เมื่อโลกและธรรม หมุนไปพร้อมกัน ของ เชอรี่ เข็มอัปสร สิริสุขะ

Home / ผู้หญิงต้นแบบ / เมื่อโลกและธรรม หมุนไปพร้อมกัน ของ เชอรี่ เข็มอัปสร สิริสุขะ

       เชอรี่ เข็มอัปสรนางเอกสาวมากความสามารถที่นานๆ ครั้งจะได้เห็นผลงาน การแสดงของเธอสักเรื่อง ล่าสุดเธอเป็นผู้รณรงค์ปลูกป่าจากกลุ่ม Little Help น่าสนใจไม่น้อยว่าเหตุใดเธอสนใจช่วยงานกลุ่มนี้ และสิ่งที่เธอได้พบเห็นมาเปลี่ยนความคิดของเธอไปอย่างไรบ้าง ร่วมค้นหาตัวตนของเชอรี่ในแบบที่เธอเป็น แล้วคุณจะพบว่าความสุขในการใช้ชีวิตแบบที่โลกกับธรรมดำเนินไปพร้อมๆ กันนั้นมีอยู่จริง

secretcherry-3

ตอนนี้คุณเชอรี่ทำอะไรอยู่บ้างคะ

เชอรี่กำลังทำโครงการเพื่อแก้ปัญหาเรื่องป่าไม้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ นอกจากนี้ก็เป็นวิทยากรพิเศษบรรยายธรรมตามที่ต่างๆ และช่วยงานออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ดอยตุง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในโครงการ Doi Tung and Friends ค่ะ

ตามที่เห็นจากสื่อ มารณรงค์เรื่องการปลูกป่าได้อย่างไรคะ

เริ่มจากเมื่อปีก่อนเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เนปาล เชอรี่และเพื่อนๆ ตั้งกลุ่มขึ้นมาชื่อกลุ่ม Little Help เป็นการรวมตัวกันเฉพาะกิจเพื่อทำงานการกุศล ช่วยเหลือเหตุการณ์นั้นเท่าที่เราจะทำได้ หลังจากนั้นเวลาผ่านไปหนึ่งปี เราก็คุยกันมาตลอดว่าจะช่วยแก้ปัญหาอะไรให้เมืองไทยได้บ้าง ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่า ปัญหาภัยแล้งเป็นปัญหาที่ต้องการการแก้ไขเร่งด่วนโดยต้องแก้ที่ต้นเหตุของปัญหา นั่นคือเรื่องป่าไม้ เราจึงตั้งต้นตรงนั้น แต่เมื่อได้หาข้อมูลและลงมือทำจริงๆ ก็พบว่าเป็นเรื่องยาก เพราะแต่ละคนไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย ตอนนั้นเป็นเวลาเดียวกับที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จัดทริปไปจังหวัดน่านซึ่งกำลังประสบปัญหาภูเขาหัวโล้น การลงพื้นที่ครั้งนั้นเพื่อไปดูว่าปัญหาป่าไม้ที่นั่น แท้จริงแล้วเกิดจากอะไร และจะมีแนวทางใดแก้ไขปัญหานี้ได้บ้าง เชอรี่และเพื่อนๆ จึงได้ร่วมทริปไปด้วย พอไปเห็นสถานที่จริงก็รู้สึกท้อใจว่าเราจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร เพราะในพื้นที่มีภูเขาหัวโล้นกระจายตัวกันเป็นหย่อมๆ ตอนนั้นเราคิดกันว่า หากคนในพื้นที่ยังไม่มีความรู้ที่ถูกต้องในการรักษาป่าและยังบุกรุกป่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ต่อให้เราปลูกป่าทดแทนแค่ไหนก็แก้ปัญหาไม่ได้

คนของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯเล่าให้เราฟังว่า เมื่อก่อนที่ดอยตุงก็เคยประสบปัญหาเดียวกัน แต่สมเด็จย่าทรงเข้าไปพลิกฟื้นดอยตุงจากภูเขาหัวโล้นให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียว และทำให้คนในพื้นที่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น วิธีที่มูลนิธิใช้คือการเข้าไปบอกและสอนให้คนในพื้นที่มีความเข้าใจ เห็นประโยชน์ของป่าไม้ ทำให้เกิดเป็นพลังชุมชน พลิกฟื้นผืนป่าขึ้นมาได้ มูลนิธิจึงใช้โมเดลการแก้ปัญหานี้ในหลายๆ พื้นที่ และที่จังหวัดน่านเองก็ใช้โมเดลนี้แก้ปัญหาได้ด้วยเช่นกัน พอกลับมาจากทริปนั้น เชอรี่และเพื่อนๆ จึงเริ่มมีความหวังมากขึ้นในการจะปลูกป่าให้สำเร็จ เราระดมสมองร่วมกันระหว่างกลุ่ม Little Help มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อทำงานนี้อย่างจริงจัง เรื่องแรกที่เราทำคือเรื่องเงินทุนที่ต้องใช้ในการทำงาน เราจึงระดมทุนโดยตั้งโครงการ Little Forest ขึ้นเพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์มาขายผู้ที่อยากมีส่วนร่วมแต่ไม่มีเวลาให้สามารถร่วมสนับสนุนได้

การลงพื้นที่ครั้งนั้นคุณเชอรี่ได้เจอแกนนำชุมชนด้วย มีเรื่องประทับใจเล่าสู่กันฟังไหมคะ

มีค่ะ ตอนลงพื้นที่เราต้องเดินขึ้นดอย ที่ทั้งชันและอากาศก็ร้อนมาก พอเดินขึ้นไปก็เจอผู้ใหญ่บ้าน ชื่อผู้ใหญ่กานต์ เขามายืนรอต้อนรับเรา คำแรกที่ทักพวกเราคือ ขอโทษนะครับ ขอโทษทุกๆ คนที่ทำให้ต้องลำบากขนาดนี้ เขาขอโทษเราหลายครั้งมาก และที่สะกิดใจคือ สายตาที่มองเราด้วยความจริงใจมันทำให้เราสัมผัสได้เลยว่าเขารู้สึกผิดกับเราจริงๆ แต่เมื่อเทียบกับความรับผิดชอบและสิ่งที่เขาต้องทำเพื่อชุมชนแล้ว การที่เราเดินขึ้นมาลำบากดูเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก ผู้ใหญ่กานต์เล่าให้ฟังว่า เขาพยายามแก้ปัญหาเรื่องการตัดไม้ทำลายป่ามาหลายครั้งแล้ว มีหน่วยงานหลายหน่วยเข้ามาเหมือนจะช่วย แต่ฝันก็สลาย ทำชาวบ้านอกหักหลายครั้ง จนกระทั่งมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯเข้ามาตอนแรกเขาก็ไม่เชื่อ เพราะคิดว่าจะเข้ามาหลอกเหมือนหน่วยงานอื่นๆ แต่พอแอบติดตามดูการทำงานของมูลนิธิที่เคยช่วยพื้นที่อื่นเป็นระยะเวลาหลายปี ก็เห็นว่ามูลนิธิทำงานจริง แก้ปัญหาได้จริง ทำให้เขามีความหวัง เขาจึงไปขอร้องให้มูลนิธิกลับมาช่วยหมู่บ้านของเขาหลายๆ เรื่องที่เล่า รวมถึงความรับผิดชอบของเขา ปัญหาที่ต้องเจอซ้ำแล้วซ้ำอีก หรือการที่ต้องล้มแล้วลุกครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้เชอรี่รู้สึกว่า เขาสร้างแรงบันดาลใจหลายๆ อย่างให้เชอรี่ อยากใช้ชีวิตแตกต่างไปจากเดิม

