เซียนสมอง ดีกรี ฮาร์วาร์ด หนูดี-วนิษา เรซ อัจฉริยะ เพราะ ธรรมะ
mthai.com/upload_images/ke/womenknow/noodee-01.jpg” border=0>
เป็นแชมป์เกมโชว์ดัง-เกมอัจฉริยะ…คว้าล้านที่ 15 ก่อนหน้าก็ไปอยู่ที่ภูเก็ตช่วงเกิดสึนามิ…แต่เดชะบุญรอดฉิวเฉียดเพราะออกจากพื้นที่ประสบภัยไปก่อนและ มีส่วนร่วมเป็นอาสาสมัครช่วยผู้ประสบภัย ในแวดวงการศึกษายุคใหม่รู้จักเธอคนนี้ในฐานะผู้บริหารโรงเรียนที่เน้นปลูกสร้างความเฉลียวฉลาดให้กับเด็ก และเมื่อเร็ว ๆ นี้ ก็ให้สัมภาษณ์ออกทีวีเป็นที่ฮือฮาประเด็น อัจฉริยะ แต่ก่อนจะเป็นเช่นวันนี้อาจยัง ไม่ค่อยมีใครทราบ…
วันนี้ลองมาค้น วิถีชีวิต ของ ผู้หญิงสวย-ผู้หญิงเก่ง ที่ชื่อ หนูดี – วนิษา เรซ
ทีม วิถีชีวิต นัดแนะขอค้นหาตัวตนก่อนจะเป็นผู้หญิงเก่ง ของ หนูดี- วนิษา เรซ ผู้บริหารโรงเรียนวนิษา ลูกสาวคนโตของ ชุมศรี รักษ์วนิชพงศ์ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนแห่งนี้เพื่อลูกสาวคนนี้โดยเฉพาะ ซึ่งเจ้าตัวก็ยินดี โดยเปิดฉากเล่าชีวิตว่า… เด็ก ๆ เป็นคนที่ซนมาก เป็นเด็กไฮเปอร์ และชอบถามทุกเรื่อง
แต่ถามแบบมีมารยาทนะ ซึ่งพื้นฐานนักวิทยาศาสตร์ทุกคนจะต้อง ชอบถาม ชอบตั้งข้อสงสัย จนกลายเป็นนิสัย ซึ่งมีความสุขมาก ๆ เธอให้นิยาม ของตนเองแบบง่าย ๆ ก่อนที่จะถูกจับจ้องเป็นบุคคลผู้เชี่ยวชาญด้าน สมองมนุษย์ ที่สมบูรณ์แบบทั้งการศึกษา รูปร่างหน้าตา และฐานะ
พูดถึงความเก่งของเธอ ก็การันตีได้ด้วยดีกรีปริญญาตรีด้านครอบครัว ศึกษาจาก ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ แมริแลนด์ และปริญญาโทเกียรตินิยมด้านวิทยาการสมองจากมหาวิทยาลัยชื่อดังอย่าง ฮาร์วาร์ด ยูนิเวอร์ซิตี้ สหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันนอกจากทำงานด้านการศึกษาที่โรงเรียนวนิษาแล้ว เธอยังเป็นที่ปรึกษา เป็นวิทยากรบรรยาย และเป็นเทรนเนอร์จัดการอบรม จัดประชุม เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพบุคคล และอื่น ๆ อีกหลายด้าน
ดูจากการงานแล้วน่าจะเคร่งเครียดไม่เบาทีเดียว แต่เธอบอกว่า เรื่องสมอง ถ้าชอบก็ไม่ยาก และสนุกมาก และเธอเองก็มีอีกด้านที่สบาย ๆ หรือมุมผ่อนคลายของชีวิต ที่ก็น่าสนใจ
กับวัย 29 ปี กับกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวกับงานของ หนูดี เธอเผยว่า… มีกิจกรรม มีงานอดิเรกในยามว่างหลายอย่างที่ทำ เช่น เรียนเต้นบัลเลต์ เพราะ เป็นคนชอบเต้น ชอบเคลื่อนไหวร่างกาย ทำกิจกรรมสบาย ๆ เช่น เรียนวาดรูป แต่อย่างหลังนี้เดี๋ยวนี้ไม่แล้ว เพราะใคร ๆ ก็วาดรูปกันหมด จึงเปลี่ยนเป็น ปั้นดิน เรียนและสอนการปั้นเซรามิก และตั้งใจจะสร้างงานปั้นดินประกอบภาพหนังสือธรรมะ นอกจากนี้ก็ยังมีกีฬากลางแจ้งที่ชอบสมัยที่อยู่ต่างประเทศคือ ยิงธนู แต่ในเมืองไทยก็ไม่สะดวกนัก จึงเปลี่ยนเป็น ว่ายน้ำ แทน

