืมว่าถ้าดิฉันเป็นอะไรไป อีกคนนึงจะไม่มีใครดู แต่เรื่องของสุขภาพการกินจะได้ผลบุญมาจากแม่ เพราะว่าจะหาของดีๆ ให้แม่กินก็จะได้กินดีไปด้วย”

กินข้าวพร้อมหน้า

พาคุณแม่ออกไปข้างนอกบ้างไหมคะ
“ออกไปข้างนอกบ้าง แต่ไม่ค่อยเท่าไหร่ เพราะเขาอาจจะเขินในสภาพที่ต้องนั่งวีลแชร์ แต่จะออกก็ต่อเมื่อเขาสมยอมในบางโอกาส บอกตรงๆ ว่าแม่พายก็เป็นคนที่ทำให้ลูกสบายใจนะ เวลาอยู่บ้านงานยุ่งไม่ได้พาเขาออกไปไหน เราก็จะถาม แม่เบื่อไหม ดูทีวีค่ะ มีทีวีก็อยู่ได้ เป็นคนป่วยที่ถ้าไม่นับเรื่องดื้อก็ไม่ค่อยทำให้ลำบากใจเลย ลูกก็เลยไม่ค่อยเป็นทุกข์มาก แอบคิดเหมือนกันนะว่า ถ้ามีคนที่เป็นเคสเดียวกับพายแล้วแม่เขาไม่ขำ ไม่คิดถึงน้ำจิตใจขนาดนั้นก็คงจะฮาร์ดคอร์กว่านี้อีกมาก”

คุณแม่เคยเป็นคนบ้างานมาก แล้วต้องมานอนอยู่เฉยๆ ท่านโอเคไหมคะ
“แม่พายเป็นคนบ้างานมาก เพราะกลัวว่าลูกจะเอาตัวเองไม่รอด เขาเลยต้องพยายามทำงานเพื่อจะเก็บเงินสต็อคไว้ให้ลูก พอวันหนึ่งเขาป่วย ลูกที่ยกหนักสุดแค่ช้อนข้าวดันลุกขึ้นมาทำทุกอย่างได้ แม่พายก็สบายใจมากจ้า เธอโอเค งั้นฉันโอเค สบายแล้ว ฉันดูทีวีไป แม่พายจะไม่เครียดที่ไม่ได้ทำงาน สบายใจจังเลย จนบางทีก็มากเกิน เราต้องแบบเธอๆ เธอลุกขึ้นมาออกกำลังกายกันไหม”

พาย

ทริควิธีการดูแลคนป่วยอัมพฤกษ์ที่อยากแชร์ต่อไหมคะ
“ถ้าเป็นเรื่องการกิน ก็จะค่อยข้างเบสิคเลย ต้องดูว่าเขามีโรคประจำตัวโรคอื่นไหม อย่าง แม่พายท่านกินได้ทุกอย่าง แต่ถ้าไม่ดีก็กินน้อยหน่อย แต่ว่าอดเลยไม่ได้นะ เขายังเป็นมนุษย์ปกติอยู่ ถ้าเขาอยากกินพะแนงจงให้เขากินพะแนง แบบเป็นถ้วยเล็กๆ แล้วผสมกับผัดผักอย่างอื่น แต่อย่าตัดขาดเขาจากโลกแห่งความอร่อย เพราะเขาจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยความห่อเหี่ยวว่านี่ ฉันต้องกินอาหารนกเหรอ มันก็ไม่ใช่

ส่วนในแง่ของทางจิตใจ อย่าไปเผลอพูดคำไม่ดี เพราะเขาจะเก็บไปคิดเล็กคิดน้อยแบบจริงจังมาก เช่นมีอยู่ครั้ง พายพูดแบบติดตลกว่า “โห แม่อ้วนมากเลยนะเนี่ย เดี๋ยวพายจะตัดไขมันพุงไปขายแล้ว ” แม่ร้องไห้จ้า “โอ้ อย่าเอาแม่ไปขายนะ” ท่านคิดมาก

แต่ในแง่ของชีวิตประจำวันอื่นๆ พายจะบอกว่ามันคือ สูตรของแต่ละคน อย่างของแม่พาย เรื่องอาหาร พายต้องเริ่มใหม่ตั้งแต่วิธีการคีบตะเกียบเลยค่ะ เหมือนต้องรีเซ็ตกันใหม่ พายต้องหั่นอาหารทุกอย่างเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อให้เขากิน อันนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนทำร่วมกันได้นะ เพราะผู้ป่วยอัมพฤกษ์ การเคี้ยว การกลืนมันไม่ปกติ ทุกอย่างต้องง่าย สะดวก คลุกให้ ทำทุกอย่างให้เรียบร้อย แกะก้าง แกะอะไรใดใดออกให้หมด หรือ อย่างช้อน ถ้าเป็นช้อนใหญ่ เขาก็จะสำลัก เราต้องใช้ช้อนเล็กๆ คือ ทุกอย่างต้องช่างสังเกต คนดูแลคนป่วยต้องช่างสังเกตว่า คนป่วยของเราติดขัดเรื่องไหน แล้วหาทางแก้ที่จะไปแก้ปัญหาของเขา

