ทารกคลอดก่อนกำหนด นมแม่ นมแม่บริจาค น้ำนมแม่ บริจาคน้ำนมแม่

วิธีรับ นมแม่บริจาค ให้ปลอดภัยทั้งคนรับ สบายใจทั้งคนมอบ

Home / คู่มือเลี้ยงลูก / วิธีรับ นมแม่บริจาค ให้ปลอดภัยทั้งคนรับ สบายใจทั้งคนมอบ

หลังจากที่ช่วงนี้มีกระแสพูดถึงเกี่ยวกับเรื่อง นมแม่บริจาค จากคุณแม่ที่มีน้ำนมมากเกินความจำเป็น จนสามารถเหลือเผื่อแผ่ให้กับผู้ที่ขาดแคลนได้ โดยถึงแม้ว่าในความรู้สึกแล้ว จะเป็นการส่งต่อความช่วยเหลือที่มาจากความตั้งใจที่ดี แต่การรับบริจาคน้ำนมแม่ ของคุณแม่ท่านอื่นมาให้ลูกของตนเองดื่มนั้น ก็มีความเสี่ยงต่อการติดโรคได้อีกมากมาย หากไม่ได้รับการบริจาคที่ถูกวิธี

วันนี้เรามีข้อมูลที่กล่าวถึงเรื่อง นมแม่บริจาค โดย พญ. สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ (เจ้าของเพจ นมแม่ป้าหมอสุธีรา) ที่อธิบายเรื่องประโยชน์ของนมแม่สำหรับทารกคลอดก่อนกำหนด และการรับบริจาคน้ำนมแม่ที่ปลอดภัย มาฝากกันค่ะ

นมแม่บริจาค

นมแม่บริจาค ดีกว่า นมผงจริงหรือ?
คำตอบคือ..จริงค่ะ ถ้าเป็นนมแม่บริจาคจากธนาคารนมแม่เท่านั้น
..และไม่จริง ถ้าเป็นนมแม่ที่บริจาคกันเองโดยไม่ผ่านธนาคารนมแม่..อย่าทำเลยค่ะ อันตรายมากๆ

เพราะว่า นมแม่จากธนาคารนมแม่ ต้องผ่านการตรวจคัดกรองอย่างเข้มงวด มีการซักประวัติ และมีผลเลือดจากผู้บริจาคภายใน 3 เดือน ว่าปราศจากโรคติดต่อร้ายแรงที่ทำให้ผู้รับน้ำนมที่มีเชื้อนั้นเป็นอันตรายได้และทำการพาสเจอร์ไรซ์ฆ่าเชื้อแบบมาตรฐาน.. ทำให้ต้นทุนในการให้ได้มาของนมแม่แบบนี้สูงถึง 200 บาทต่อ 30 ซีซี  ดังนั้นจึงทำให้นมแม่จากธนาคารนมแม่ไม่สามารถนำไปให้กับเด็กปกติทั่วไปได้ ต้องสงวนไว้สำหรับเด็กทารกแรกเกิดที่ต้องรักษาตัวในไอซียูที่แม่มีปริมาณน้ำนมไม่เพียงพอ

งานวิจัยยืนยันว่าทารกแรกเกิดที่ป่วย ทารกคลอดก่อนกำหนด หากได้รับนมแม่ ไม่ใช่นมผง จะมีอัตรารอดชีวิตสูงกว่า มีภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่า เช่น โรคติดเชื้อในกระแสเลือด โรคลำไส้เน่า โรคจอประสาทตาเสื่อม โรคปอดอักเสบเรื้อรัง ใช้เวลารักษาตัวในรพ. สั้นกว่า ได้กลับบ้านเร็วกว่า จึงทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาน้อยกว่า