เขาเปลี่ยนคุณเชอรี่อย่างไรบ้างคะ

เชอรี่รู้สึกว่าสิ่งที่เขาทำมันยิ่งใหญ่ เมื่อเทียบกับการใช้ชีวิตของเชอรี่ที่ผ่านมา ทำให้รู้สึกว่าเราไร้สาระ เชอรี่เห็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของเขาที่อยู่กันแบบพอเพียง ตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และการที่เขาทำการเกษตร ปลูกข้าว ปลูกผัก ทำปศุสัตว์ มีโรงสีข้าวเล็กๆ คนในหมู่บ้านทุกคนช่วยเหลือมีน้ำใจให้กัน มันเป็นสังคมอุดมคติที่เชอรี่เคยเรียนในแบบเรียนตอนที่เรายังเด็ก เชอรี่คิดว่าสิ่งเหล่านี้ได้หายไปจากสังคมไทยแล้ว แต่ปรากฏว่ามันยังมีอยู่ จึงทำให้เชอรี่รู้สึกดีมากๆ และทำให้วิธีคิดของเชอรี่เปลี่ยนไป เชอรี่อดแปลกใจตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมการลงพื้นที่ระยะเวลาแค่ 4-5 วันถึงเปลี่ยนเราไปได้ขนาดนี้ ทั้งๆ ที่เราก็ปฏิบัติธรรมมา 7-8 ปีแล้ว การปฏิบัติธรรมทำให้เชอรี่เปลี่ยนนะ แต่ก็ใช้ระยะเวลานานมากในการค่อยๆ ปรับเปลี่ยนนิสัยหรือรูปแบบการใช้ชีวิต โดยเฉพาะทัศนคติเรื่องการใช้สตางค์นั้นเห็นชัดมากว่า การปฏิบัติธรรมช่วยให้เรามีสติในการใช้สตางค์อยู่แค่พักหนึ่ง แต่พอนาน ๆ ไปก็เจอกิเลสตีกลับจนใช้สตางค์หนักกว่าเดิม ซึ่งต่างจากการลงพื้นที่ ที่เปลี่ยนวิธีคิดเราไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อก่อนเชอรี่เคยคิดว่า เราเป็นแค่คนตัวเล็กๆ คนหนึ่งจะไปช่วยแก้ปัญหาใหญ่ๆอะไรได้ แต่พอได้ลงพื้นที่ เห็นความตั้งใจของชาวบ้านและผู้ใหญ่บ้าน ทำให้เชอรี่เปลี่ยนความคิดว่า ขนาดคนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ เขายังสามารถพลิกฟื้นชีวิตให้ดีขึ้นได้ด้วยมือเล็กๆ ของเขา แล้วทำไมเราถึงดูถูกตัวเองว่าเราทำอย่างนั้นบ้างไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ทำให้เชอรี่ประทับใจและอยากนำมาเป็นแนวทางในการใช้ชีวิต

คุณเชอรี่ปฏิบัติธรรมมา 7 - 8 ปีแล้ว อยากทราบว่ามีจุดเปลี่ยนอะไรในชีวิต จึงหันมาสนใจทางนี้คะ

เนื่องจากคุณแม่เสียตอนที่เชอรี่อายุ21 ค่ะ ทำให้เราเริ่มอ่านหนังสือธรรมะ แต่ตอนนั้นยังไม่คิดที่จะไปปฏิบัติธรรม มีอยู่ครั้งหนึ่งเพื่อนของเชอรี่ป่วยเป็นมะเร็งที่สมอง คุณแม่ของเพื่อนจึงแนะนำให้เพื่อนไปปฏิบัติธรรม เชอรี่ก็อาสาหาคอร์สให้ แต่พอหาคอร์สได้แล้วเพื่อนกลับไปไม่ไหว จึงอาสาไปแทนตอนนั้นเชอรี่รู้สึกว่าการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องยากและไกลตัวมาก แต่พอต้องไป เราก็ตั้งใจปฏิบัติมาก เรียกว่าเป็นเด็กนักเรียนหน้าห้องเลยทั้งที่ทั้งเบื่อและง่วงสุดๆ ในใจนี่คิดแต่อยากจะหนีกลับบ้าน แต่ก็อดทนอยู่จนครบ 7 วัน ปรากฏว่าทำให้ชีวิตเราเปลี่ยน เพราะเราได้พบกับความสุขเบาสบายที่เกิดขึ้นในใจโดยไม่ต้องอาศัยสิ่งอื่น ทำให้เชอรี่เพิ่งเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนอะไร มันเหมือนกับชีวิตที่ผ่านมาเราอยู่ในความมืด แล้วจู่ๆ ก็โผล่พ้นขึ้นมาพบแสงสว่างและทำให้รู้ว่านี่แหละคือหนทางที่เราต้องเดิน จากจุดนั้นเองที่ทำให้เชอรี่ปฏิบัติธรรมเรื่อยมา และทำให้เราเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า แม้ความสุขที่เกิดขึ้นจากสมาธิและการปฏิบัติธรรมก็ไม่ได้อยู่กับเรานาน รวมถึงสิ่งต่างๆ ในชีวิตก็เช่นกัน ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ ทุกอย่างมีเกิดขึ้นแล้วก็จบลงทั้งนั้น