เนื่องจากงานของหนูดีเป็นงานเทรนนิ่ง ซึ่งจะไม่ ทับกับเวลาทำงาน ดังนั้น จริง ๆ คือทำงานเสาร์-อาทิตย์ ส่วนจันทร์-ศุกร์คือวันหยุด แต่ก็จะต้องมีทำงานบ้างในช่วงวันธรรมดาด้วย ซึ่งระบุไม่ได้แน่นอน ดังนั้นวันหยุดส่วนตัวจึง ลื่นไหลมาก หนูดีว่า
เธอบอกอีกว่า วันหยุดของตนเองที่แน่นอนมีน้อย จึงจำเป็นต้องใช้อย่างมีสาระและคุ้มค่ามากที่สุด นอกเหนือจากกิจกรรมส่วนตัวแล้ว ยังต้องแบ่งเวลาให้กับเพื่อนชาวต่างประเทศที่เรียนด้านสมอง ที่มาเยี่ยมเยียนที่เมืองไทย ด้วยการขับรถพาไปต่างจังหวัดใกล้ ๆ อย่างอยุธยา นครปฐม
ล่าสุดก็เพิ่งไปนอนเต็นท์ที่ฟาร์มโชคชัยมา รู้สึกแฮปปี้มาก ๆ
ไลฟ์สไตล์ของหนูดีจะคล้ายคลึงกับชาวต่างประเทศ ซึ่งเธอบอกว่า ไม่รู้หรอกว่าอเมริกันชนใช้ชีวิตอย่างไร แต่คงจะติดมาจากตอนที่เรียนที่ต่างประเทศ เรียนอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำงานอาสาสมัครด้วย เช่น ทำงานกับศูนย์อเมริคอร์ปที่ทำงานด้านเด็กยากจนมีความเสี่ยงสูงในชุมชนเม็กซิกัน รัฐแมริแลนด์ และก็แบ่งเวลาไปพักผ่อนทำกิจกรรมกลางแจ้งด้วย อาทิ พายเรือคยัค ปั่นจักรยาน ฯลฯ
เรียกว่าชอบไปเที่ยวพักผ่อนแบบลุย ๆ ออกแนวลำบาก ๆ แต่ได้ความสนุกสนาน และได้ประสบการณ์ชีวิต ชาร์จแบตเตอรี่ให้กับชีวิตอย่างเต็มพิกัด
ดังนั้น ที่อเมริกาเธอดำเนินชีวิตแบบใด ที่เมืองไทยก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง มากนัก และนอกเหนือจากคนในครอบครัวอย่างพ่อแม่ที่ขับรถท่องเที่ยวต่างจังหวัดประจำอยู่แล้ว ก็ยังมีทริปส่วนตัว หรือ ทริปฮันนีมูน ประจำปี หากแต่มิใช่กับหนุ่มไหน แต่เป็นกับน้องสาวสุดที่รักคือ หนูหวาน-เมลลิษา เรซ
กับหนูหวาน หนูดีเล่าว่า จะสนิทกันมาก ทุกปีส่วนมากจะเป็นช่วงปีใหม่ จะจัดเวลาให้อยู่ด้วยกัน เพราะแม้อยู่บ้านเดียวกันบางทีก็ไม่ได้คุยกัน เพราะต่างคนต่างยุ่งกับการทำงาน แต่ทุกปีก็จะต้องจัดเวลาที่จะแยกไปอยู่ด้วยกัน 2 คนเท่านั้น พ่อแม่ไม่เกี่ยว ปิดโทรศัพท์ ไม่รับสายเพื่อน เช่น นั่งรถไฟเที่ยวเชียงใหม่ด้วยกัน พอถึงเชียงใหม่ ก็เที่ยว ทานอาหาร อ่านหนังสือ คุยกัน จบแล้วก็นั่งเครื่องบินกลับ สัก 4-5 วัน เป็นเวลา ที่มีค่าที่สุด
มีมุมสบายตามไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ แต่ในอีกมุมหนึ่งเธอก็เป็นคนที่ค่อนข้างซีเรียส และจริงจังกับชีวิต