อย่างของพาย แม่แปรงฟันแรงมาก แปรงจนเลือดออกเพราะว่าซีกหนึ่งเขาไม่รู้สึก ถ้าแปรงเหมือนคนปกติเขาไม่รู้สึก เขาก็ต้องแปรงแรงๆ กว่าคนปกติขึ้นไปอีกเพื่อให้รู้สึกว่าเขาแปรง ปรากฎว่าแปรงเลือดท่วมเลย เราก็เอายังไงดี ? ครั้นจะแปรงให้เราก็ไม่ถนัด ต้องหาแปรงอันนุ่มๆ เล็กๆ ไว้ให้ แล้วพอแปรงเลือดก็ยังออกอยู่ แต่ก็น้อยลงแล้ว คือต้องทดลอง หาวิธีเอา มันไม่สามารถไปเสิร์ชกูเกิ้ลได้ว่า คนป่วยแปรงฟันเลือดแล้วต้องทำยังไง มันต้องครีเอทีฟนิดนึง ว่าจะหาอะไรมาประยุกต์ใช้ที่เหมาะกับเขา อย่างแม่เมื่อก่อนใช้ปลอกกันเกา ซึ่งต้องไปซื้อตามร้านเวชภัณฑ์ มันจะเป็นปลอกน้ำเกลือ เจาะรู มีไหมพรม แล้วก็ครอบให้ระบายอากาศออกได้ แต่เพราะเป็นแบบนั้น พอใช้ไปนานๆ รูมันก็จะฉีกออก เป็นแหลมๆ กลายเป็นว่ายิ่งบาดเข้าไปอีก เราก็คิดหาวิธี สุดท้าย ได้เป็นถุงมือในห้องครัว มันนุ่ม แม่จะถูก็ได้ มันหนีบได้ ใช้งานได้ ก็ต้องหาทางออกกันไป”

พาย ภาริอร

ถึงแม้ว่าจะป่วย แต่แม่ลูกคู่นี้ก็สายฮานะจ๊ะ จะมีมุกรับส่งกันตลอดเวลา ซึ่งกว่าจะใช้เวลาเก็ทกันมันนานไหม
” นานเหมือนกันนะคะ เพราะว่าแม่เขาป่วยเป็นเส้นเลือดในสมองแตก และ มีท่อกดทับกล่องเสียงต้องฟื้นฟูระดับใหญ่ เหมือนที่เราเคยเล่าในหนังสือ แล้วพายเป็นคนขี้รำคาญ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่แม่ไม่ยอมพูด เพราะว่าพายรำคาญ แม่ไม่พูดเป็นเวลานานเลย จะมีช่วงหลังๆ นี่ล่ะที่จะฟังไม่ออกเพราะแม่ใช้คำยาก เช่น “แม่ไม่อยากจะเสวนากับเขา” “เสวนา” “สมรรถภาพ” ซึ่งเป็นคำยากๆ เธอก็พูดไม่ค่อยจะรู้เรื่องอยู่แล้ว แล้วเธอยังใช้คำว่า “เสวนา” พายก็จะ “อะไรน๊า” กว่าจะฟังกันออก มันก็ใช้เวลาระดับนึง ช่วงหลังๆ พอเราโตขึ้น เราก็รู้ว่า แม่เป็นแบบนี้แหละ ก็จะไม่รำคาญ มันจะสนุกที่จะเริ่มทาย เหมือนเล่นเกมส์กัน ต้องพยายามพลิกวิธีคิดให้เป็นแบบอื่น ถ้าเกิดแบบว่า ฟังไม่รู้เรื่อง รำคาญ เราก็จะหงุดหงิดกันทั้ง 2 ฝ่าย แม่ก็เฟล อ้าวฉันพูดไม่มีใครฟัง

แต่ถ้าแบบ เห้ย สนุกจังเลยอ่ะ เรามาทายกันดีกว่าจะพูดอะไร มันก็จะขำ บางทีกว่าจะฟังคำหนึ่งออก ใช้เวลาวันหนึ่งเลยแบบ เห้ย สรุปพูดคำนี้เหรอเนี่ย ง่ายๆ แค่นี้เลย ได้ 3 พยางค์ …”เสวนา” ของเธอ ”