secretcherry-1

ทราบมาว่าปัจจุบันก็ยังปฏิบัติธรรมเดินจงกรม นั่งสมาธิทุกวัน

ใช่ค่ะ เพราะเมื่อก่อนเวลาไปปฏิบัติธรรมแล้วกลับมาอยู่ทางโลก เชอรี่จะรู้สึกว่าเหนื่อยกับทางโลกเหลือเกิน ทำให้เชอรี่ต้องการการปฏิบัติธรรมมาก พอเป็นอย่างนี้หลายๆ ครั้งเข้าทำให้เราเรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตทางโลกให้สอดคล้องกับการปฏิบัติธรรม จึงเริ่มจัดสรรเวลาทางโลกให้กับการปฏิบัติธรรมด้วย คือพยายามเดินจงกรม และนั่งสมาธิให้ได้ทุกวัน และระหว่างวันก็พยายามมีสติให้กลับมารู้อยู่ที่ตัวที่ใจของเราเป็นการทำให้ธรรมะอยู่ในชีวิตประจำวันของเราได้อย่างเป็นปกติ การปฏิบัติธรรมก็คือการกลับมาสังเกตที่กายที่ใจ อย่างเวลาเชอรี่ไปออกกำลังกาย ก็จะสังเกตว่ากล้ามเนื้อมัดไหนทำงานอยู่ หรือเวลาเหนื่อยมากๆ ก็สังเกตดูว่า เราเหนื่อยที่ไหน หัวใจกำลังเต้นหรือบีบแรงแค่ไหนหรือแม้กระทั่งเวลารับประทานอาหารที่เราชอบมากๆ เราก็สังเกตดูใจของเราว่ามันมีอาการอย่างไร มันดีใจหรือมันชอบ นี่คือการฝึกสติที่เชอรี่พยายามทำให้เป็นธรรมชาติ เมื่อสติแข็งแรงเราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในกายในใจคมชัดขึ้น แต่ถ้าเราไม่ฝึกสติเลยเราก็จะมองไม่เห็นกิเลสภายในจิตในใจของเราว่ามันร้ายกาจขนาดไหน ความเจ้าเล่ห์และลูกล่อลูกชนของกิเลสเป็นอย่างไร และทำให้คิดว่าเราเป็นคนที่ดีแสนดีเหลือเกิน ด้วยเหตุนี้ เชอรี่จึงพยายามฝึกให้ได้ทุกวันเพื่อให้กิเลสในใจของเราลดน้อยลงบ้าง

นับถือครูบาอาจารย์ท่านไหนเป็นพิเศษบ้างคะ

เชอรี่ปฏิบัติธรรมอยู่กับพี่ปุ๋ม - อาจารย์ชาติมา ตัณฑรัตน์ ที่บ้านทิพวรรณ หัวหิน ครูบาอาจารย์ของท่านก็คือ คุณแม่สิริ กรินชัย บางทีเชอรี่ก็ไปเข้าคอร์สของพระอาจารย์สยาดอซึ่งท่านมาจากประเทศพม่า ถ้าพอมีเวลาก็จะไปปฏิบัติธรรมและไปฟังธรรมของหลวงปู่แบน ธนากโร ที่วัดดอยธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร ค่ะ

ทุ่มเทให้การปฏิบัติธรรมขนาดนี้ยึดติดตัวตนน้อยลงไหมคะ

มีคนเคยถามเชอรี่เหมือนกันว่า ทำไมปฏิบัติธรรมแล้วยังแต่งตัวจัดอยู่ เชอรี่ก็ตอบว่า มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเอาชนะกิเลสการยึดติดในความสวยงามอาจเป็นข้อด้อยของเชอรี่ที่รู้สึกว่ามันยากเหลือเกินที่จะตัดกิเลสตรงนี้ แต่ละคนมีกิเลสที่แตกต่างกันไปบางคนอาจติดกับการเป็นคนเก่ง อยากแสดงความสามารถ นั่นก็คือกิเลสที่เขาตัดได้ยากเหมือนกัน ตอนนี้อย่างที่บอกว่าเชอรี่ได้ไปเรียนรู้ชีวิตของคนอื่นมาแล้ว มันกระแทกใจเราอย่างแรงจนไม่น่าเชื่อ เลยทำให้เชอรี่เริ่มจัดสรรความสำคัญในการดำเนินชีวิตของตัวเองใหม่ เรียกว่าทำให้เชอรี่คิดได้และเชื่อว่ามันจะช่วยให้เราค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ

คิดอย่างไรกับคำว่านิพพานคะ

เชอรี่ว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ยากตรงที่คำศัพท์หลายๆ คำทำให้คนคิดว่าพุทธ-ศาสนาเป็นเรื่องยาก เรื่องใหญ่ และไกลตัว เชอรี่ขอยกตัวอย่างเช่นคำว่า ลำดับญาณ คำนี้เชอรี่ได้ยินครั้งแรกก็รู้สึกว่าเหมือนเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ เกี่ยวกับวิญญาณ เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อ แต่พอเราได้ปฏิบัติ เห็นการเปลี่ยนแปลงของใจที่เกิดขึ้น จึงรู้ว่านี่คือเรื่องวิทยาศาตร์ที่พิสูจน์ได้ล้วน ๆ คำว่านิพพาน เชอรี่คิดว่าคือสภาวะหนึ่งซึ่งไปถึงได้ยาก เพราะต้องอาศัยความมุ่งมั่นตั้งใจทั้งแรงกายแรงใจมหาศาลเพื่อที่จะไปอยู่ตรงนั้น อย่างเช่นพระอรหันต์หลาย ๆ รูปท่านต้องมีใจเพชรจึงสามารถประหารกิเลสให้ถึงที่สุด หากถามว่าเชอรี่หวังไปถึงขั้นนิพพานไหม ก็ขอตอบว่าไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะต้องไปถึงให้ได้ เรารู้แค่ว่าหนทางนี้มันยาวไกลเหลือเกินไม่รู้อีกกี่แสนปีแต่ที่สำคัญ ขอให้ทางที่เราเดินคือเส้นทางแห่งสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นถูกต้องเป็นพอ สำหรับเราที่อยู่ในเพศฆราวาสก็ควรมีศีล 5 พยายามรักษาไม่ให้ศีลด่างพร้อยส่วนอะไรจะเกิดขึ้นก็แล้วแต่เหตุและปัจจัยเรามีหน้าที่ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด สร้างเหตุให้ดีผลก็จะดี การปฏิบัติธรรมที่เรานำมาใช้ในชีวิตก็เพื่อให้กิเลสเบาบางลง อาจพูดได้ว่ามันไม่ได้ช่วยให้ความทุกข์ในชีวิตน้อยลง แต่ช่วยให้เรารับมือกับความทุกข์ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น แล้วเราก็จะเห็นว่าความทุกข์อยู่กับเราไม่นานมันเกิดขึ้นแล้วก็จะหายไป จากนั้นมันก็จะเกิดขึ้นอีก วัฏจักรของมันเป็นอย่างนี้ หน้าที่ของเราคือทำอย่างไรให้ถึงที่สุดแห่งกองทุกข์เชอรี่เชื่อว่า ถ้าเราฝึกอย่างนี้เราจะรับมือกับความไม่แน่นอนของชีวิตและความเกิด แก่เจ็บ ตายได้ดีขึ้น

คิดว่าศีล 5 ข้อไหนรักษายากที่สุดคะ

ข้อ 4ค่ะ คือไม่ใช่ว่าเราเป็นคนพูดโกหกนะคะ เชอรี่เป็นคนพูดตรง พูดจริง แต่ที่ข้อนี้มันยากเพราะเป็นเรื่องของการพูดเพ้อเจ้อ พูดส่อเสียด พูดหยาบคาย เราต้องกลับมาดูว่าการพูดเพ้อเจ้อ ส่อเสียดของเรานั้นทำให้คนอื่นเดือดร้อนเสียใจ หรือเจ็บใจหรือเปล่าถ้าเป็นอย่างนั้นก็พยายามอย่าพูด หรือถ้าพูดออกไปแล้วก็ต้องเอาสติจับให้ทัน เพื่อจะได้รู้ทันและไม่ใช้คำพูดทำร้ายคนอื่น

การที่คุณเชอรี่รับงานแสดงนานๆครั้งเป็นการเบรกตัวเองไม่ให้ถลำลึกเข้าไปในวงการมายาหรือเปล่าคะ

เชอรี่ไม่ได้รับงานแสดงถี่มากมานานแล้วค่ะ เพราะเป็นคนเรื่องมาก เลือกเยอะ จะเลือกทำเฉพาะที่ชอบ และเวลาถ้าตกลงว่าจะทำแล้วก็จะทำเต็มที่ ทำให้ดี แล้วละครเรื่องหนึ่งเมื่อรับแล้วเราต้องอยู่กับมัน 8 - 9เดือน ฉะนั้นถ้าเชอรี่ไม่แฮ็ปปี้กับมันก็จะรู้สึกแย่มาก หลังจากที่ธรรมะเริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นก็ยิ่งส่งผลในการเลือกรับงาน ทำให้จากปกติที่เป็นคนเรื่องมาก มีข้อจำกัดเยอะอยู่แล้ว มาบวกกับเรื่องธรรมะทำให้ยิ่งรับงานยากขึ้นไปอีกจะว่ากันตามจริงก็คือ เชอรี่มีเป้าหมายชีวิตชัดเจนว่าเราต้องการอะไร แล้วการทำงานมันตอบโจทย์เราหรือเปล่า ก็แค่นั้น