การดำเนินกิจกรรมชีวิตในทุกช่วงจังหวะของชีวิตหนูดี เธอมักจะต้องมี เป้าหมายเสมอ มีการวางแผนตลอดเวลา และมีเหตุผลในการกำกับเสมอ รวมทั้งจะไม่ยอมให้เรื่องเล็กน้อยมาเป็นอุปสรรคกับความสำเร็จในชีวิตได้ ซึ่งเพื่อน ๆ สนิทของหนูดีทุกคนจะเป็นคล้าย ๆ กันแบบนี้ ซึ่งหนูดีเชื่อว่า เราเป็นคนอย่างไร จะเป็นตัวกำหนดเพื่อนของเรา การใช้ชีวิตของเรา อุปนิสัยเรา การใช้เวลาว่างของเรา
เธอบอกว่า เลือกคบเพื่อนแบบมีคุณภาพจริง ๆ
หนูดีจัดว่าเป็นอีกหนึ่ง สาวสวย แต่ในมุมของความรัก สาวอัจฉริยะ วัย 29 ปีคนนี้บอกว่า ยังไม่ได้แต่งงานมีครอบครัวหรือมีเพื่อนชายที่รู้ใจ แต่ยอมรับว่ามีคนมาจีบเยอะมาก แต่คิดว่าช่วงปีนี้หนูดีคงยังไม่มีแฟนแน่ ๆ เพราะยุ่งมาก

อย่างไรก็ตาม เธอบอกว่า เพิ่งจะอายุ 29 ปีเอง แต่ไม่ต้องห่วง เรียนมาทางด้านครอบครัวศึกษา วันหนึ่งคงแต่งงานมีครอบครัวแน่ ๆ แต่การมีครอบครัวที่มีคุณภาพ คือเลือกคนที่ใช่ และวิถีชีวิตที่ใช่ ส่วนวิถีชีวิตขณะนี้ก็คิดว่าใช่อยู่ ซึ่งถ้าจะร่วมชีวิตกับใคร ก็คงจะเป็นแบบที่เรียบง่าย และมีความสุข
หนูดีลองใช้ชีวิตมาเยอะแล้ว ใช้เงินเยอะ ช้อปปิ้งเยอะ เดินทางเยอะ สะสมเงินเยอะ ๆ แต่หลังจากลองมาหลายแบบแล้ว ก็คิดได้ว่าแบบเรียบง่ายจะมีความสุขดีที่สุด
เธอมองว่า การจะมีครอบครัวจะต้องมีเวลาให้กัน แต่เธอยังยุ่งมาก หากไม่มีเวลาให้อีกฝ่าย ก็คิดว่าไม่แฟร์กับอีกฝ่าย อีกอย่างตอนนี้เธอยังมีโครงการที่จะเรียนต่อระดับปริญญาเอกอีกด้วย
ไลฟ์สไตล์ออกแนวชอบลุย ขณะเดียวกันก็ดูจะเป็นสาวติดเรียน อย่างไรก็ตาม หนูดีก็มีมุมสงบส่วนตัวอีกมุมหนึ่ง และเธอบอกว่าเป็นอีกส่วนหนึ่งของอีกสุดยอด โปรเจคท์ในชีวิตคือความตั้งใจ อยากเขียนหนังสือธรรมะ เพียงแต่ตอนนี้คิดว่าคงจะเขียนหนังสือเรื่องสมองก่อน
ทำวิจัยตอนเรียนปริญญาโทเรื่องการนั่งสมาธิในเด็ก งานวิจัยบอกว่าการนั่งสมาธิทำให้เด็กเรียนเก่งขึ้น ความจำดีขึ้น ถ่อมตัว หนังสือที่คิดไว้ว่าจะทำคือ ปฏิบัติธรรมอย่างไรให้สนุกและมีคุณค่า โดยจะปั้นภาพประกอบเอง และคิดว่าการปฏิบัติธรรมในเด็กน่าจะเป็นหัวข้อที่น่าสนใจพอสมควร
สแกนลงไปในเรื่องของการปฏิบัติธรรมของเธอ หนูดีเล่าว่า ครอบครัวเธอ ก็เหมือนครอบครัวคนไทยโดยปกติทั่วไป ก็ไม่ได้ไปวัดมากนัก จะไปเฉพาะทำสังฆ ทาน และไม่มีใครปฏิบัติธรรมจริงจังเลย
แต่จุดสำคัญที่ทำให้เธอสนใจด้านนี้ด้วยก็คือ หนูดี โตในบ้านไทย ช่วงอายุ 4-5 ขวบจะเห็นคนใส่ชุดขาวตลอด เห็นอะไรแปลก ๆ ในขณะที่คนอื่นในบ้าน ไม่เห็น ?!?