คิดยังไงกับการที่คุณแม่ติดพายมาก
“แม่เหมือนว่าจะติดลูก แต่จริงๆ ไม่ติดนะคะ เป็นติดที่ยอมปล่อยได้ รักลูก แต่ถ้าลูกจะไปก็ไปเถอะ เช่น ถ้าลูกต้องไปทำงานต่างประเทศ ท่านก็จะ “เออ ไปเถอะไม่เป็นไร” ไม่เคยทำให้ไม่สบายใจด้วยการ อยู่กับฉัน ฉันไม่เอาคนอื่น ไม่เคย ท่านจะเป็นแนว อ่อ ไปเลย แล้วก็หาคนมาดูแลแม่แล้วใช่ไหม โอเค วินเหรอ (แฟนพาย) โอเค เป็นรักแบบปล่อย ปล่อยให้พายไปมีชีวิตของพาย วินกับแม่ จะมีจุดร่วมกันอยู่อย่างหนึ่งคือ มองเห็นว่าการที่พายมีชีวิตแบบนี้บอกตรงๆ คือมันก็เหนื่อยอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเขาจะไม่ขัดขวางทางที่พายจะออกไปเจอสิ่งใหม่ๆ เพราะนั่นคือสิ่งที่ทำให้พายเติมเต็มกลับมา แล้วสามารถเดินหน้าสิ่งที่ทำอยู่ในทุกวันนี้ได้ดีขึ้น เพราะฉะนั้นแม่จะแบบ อ๋อ ไปทำงานเหรอ ไปญี่ปุ่นเหรอ ไปเลย โอกาสแบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ นะ ท่านจะสนับสนุนตลอดเวลา หรือบางครั้งจริงๆ แล้ว แม่ก็เป็นสายขี้รำคาญ เช่น พายอยู่บ้าน ด้วยความที่เราตัวติดกัน อะไรที่ไม่ดีก็จะบ่น “แม่ต้องอย่างงี้ ต้องอย่างนั้น ” วันไหนที่พายจะออกมา แม่ก็จะ “ไปแล้วเหรอ ออกไปเลย อยากจะอยู่เงียบๆ บ้าง” เขาก็เป็นแบบนั้น ”

แฟนพาย

แล้วตัวเราล่ะเวลาไปต่างประเทศห่วงไหม
” กังวล เพราะทุกวันนี้ บ้านคือความสุขของพายจริงๆ พอพายก้าวออกนอกบ้านแล้วพายกังวลทันที เล็กน้อยมากใหญ่ แตกต่างกันตามระยะเวลาที่ออก ความไกลของสิ่งที่ไป เพราะว่าเรา Stand By ดูแลแม่มา 9 ปี แล้ว คนที่มาดูให้ อย่าง วินแฟนพาย ไว้ใจได้ 100% เพราะเขาเป็นผู้ชาย เขามีแรง เขาอยู่กับเรามาตลอด เขาเห็นพัฒนาการของแม่ แต่ถ้าเป็นคนอื่น เช่น พี่เลี้ยงวิน ช่วงแรก กังวลมากว่าจะเอาอยู่ไหม ล้มกันไป 1 ครั้งหัวแม่ฟาดพื้นแล้วยังไง ฉันจะจองไฟล์ทกลับมายังไง หลายๆ อย่าง กังวลมาก แต่เพราะช่วงนั้นต้องไปทำงาน มีข้อจำกัดหลายๆ อย่าง มันก็ต้องไป เราก็จะพยายาม Skype ทำอะไรหลายๆ อย่างเพื่อให้รู้สึกอุ่นใจเพิ่มพลังงานตัวเองมากขึ้น แต่หลังเริ่มคลายกังวลแล้ว เพราะไม่ใช่ว่าคนอื่นจะเอาแม่อยู่หรือเปล่า แต่แม่ก็เอาคนอื่นอยู่เหมือนกันนะ แม่เองก็รู้ว่า นี่ไม่ใช่ลูกฉัน นี่ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง นางก็จะมีการบอกกล่าวอย่างช้อนที่คนดูแลแทน หยิบมาให้เป็นช้อนใหญ่ แม่ก็จะบอกว่า อ่อ ไม่ใช่ช้อนนี้ค่ะ แม่ก็จะจัดการตัวเองได้ในระดับนึง ซึ่งก็ แม่ก็คือแม่นะ จริงๆ แล้ว ตั้งแต่แม่ป่วย พายอาจจะรู้สึกว่า โอ๊ยแม่อ่อนแอ เพราะว่าด้วยร่างกาย แต่ช่วงหลังเวลาเจอเหตุการณ์ความสูญเสีย อย่างญาติ หรือใครก็ตาม พายค้นพบแล้วว่า ขนาดแม่ป่วย แม่ก็ยัง สตรองกว่าพายมาก แม่สามารถจัดการอารมณ์ได้ แม่จะบอกว่า ไม่เป็นไร ความตายเป็นเรื่องปกติ ทั้งๆ ที่แบบ ดิฉันร้องไห้หมดเนื้อหมดตัว แม่ยังสามารถควบคุมได้ รู้สึกได้เลยว่า คนเป็นแม่ก็เป็นแม่นะ แม้ว่าร่างกายจะไปแล้วครึ่งนึง แต่ข้างในความเป็นแม่ สมบูรณ์มาก “