เป้าหมายในชีวิตของคุณเชอรี่คืออะไรคะ

เป้าหมายก็คือ การได้ใช้ชีวิตในแบบที่เราเป็นอยู่ตอนนี้ คือทำอย่างไรก็ได้ให้การใช้ชีวิตของเราเอื้อต่อการปฏิบัติธรรม เพราะเราอยากจะเดินตามเส้นทางนี้ นอกจากนี้ก็อยากใช้ชีวิตให้เกิดประโยชน์กับคนอื่นที่ไม่ใช่เพียงแค่คนใกล้ชิดหรือคนที่เรารัก แต่ยังมีสิ่งที่เราต้องสำนึกในบุญคุณและหาโอกาสตอบแทนคุณบ้าง นั่นคือ แผ่นดินเกิดและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งท่านทรงทำอะไรมากมายเพื่อชาวไทย พระองค์ท่านทำให้เชอรี่รู้สึกว่าอะไรที่เราสามารถทำได้เพื่อคนอื่นแบบที่พระองค์ท่านทรงทำ ก็อยากทำเหมือนพระองค์ท่านบ้างค่ะ

มีเป้าหมายเดินตามครูบาอาจารย์อยากทำประโยชน์เพื่อคนอื่น แล้วเรื่องความรักเป็นอย่างไรบ้างคะ

ความรักก็ยังดีอยู่ค่ะ ตอนนี้คบกันมา10 ปีแล้ว พอเชอรี่ปฏิบัติธรรมก็พยายามแบ่งปันและยัดเยียดให้ทุกคน (หัวเราะ) ทั้งคุณพ่อ พี่ เพื่อน และคนรัก โดยชวนเขาไปปฏิบัติธรรมด้วยกัน ก็มีทั้งสำเร็จบ้างล้มเหลวบ้าง ตอนหลังๆ เลยมาเริ่มดูว่าแต่ละคนเขามีจริตแบบไหน และเราควรใช้วิธีไหนกับใคร อย่างคนรัก เชอรี่ให้หนังสือธรรมะพอเขาเริ่มสนใจ เขาก็อ่านเยอะขึ้น มีเริ่มฝึกปฏิบัตินิดหน่อย แต่ยังไม่ถึงกับเข้าคอร์สเรียกได้ว่าเราเป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกัน มีอะไรก็คอยสนับสนุนซึ่งกันและกัน และตอนนี้เราก็มีมุมมองชีวิตไปในทิศทางเดียวกันค่ะ จะมีข่าวดีเมื่อไหร่คะ เรื่องแต่งงาน เอาจริง ๆ ว่าไม่ได้อยู่ในแพลนชีวิตเลย เชอรี่รู้ว่าเราไม่ได้ตัวคนเดียวยังมีคุณพ่อ มีคุณย่า มีครอบครัว เรายังมีความสุขกับการอยู่ตรงนี้ เชอรี่ยังอยากใช้เวลากับคุณพ่อให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะมีปมในใจว่าเสียคุณแม่ไปตอนอายุ 21 แต่ถ้าวันหนึ่งเราจะต้องไปใช้ชีวิตคู่ก็ต้องคิดอีกที แต่ตอนนี้ขออยู่อย่างนี้ไปก่อน