เมื่ออายุ 18 ปี เรียนการโรงแรม มีพี่ชื่อพี่วรรณ เห็นว่าสนใจธรรมะ ก็ชวนไปปฏิบัติธรรมด้วยกันที่วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี ด้วยความไม่เคย และไม่รู้เรื่องอะไรเลย จึงลองไปปฏิบัติดู
ช่วงระยะเวลา 3 วันที่ลองปฏิบัติ พบว่ามีความสุขมาก และคิดว่าเป็นวิถี ที่ตนเองอยากได้ ซึ่งในปีนั้นจะต้องเดินทางไปเรียนต่อ ก็บอกแม่ว่าจะไม่ไปเรียนต่อ แล้วจะปฏิบัติธรรม แต่แม่บอกว่าไปเรียนให้จบก่อนได้ไหม เพราะกลัวว่าปฏิบัติไปแล้วหลายปี แล้วมาค้นพบภายหลังว่าไม่ใช่ ทุกอย่างจะไม่เหลืออะไรเลย ซึ่งแม่พูดก็มีเหตุผล หนูดีจึงตัดสินใจว่าไปเรียนต่อก็ได้ แต่ก็จะปฏิบัติธรรมควบคู่ไปด้วย
เรียนที่เมืองนอก 7-8 ปี การปฏิบัติธรรมจะเป็นเรื่องที่ลำบาก แต่หนูดี ก็มีวิธี เช่น อ่านหนังสือธรรมะเยอะ ๆ นั่งสมาธิเช้า-เย็น ระหว่างวันจะมีอะไรเตือนสติให้ตัวเองรู้จักการปฏิบัติธรรมอยู่ตลอด
การปฏิบัติธรรม ใคร ๆ เข้าใจว่าไปวัด ไปทำบุญ ไปอยู่วัด จริง ๆ แล้วพุทธศาสนาเป็นเรื่องของวิถีชีวิตมากกว่า ไม่ต้องเข้าวัดก็ได้ ดังนั้นทุกเช้า ก่อนนอนจะนั่งสมาธิช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งไม่บังคับตนเองว่าจะต้องทำมากน้อยแค่ไหน แต่ทุกครั้งที่ทำ คือได้ หนูดีกล่าวน่าคิด

และทุก ๆ ปีเธอก็จะต้องเจียดเวลาไปปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องเป็นราวเสมอ เช่น ไปที่เสถียรธรรมสถาน เพราะเป็นที่ที่ปลอดภัยสำหรับผู้หญิงด้วย
หนูดีเล่าว่า เคยเกิดอุบัติเหตุ เพราะขับรถด้วยความเร่งรีบ ไม่มีสติ รุนแรงชนิดว่ารถต้องขายทิ้ง เพราะประกันไม่รับซ่อม และฝ่ายเธอก็ผิดเต็ม ๆ ตัวเองกระดูก ต้นคอเคลื่อน ต้องทำกายภาพบำบัด 3 เดือน เป็นเรื่องใหญ่มาก โชคดีที่ไม่ตาย อีกอย่างในรถก็มีแม่และน้องสาวด้วย
ก็ทำให้เปลี่ยนความคิดใหม่ว่า ถ้าไปเข้าปฏิบัติธรรม แต่ไม่ดูแลตัวเอง เวลาขับรถ เวลาทำงาน ไม่เคยเอาการปฏิบัติมาใช้ในชีวิตประจำวัน ก็อาจจะตายก่อนที่จะได้ทำอะไรดี ๆ
อาชีพของหนูดีต้องใช้เวลาอยู่ในรถมาก เธอจึงเปลี่ยนรถเป็นห้องปฏิบัติธรรม เปิดเทปธรรมะตลอด ก่อนสตาร์ตรถ หายใจเข้า-ออก ตั้งสติ บอกกับตนเองว่าต้องขับรถอย่างปลอดภัย ขับอย่างมีความสุข จะไม่ตัดหน้าใคร ไม่ขับให้ใครไม่พอใจ ถ้าใครตัดหน้ารถหนูดีจะให้เขาไป นี่คือสัญญาที่ให้กับตนเองทุกครั้ง
คนรุ่นใหม่จะใช้ชีวิตในรถมาก ดังนั้น รถจึงสำคัญมาก