ค่านมแม่จากธนาคารนมแม่ เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายจากการไม่ได้นมแม่ แตกต่างกันเป็นร้อยกว่าเท่า น่าเสียดายที่รพ. ต่างๆยังไม่นิยมใช้นมแม่จากธนาคารนมแม่ซึ่งมีอยู่ที่รามาธิบดีและศิริราช หากแต่ยังนิยมใช้นมผงสำหรับทารกก่อนกำหนดซึ่งป้อนไปก็เจอปัญหาท้องอืด ไม่ย่อย ลำไส้อักเสบ ทำให้ต้องหยุดให้นมเป็นระยะ ทำให้ไม่โตเสียที ทำให้ได้กลับบ้านช้ากว่าที่ควรจะเป็น

ส่วนเรื่องที่คิดว่า ถ้าให้นมแม่จะได้แคลอรี่ไม่เพียงพอ ไม่เหมือนให้นมทารกก่อนกำหนดก็ไม่จริง เพราะนมแม่ถ้าได้รับการกระตุ้นให้สร้างได้อย่างถูกต้องตั้งแต่แรก แม่จะปั๊มได้เยอะพอที่จะปั๊มแบบแยกนม ส่วนต้น ส่วนกลาง ส่วนท้าย เมื่อแม่ปั๊มแยกมา พยาบาลก็นำนมส่วนท้ายมาป้อนก่อน แล้วค่อยเป็นส่วนกลาง การทำแบบนี้จะได้แคลอรี่เพิ่มขึ้น โดยไม่ทำให้ลำไส้ของทารกมีปัญหา น้ำหนักจะเพิ่มเร็วมาก ไม่ต้องหยุดชะงักในการให้อาหารทางลำไส้บ่อยๆ เหมือนเคสที่ป้อนนมผง สามารถเพิ่มน้ำหนักให้ลูกได้ถึงวันละ 50-60 กรัมสบายๆเลย จึงอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลทารกแรกเกิดได้ทราบตรงนี้ จักเป็นประโยชน์ในการดูแลคนไข้อย่างยิ่ง

เคล็ดลับทำให้แม่ของทารกป่วยที่ไม่ได้ดูดกระตุ้นที่เต้าผลิตน้ำนมได้พอคือ ให้ยาโมทิเลียม(ถ้าแม่ไม่มีข้อห้าม) ให้เริ่มปั๊มนมให้เร็วที่สุดภายใน 1-2ชม. หลังคลอด และปั๊มบ่อยทุก2ชม./กลางวัน ทุก3ชม./กลางคืน ดื่มน้ำวันละ3 ลิตร ทำแบบนี้น้ำนมมาเพียงพอแน่นอนค่ะ

สรุปคือ ห้ามรับนมบริจาคกันเอง เพราะอาจติดโรคร้ายแรง เช่น โรคเอดส์ โรคไวรัสตับอักเสบบี ซี ไวรัสซีเอ็มวี แพ้อาหารผ่านทางนมแม่ และโรคท้องเสียจากกระบวนการเก็บรักษาที่ไม่ปลอดเชื้อ

ที่มาข้อมูลจาก https://www.facebook.com/SuthiRaXeuxPhirocnKic/


สำหรับคุณแม่ ที่มีความประสงค์จะบริจาคน้ำนมแม่ ต้องมีคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้บริจาคน้ำนมแม่ ดังนี้

  • ท่านมีสุขภาพแข็งแรงไม่ได้กินยาหรือฉีดยาใดๆเป็นประจำ
  • ท่านมีน้ำนมมากเกินความต้องการของลูกและยินดีบริจาค
  • น้ำนมที่บริจาคเป็นน้ำนมที่บีบเก็บในช่วงที่บุตรคนปัจจุบันอายุไม่เกิน 6 เดือนหลังคลอด
  • น้ำนมบริจาคเป็นน้ำนมที่มีอายุการเก็บไม่เกิน 3 เดือนนับจากวันที่บีบเก็บ
  • ท่านยินดีปฏิบัติตามคำแนะนำในการบีบเก็บและการเก็บรักษาน้ำนมแม่ของธนาคารนมแม่ศิริราช
  • ผลเลือดของท่านที่ตรวจขณะฝากครรภ์ลูกคนปัจจุบันปกติทุกรายการ
  • ท่านยินดีตอบแบบสอบถามตามความเป็นจริง และยินดีทำซ้ำทุก 2-3 เดือน หากบริจาคน้ำนมอย่างต่อเนื่อง
  • ท่านยินดีเจาะเลือดเพื่อตรวจภาวะตับอักเสบบี ตับอักเสบซี โรคเอดส์และซิฟิลิส และยินดีให้ตรวจซ้ำทุก 2-3 เดือนหากบริจาคน้ำนมอย่างต่อเนื่อง