คุณเชอรี่บอกว่าเป็นวิทยากร บรรยายธรรมด้วย ส่วนใหญ่พูดเรื่องอะไรบ้างคะ

เป็นการแบ่งปันประสบการณ์ในการปฏิบัติธรรมของเรา เพราะเชอรี่เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ปฏิบัติใหม่ที่ต้องเจอกับอุปสรรค ความเบื่อ ความง่วง การแบ่งปันเรื่องราวก็เหมือนเป็นการให้กำลังใจกันว่าเราผ่านอุปสรรคเหล่านั้นมาได้อย่างไร และเราทำอย่างไรจึงอยู่จนครบคอร์ส 7 วัน และหลังจากจบคอร์สเราใช้ชีวิตอย่างไร นอกจากนี้เชอรี่ก็พูดเรื่องการรักษาศีล 5 จะแชร์ให้ทุกคนฟังว่าศีลแปลว่าปกติ และศีล 5 ก็คือความเป็นปกติของความเป็นมนุษย์ ตอนถือศีล 5 แรกๆ เชอรี่ไม่กล้าบอกใครว่าเราถือศีล 5 เพราะรู้สึกอาย แต่ดูเข้าจริงๆ สังคมปัจจุบันนี้ทำเรื่องผิดศีลให้กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว เช่น การดื่มสุรา หรือการเป็นชู้กัน เชอรี่จะพูดเรื่องพวกนี้ รวมถึงเรื่องอิทธิบาท 4 หรืออินทรีย์ 5 ซึ่งจะช่วยเป็นแนวทางให้เขาปฏิบัติธรรมได้ดีขึ้น

secretcherry-2

ตอนที่คุณแม่เสียใหม่ๆ คุณเชอรี่เคยให้สัมภาษณ์ว่าทำใจยอมรับไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าหลังจากได้ศึกษาธรรมะ มองเรื่องความตายอย่างไร

ตอนนี้ก็เข้าใจมันมากขึ้น เวลานั่งสมาธิเชอรี่จะเจริญมรณานุสติว่าถ้าตายจะเป็นอย่างไรหรืออย่างเวลานั่งเครื่องบินแล้วเครื่องตกหลุมอากาศ ก็จะดูที่ใจของเราว่ามันรู้สึกอย่างไร ยังห่วงใครหรือยึดติดอะไรอยู่ไหม เชอรี่พยายามฝึกแบบนี้บ่อย ๆ เพื่อเมื่อเวลาความตายมาถึง เราจะรู้ว่าควรทำใจอย่างไร เชอรี่ทำอย่างนี้บ่อย ๆ ทำให้เริ่มเห็นว่าความตายเป็นเรื่องธรรมดา เชอรี่รู้สึกว่าเราตายได้และไม่ห่วงอะไร อันนี้คือสำหรับตัวเอง แต่หากเป็นคนที่เรารักต้องตายก็ยังทำใจยากอยู่ คงต้องอาศัยเวลาเพื่อจะทำใจยอมรับให้ได้ เท่าที่ฟังคุณเชอรี่ปลงเรื่องตัวเองได้แล้ว

คิดอย่างไรหากวันหนึ่งเขาไม่ได้จ้างเราเป็นนางเอกแล้ว

เชอรี่รับได้ค่ะ แล้วเชอรี่ก็ไม่ได้ยึดติดว่าเราต้องเป็นนักแสดงตลอดไป เพราะจริง ๆตอนที่ไม่ได้รับงานแสดง ชีวิตก็มีความสุขดีได้มีโอกาสไปใช้ชีวิตด้านอื่น ๆ บ้าง เชอรี่ชอบเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ได้เจอกับคนอื่นๆ ในวงการอื่น เป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้รังเกียจที่จะกลับมาเล่นละคร เชอรี่อยากให้เวลาเป็นตัวบอกเราดีกว่า ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของอนาคต เพราะตอนนี้เชอรี่มีความสุขอยู่กับปัจจุบันที่มีหลายอย่างต้องรับผิดชอบ ยิ่งตอนนี้พอได้รู้จักกับวิชาของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตก็ทำให้เชอรี่เข้าใจชีวิตมากขึ้น และทำให้รู้ว่าร่างกายสำคัญมาก เพราะถ้าเราจะเข้าวัดตอนแก่แล้วให้เดินจงกรมหรือนั่งสมาธินาน ๆ สังขารคงไม่ไหว จึงควรทำตั้งแต่ตอนนี้ที่เรายังแข็งแรงแล้วเราก็ควรดูแลตัวเองให้ดีด้วยการออกกำลังกาย กินอาหารที่ดี พักผ่อนให้เพียงพอเพื่อให้เราปฏิบัติธรรมได้สะดวก เชอรี่ว่าการที่เราปฏิบัติธรรมได้ตั้งแต่อายุยังน้อยนั้นถือเป็นกำไรชีวิต