เธอยังอธิบายโดยอ้างอิงเรื่อง สมอง ด้วยว่า มนุษย์เรานั้นเส้นใยสมองเกิดใหม่ได้ทุกวัน และคำว่า อัจฉริยภาพ คือมีทักษะใดทักษะหนึ่ง เก่งจนทำให้เกิดสัมฤทธิผลที่ดีได้ เกิดนวัตกรรมดี ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับตัวเลือกในชีวิตทั้งหมด โดยอาศัยความเพียร ความพยายาม ซึ่งศาสนาพุทธนั้นเกี่ยวข้องสมองเยอะมาก เป็นเหตุผลที่คนทำงานด้านสมองนับถือศาสนาพุทธเยอะมาก
กับพื้นฐานครอบครัวที่เข้าขั้นดีมาก แต่หนูดีก็ย้ำว่า เธอไม่ใช่เป็นคน ประเภทคุณหนู ไม่เรื่องมากในเรื่องการกิน การอยู่ การนอน เพียงแต่แคร์ในเรื่อง สถานที่ที่อยู่มากกว่า คือจะต้องไม่ใช่เป็นสถานที่อโคจร หรือเป็นสถานที่ที่ไม่ปลอดภัย เพราะเป็นผู้หญิงจึงควรต้องอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัยเสมอ
เรื่องอื่น ๆ ยังไงก็ได้ ไม่เรื่องมาก สบาย ๆ ส่วนหนึ่งอาจมาจากประสบการณ์จากการปฏิบัติธรรม ที่สอนไม่ให้รักสบาย ละตัวตน และการที่ไป อยู่ต่างประเทศมานาน ต้องพยายามช่วยเหลือตัวเองให้ได้โดยไม่ได้มีพ่อแม่เคียงข้าง ตลอดเวลา ก็ช่วยฝึกฝนในเรื่องนี้ …เป็นการกล่าวทิ้งท้ายจาก หนูดี-วนิษา เรซ
สาวสวย-สาวเก่งที่น่าจับตาอีกคนหนึ่งในยุคนี้ !!.
หวิด อดเกิด มาสวย-เก่ง !!
เรื่องประหลาดหรือมหัศจรรย์ เกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่เว้นกับ หนูดี-วนิษา เรซ คนนี้……
หนูดีเล่าว่า เป็นคนสุขภาพไม่ค่อย แข็งแรงตั้งแต่เด็ก หัวใจรั่ว ลิ้นหัวใจไม่ปิด เลือด จะไหลย้อน ฟังดูน่ากลัวมาก ตอนนั้นเพิ่งเกิดมา 2 วัน คุณแม่มีหนูดีตอนอายุมากแล้ว แถม ตั้งครรภ์ 5 เดือนโดยที่ไม่รู้ตัว
ช่วงที่มีหนูดี คุณแม่นึกว่าอาหาร เป็นพิษ ก็ทานยา ต่อมาสิวขึ้นก็นึกว่าแพ้อะไร ก็ไปหาหมอหายามาทาน ซึ่งยานั้นเป็นอันตราย ต่อเด็ก ดังนั้น ภายหลังเมื่อทราบว่าท้อง หมอแนะนำคุณแม่ว่าไม่ควรเก็บเราเอาไว้ เพราะเมื่อเกิดมาอาจจะสมองพิการ หรือปัญญาอ่อนไปเลย น่ากลัวมาก
เธอเล่าต่อไปว่า ตอนนั้นคุณแม่กลัวมาก เพราะอายุมากแล้ว แต่ก็ตัดสินใจเก็บเธอเอาไว้ และแก้ปัญหาด้วยการบินไปรับโครโมโซมเด็กปกติที่อังกฤษ แต่ก็มีผลข้างเคียงคือทำให้ฟันหนูดีผุทุกซี่ อันเป็นผลต่อเนื่อง มาจากยาที่มีผลกับการเก็บแคลเซียมในกระดูก
เกือบแย่แน่ะ หนูดีเกือบไม่ได้เกิด ซึ่งเป็นเรื่องประหลาดมาก หมอแนะนำไม่ให้เก็บเราไว้ เพราะกลัวพิการทางสมอง แต่โตขึ้นมากลับมาเรียนด้านสมอง หนูดีกล่าว
และยิ่งไปกว่านั้น ณ วันนี้เธอคือหนึ่งใน เซียนด้านสมอง ของเมืองไทย !!
สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล / ศิริโรจน์ ศิริแพทย์