พาย

 

พายมีการพึ่งพิงศาสนาบ้างไหม
” เอาจริงๆ คือไม่เลยค่ะ แต่ถ้าตอนช่วงที่แม่ป่วยเข้าโรงพยาบาล พายรู้นะว่าพายขอเกินตัว พายขอทุกสิ่งที่เดินผ่าน ฉันขอให้แม่ฉันหาย พายคิดว่ามันเป็นคำขอที่เกินตัวด้วย คือเส้นเลือดในสมองแตก จะขอให้กลับมาเป็นปกติเลยคือ เปอร์เซ็นต์ต่ำมากๆ มันไม่ใช่ตีบหรือตันที่จะยังพอแก้ไข นี่มันคือแตก แต่ว่าด้วยเหตุผลนั้นเอง แม้ว่าจะรู้ตัวว่าขอมากไป แต่ว่าตั้งแต่นั้นมา ก็เป็นคนพุทธที่ไม่บน ไม่ถวายตัวให้กับสิ่งนี้อีกแล้ว รู้สึกว่า ทุกอย่างอยู่ที่การกระทำของฉันเอง ฉันตีแม่วันนี้ฉันบาป ฉันทำดีกับแม่วันนี้ฉันได้บุญ ไม่ต้องไปหวังพึ่งสิ่งใด เชื่อในหลักกรรม เชื่อในสิ่งที่ทำ เชื่อในตัวเองอย่างมาก ว่าทุกอย่างอยู่ที่ตัวเองทำจริงๆ “

ทุกวันนี้สิ่งที่พายทำให้แม่ยิ้มได้มีอะไรบ้าง
“ส่วนมากเราก็จะเล่นมุกกันนะ แซวกัน อย่าง หนังสือ How I Love My Mother ที่พายเขียน พายก็เอาให้แม่ดู เราก็นึกว่าแม่จะน้ำตาพราก เปล่าจ้า แม่บอกว่า 60% ของรายได้เล่มนี้ต้องเป็นของฉัน เพราะนี่มันคือเรื่องของฉัน แม่ก็จะขำๆ ชี้ว่ารูปผู้หญิงที่หัวหยิกๆ เป็นแม่เอง พายก็จะ บอกว่านี่พายนะ แม่ว่า ก็ผมหยิกๆ น่ะฉัน พายก็จะเราเป็นแม่ลูกกันไงเราก็ต้องเหมือนกันสิ”

นักเขียน

มีอะไรที่อยากบอกให้คนอื่นๆ ฟังบ้างไหมคะ
” ช่วงเรียนมหาวิทยาลัย เพื่อนจะมาปรึกษาเราเยอะ เพราะคงเห็นว่าเรา Beyond แล้ว ก็จะปรึกษาแบบอยากแยกออกมาอยู่นอกบ้าน อยากอยู่คนเดียว ไม่อยากอยู่กับพ่อแม่ ซึ่งพายก็ซัพพอร์ตเพื่อนนะ ว่าแกอยากซื้อแกก็ซื้อ แต่สุดท้ายแล้ว วันหนึ่งแกจะได้อยู่คนเดียวแน่นอนแบบที่แกอยากอยู่ แต่ว่า ไม่ต้องเป็นวันนี้ก็ได้นะ เพราะว่า เราโฟกัสอยู่กับตัวเองมาก จนลืมคนที่อยู่ข้างหลัง มันมีประโยคหนึ่งที่ดีมากจากซีรี่ส์เกาหลีเรื่องหนึ่ง ” คนเราโฟกัสอยู่กับตัวเองมาก อยากจะประสบความสำเร็จ แต่ว่าไม่ได้รู้ตัวเลยว่า วันนึงที่ประสบความสำเร็จแต่ไม่มีคนที่อยู่ข้างหลังมาร่วมยินดีด้วยมันไม่มีความหมายอะไรเลย” ฟังแล้วแบบพรากๆ โอ๊ย ตายแล้ว มันจริง!!!”

ขอขอบคุณสถานที่ถ่ายทำ ร้าน Wicked Siamsquare 1 ชั้น 5      
สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย Women MThai Team
ภาพโดย Covinus