เลี้ยงลูกอย่างไร ไม่ให้น็อตหลุด พร้อมวิธี ฝึกอีคิว ให้ลูกตั้งแต่เล็กๆ

Home / คู่มือเลี้ยงลูก / เลี้ยงลูกอย่างไร ไม่ให้น็อตหลุด พร้อมวิธี ฝึกอีคิว ให้ลูกตั้งแต่เล็กๆ

ผศ.พ.ญ.ปราณี เมืองน้อย กุมารแพทย์-จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) กรมการแพทย์ กล่าวว่า “ปกติน็อตสกรูเป็นตัวที่ช่วยยึดวัสดุให้มีความมั่นคง ทนทานต่อการใช้งาน เปรียบได้เหมือนการเลี้ยงลูกที่จะต้องให้ครอบครัวและลูกมีรากฐานการพัฒนาทางจิตใจที่มั่นคง โดยต้องอาศัยหลากหลายเทคนิคที่เหมือนน็อตสกรูมาช่วยอาการ “น็อตหลุด” เปรียบได้เหมือนการที่คนเราใจร้อนทำอะไรออกไปโดยไม่ยั้งคิด ทำให้เกิดผลเสียต่อตัวเองและผู้อื่น ดังที่เราเห็นข่าวในสื่อต่างๆ มากมาย ที่คนเราทะเลาะหรือทำร้ายร่างกายกัน อาการน็อตหลุด ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับอารมณ์โกรธ หงุดหงิด ซึ่งอารมณ์ดังกล่าวมักเกิดจากการที่ตนเองไม่ได้อย่างที่หวัง เช่นเด็กๆ หวังให้พ่อแม่เข้าใจ แต่เมื่อโดนห้ามไม่ให้ทำสิ่งต่างๆ ก่อให้เด็กเกิดอารมณ์หงุดหงิดไม่ได้ดังใจ จึงอาละวาด นั่นก็ถือเป็นอาการน็อตหลุด ตั้งแต่วัยเด็ก อาการเหล่านี้จะดีขึ้นได้ หากพ่อแม่เลี้ยงลูกและฝึกการควบคุมอารมณ์เด็กอย่างถูกวิธี หลักง่ายๆ คือการฝึกอีคิวเด็กนั่นเอง

อีคิวหรือเชาวน์อารมณ์ คือการที่คนเราสามารถรู้อารมณ์ตัวเอง มีความเข้าอกเข้าใจคนอื่นเพราะรับรู้อารมณ์คนอื่นได้ นำไปสู่ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ต่างๆ อย่างเหมาะสม จนทำให้เกิดแรงจูงใจ ในการพัฒนาตนเองไปสู่ความสำเร็จโดยมีทักษะทางอารมณ์และสังคมกับผู้อื่นอย่างเหมาะสมควบคู่กันไป หากผู้ใดมีอีคิวดี จะช่วยเสริมให้ใช้สติปัญญาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นั่นคือเป็นคนที่ทั้งฉลาดและน่าคบหา เป็นที่รัก ใครๆ ก็อยากอยู่ใกล้ ทำให้ประสบความสำเร็จและมีความสุขในชีวิต ต่างกับกลุ่มคนที่เก่งแต่เพื่อนๆ เบื่อนิสัย ในที่สุดก็จะไม่สามารถทำงานให้สำเร็จได้และขาดความสุขในชีวิต

หลักในการฝึกอีคิว ตั้งแต่เล็กๆ ดังนี้
1. สอนให้ลูกรู้จักเรียกอารมณ์แต่ละแบบให้ถูกต้อง โดยพ่อแม่เป็นผู้บอก เช่น เมื่อเห็นลูกโกรธ อาละวาด อย่าเพิ่งรีบสอนหรือบอกให้หยุด แต่ให้รีบสะท้อน “หนูกำลังโกรธ”
2. สอนให้ลูกเข้าอกเข้าใจ เห็นใจผู้อื่น โดยพ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างความมีน้ำใจ ซื้อของฝากเพื่อนบ้านหรือคนในครอบครัว แสดงความรัก ความเห็นใจต่อคนในและนอกครอบครัวตามขอบเขตที่เหมาะสม อาจทำงานการกุศลให้ลูกเห็นและให้ลูกมีส่วนร่วมในกิจกรรม เช่น การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม หรือช่วยเหลือผู้เดือดร้อนด้านต่างๆ
3. ฝึกลูกให้มีแรงจูงใจสู่ความสำเร็จ โดยการชื่นชมสิ่งดีๆ ที่ลูกทำอย่างสม่ำเสมอ ร่วมกับการฝึกทักษะการช่วยเหลือตัวเอง หรือการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันด้วยตัวเขาเอง จะทำให้ลูกภูมิใจและมองเห็นความสามารถของตัวเขาได้ชัดเจนขึ้น จนเกิดความมั่นใจในตัวเอง มีจุดมุ่งหมายในชีวิตไปสู่ความสำเร็จ
4. ผู้ใหญ่ที่ฝึกเด็ก จำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนตัวเองและฝึกอีคิวไปพร้อมๆ กัน เพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่เด็ก
5. ในช่วงที่มีความโกรธ ควรปล่อยให้เด็กได้ระบายความโกรธ อย่างเหมาะสม โดยยังไม่ตำหนิหรือวิพากษ์วิจารณ์ เช่นอนุญาตให้เด็กร้องไห้เสียงดังได้ แต่ไม่อนุญาตให้ระบายความโกรธแบบที่ทำให้ตัวเองหรือผู้อื่นเจ็บตัว และต้องไม่ทำลายข้าวของ เมื่อความโกรธของเด็กผ่านพ้นไปแล้ว ควรปลอบโยน ชักชวนเขาไปทำกิจกรรมปกติ เมื่อสงบไปอีกสักระยะ จึงจะมานั่งพูดคุยและสอนแนวทางการแสดงออกที่เหมาะสม จึงจะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้

ผู้ที่บุตรหลานมีปัญหาด้านพฤติกรรม อารมณ์จิตใจ หรือปัญหาการเรียนรู้ ที่ผิดปกติ ตลอดจนต้องการปรึกษาวิธีการเลี้ยงดูเด็กให้มีพฤติกรรมที่มีความเหมาะสมกับวัย สามารถปรึกษาคลินิกจิตเวชเด็กและวัยรุ่น สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ ชั้น ๑๔ บริการตรวจ จันทร์ – ศุกร์ เวลา ๐๘.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. หรือติดต่อโทร. ๑๔๑๕ ต่อ ๖๑๔๓๘-๔๐