รู้จักไมเกรน ดีหรือยัง

Home / health / รู้จักไมเกรน ดีหรือยัง

รู้จัก “ไมเกรน” ดีหรือยัง

 

ไมเกรน ปวดหัวmthai.com/upload_images/0-jaja/Beauty/May/72_top.jpg” border=0>

 

 

       ไมเกรน เป็นอาการปวดหัวที่พบได้บ่อย พบได้ทุกวัย และพบมากในช่วงอายุ 10-30 ปี โรคนี้มักเป็นๆหายๆ เรื้อรัง สร้างความรำคาญ ทรมาน และทำให้เสียงานได้

 

     ปวดหัวอย่างไรถึงเป็นไมเกรน

        มีอาการนำมาก่อนที่จะปวด ประมาณ 15-20 นาที เช่น เห็นแสงวูบวาบเป็นสีเหลืองๆ ตามัว คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย บางรายมีอาการหงุดหงิด ง่วงนอนมาก หรือมีอาการทางจิต เช่น วิตกกังกล ซึมเศร้า แต่อาการเหล่านี้ไม่พบในทุกรายที่ปวดไมเกรน 


       มักมีอาการปวดหัวข้างเดียว (หรือ 2 ข้าง) บริเวณขมับหรือเบ้าตา บางคนอาจปวดท้ายทอยได้ มักปวดแบบตุบๆ และจะปวดในระดับกลางถึงมาก แต่ถ้าปวดพอรำคาญน้อยๆ โอกาสเป็นไมเกรนจะน้อย นอกจากนั้น อาการปวดแบบไมเกรนนั้น เมื่อหายปวดจะหายสนิท โดยในช่วงที่ปวดจะปวดนาน 2-4 ชั่วโมง หรือนาน 2-3 วัน

 
       มีอาการร่วมขณะปวดหัว ซึ่งแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน เช่น เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ท้องเดิน รู้สึกเย็นตามปลายมือปลายเท้า กลัวแสง เป็นต้น

 

 

     ไมเกรนเกิดจากอะไร
        ยังไม่มีการยืนยันสาเหตุที่แน่นอน เชื่อว่า เกิดจากการมีปัจจัยกระตุ้นให้เส้นประสาทในสมองหลั่งสารบางอย่างออกมาและสารพวกนี้ไปทำให้เส้นเลือดขยายตัว การที่เส้นเลือดขยายตัวนี้เองทำให้เกิดอาการปวดหัวไมเกรน

 

 

        การรักษาด้วยยา


        การใช้ยาขณะมีอาการ ควรใช้ให้เร็วที่สุด ถ้าใช้ตอนที่ปวดหัวมากแล้ว มักจะไม่ค่อยได้ผล ถ้าปวดไม่มาก หรือคาดการณ์ล่วงหน้าว่า จะเกิดอาการปวดให้กินยาพาราเซตามอล หรือแอสไพรินทันทีเพื่อป้องกันและบรรเทาอาการและพักผ่อนในที่มืดและเงียบๆสักครู่ ถ้าวิธีดังกล่าวไม่ได้ผล ควรรีบปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

 

        การใช้ยาพวกเออร์กอตตามีน เช่น คาเฟอร์กอต (Cafergot) โพลีกอต (Polygot) เพื่อรักษาอาการปวดศีรษะไมเกรน ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์หรือเภสัชกร คำแนะนำวิธีใช้ยานี้ มีดังนี้

 

        ให้รับประทานยาทันทีที่มีอาการ 1-2 เม็ด ถ้าไม่หายให้ซ้ำได้อีก 1 เม็ด ทุก 30 นาที แต่ไม่เกิน 6 เม็ดต่อวัน และ 10 เม็ดต่อสัปดาห์

 

        ไม่ควรทานเกินขนาด เพราะอาจเกิดพิษจากยา เช่น เส้นเลือดปลายมือปลายเท้าหดตัวรุนแรงจนขาดเลือด หรือหากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้มีอาการปวดหัวเรื้อรังได้

 

        ห้ามใช้ในหญิงคั้งครรภ์

 

        ห้ามใช้ในผู้ที่เป็นโรคตับ โรคไต โรคหัวใจขาดเลือด และเส้นเลือดตีบ

  

 

      ข้อพึงระวัง
      อาการปวดศีรษะบ่อยๆ อาจเป็นอาการแสดงของปัญหาที่รุนแรงได้และการใช้ยาแก้ปวดนานๆอาจได้รับพิษจากยาได้ ในกรณีนี้ ไม่ควรใช้ยารักษาเอง แต่ควรปรึกษาแพทย์

 

ที่มาจาก คณะเภสัชสาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์