ประโยชน์ของนมแม่เห็นได้ชัดเจนมากขึ้นในทารกเกิดก่อนกำหนดและทารกแรกเกิดที่เจ็บป่วยมีการศึกษาของสถานพยาบาลหลายแห่งที่แสดงให้เห็นประโยชน์ของนมแม่ในการป้องกันการติดเชื้อที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของทารกเกิดก่อนกำหนดเหล่านี้ได้แก่ภาวะลำไส้เน่าเปื่อย  ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดนอกจากนั้นยังช่วยป้องกันหรือลดความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อนในทารกเกิดก่อนกำหนดที่สำคัญเช่นภาวะจอประสาทตาเจริญผิดปกติ และยังช่วยส่งเสริมให้ทารกเกิดก่อนกำหนดกลุ่มนี้มีพัฒนาการที่ดีขึ้น

บริจาคนมแม่

ข้อมูลจาก : ธนาคารนมแม่ศิริราช


นอกจากนั้น การศึกษาความสามารถในการยับยั้งการเติบโตของเชื้อแบคทีเรียในนมแม่บริจาค ที่ผ่านการพาสเจอไรซ์และเก็บรักษาด้วยความเย็น

ความเป็นมา : นมแม่มีประโยชน์สำหรับทารกเกิดก่อนกำหนด ช่วยเพิ่มการเจริญเติบโต และกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ลดการติดเชื้อ ลดภาวะลำไส้อักเสบเน่าตาย ในทารกเกิดก่อนกำหนด แต่มารดาของทารกเกิดก่อนกำหนดส่วนใหญ่ ยังไม่มีน้ำนมเพียงพอในระยะแรก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ การใช้นมแม่ที่ผ่านการพาสเจอร์ไรซ์ ( Holder pasteurization ) เพื่อลดความเสี่ยงของการปนเปื้อนเชื้อก่อโรค จึงเป็นทางเลือกที่ดีในการดูแลทารกกลุ่มนี้ หลังจากพาสเจอร์ไรส์ นมแม่จะถูกเก็บรักษาโดยการแช่เข็งที่อุณหภูมิลบ 20 องศาเซลเซียส ความร้อนและความเย็นที่ใช้ในกระบวนการเตรียมนมแม่บริจาคดังกล่าว ล้วนมีผลต่อส่วนประกอบทางชีวะภาพในน้ำนมแม่ มีผลทำให้ความสามารถในการยับยั้งการเติบโตของเชื้อ ( Bacterial growth-inhibiting capacity ) ของนมแม่ลดลง

สรุปผลงานวิจัย : ความสามารถในการยับยั้งการเติบโตของเชื้อลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ หลังผ่านกระบวนการเตรียมนมแม่บริจาค ซึ่งประกอบด้วยการพาสเจอร์ไรซ์และแช่แข็งที่อุณหภูมิลบ 20 องศาเซลเซียส หากพิจารณาในด้านความสามารถในการยับยั้งการเติบโตของเชื้อของนมแม่ ควรเลือกใช้นมแม่บริจาคจากมารดาที่มีระยะหลังคลอดน้อยกว่า 3 เดือน และแช่แข็งหลังทำการพาสเจอร์ไรซ์ไม่เกิน 8 สัปดาห์

ข้อมูลจาก : ธนาคารนมแม่รามาธิบดี