การปฏิบัติธรรมมากๆ ทำให้อยากทิ้งทางโลกไปเลยไหมคะ

ช่วงแรกค่ะ เพราะเรารู้สึกว่าปฏิบัติธรรมแล้วดีจังเลย ตอนนั้นเชอรี่ยังหาจุดสมดุลระหว่างทางโลกกับทางธรรมไม่ได้ ตอนนั้นเบื่อที่ต้องกลับมาใช้ชีวิตทางโลกมากจนไม่อยากเจอคนหรือเจอเรื่องราวอะไรต่างๆ ที่มากระทบใจ เพราะเรารู้สึกรับไม่ได้ แต่นั่นคือเราไม่ได้เอาธรรมะมาใช้ในชีวิตประจำวันเลยแต่พอฝึกปฏิบัติบ่อย ๆ เข้าก็ทำให้รู้ว่า เราไม่สามารถบังคับทุกอย่างให้เป็นไปอย่างใจเราได้ ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือใช้ธรรมะรับมือกับสิ่งที่เราไม่ถูกใจ นี่ต่างหากที่ทำให้เราเปลี่ยนและทำให้เราใช้ชีวิตอยู่ตรงไหนก็ได้

ตอนที่รับทางโลกไม่ได้นี่คิดจะบวชบ้างไหมคะ

ไม่เคยอยากบวชค่ะ แค่อยากไปปฏิบัติธรรมแล้วก็อยากจะอยู่ตรงนั้นความจริงพี่ที่สถานปฏิบัติธรรมก็ชวนบวชอยู่เรื่อยๆเหมือนกัน แต่เชอรี่บอกว่ายังก่อน เพราะแค่นี้คนก็หาว่าเราแปลกมากแล้ว (หัวเราะ) เรากลัวคนอื่นไม่เข้าใจแล้วหาว่าเราเป็นเอามาก ต้องบอกว่าการบวชไม่ได้อยู่ในแพลนของเชอรี่เลย อาจด้วยความที่เรายังเป็นนกหงส์หยกอยู่ ไม่อยากโกนหัวโกนคิ้ว การถือศีล8 เวลาไปปฏิบัติธรรมก็ถือว่าโอเคมากแล้วสำหรับชีวิตเชอรี่
ณ ตอนนี้

จากวันนี้มองอนาคตตัวเองอย่างไรคะ

ไม่ได้วางแผนอะไรไกลเลยค่ะ เพราะเราไม่รู้เลยว่าอนาคตเราจะแก่ตายหรือเปล่าเอาเป็นว่าทำชีวิตตอนนี้ให้ดีที่สุด มีปัญหาอะไรเข้ามาก็ค่อยๆ แก้ไขไปทีละเรื่องตามสมควร เชอรี่คิดว่า การที่เราไม่พยายามเอาทุกอย่างมาเป็นปัญหาในชีวิตนี่ละทำให้ชีวิตของเชอรี่ไม่ค่อยมีความทุกข์มากนัก เวลามีปัญหา เชอรี่จะค่อยๆ คิดและแก้ปัญหาทีละเรื่อง แก้ทีละเปลาะ ซึ่งต่างจากคนส่วนมากที่ชอบเอาปัญหาชีวิตมารวมเป็นเรื่องเดียวกันปัญหาจึงดูเป็นเรื่องใหญ่และแก้ไม่ตก เชอรี่ว่า หากเราใช้ชีวิตแบบกลางๆ คือมีทั้งวางแผนไปด้วยและค่อยๆ แก้ปัญหาในชีวิตไปด้วย จะทำให้ชีวิตเราไม่ทุกข์มากจนเกินไป ที่สำคัญ แค่รู้สึกแฮ็ปปี้กับปัจจุบันที่มันเป็นอยู่ก็เพียงพอแล้ว

ขอบคุณ เสื้อผ้า : MAJE จาก ZEN Central World ชั้น 1 สถานที่ : The Wings พระราม 5 โทร. 0-2432-6878

เรื่อง ธันยาภัทร์ รัตนกุล, อุราณี ทับทอง ภาพ สรยุทธ พุ่มภักดี ผู้ช่วยช่างภาพ ชโนดม แต้ไพสิฐพงษ์, ณัชฐเศรษฐ์ วันชัยชนะ, Natnaree, รุ่งทิพย์ เรืองเชื้อเหมือน สไตลิสต์ ณัฏฐิตา เกษตระชนม์ แต่งหน้า พงษ์ศักดิ์ คงสุข ทำผม ภูดล คงจันทร์

secretcherry-4

Secret BOX
การยอมรับความจริง ที่ไม่ตรงกับความคาดหวังของเรา เป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง พระไพศาล วิสาโล

ขออนุญาตใช้เนื้อหา